ผมอายุ 30+ ครับ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องของชีวิตคู่ ชีวิตจึงมีแต่งาน
ทำงานมาหลายปี เปลี่ยนงานมา หลายงานละครับ ที่เปลี่ยนเพราะเบื่อเพื่อนร่วมงานบ้าง หัวหน้างานบ้าง อยากก้าวหน้ากว่านี้บ้าง และอื่นๆ บ้าง
ตอนนี้ทำงานปัจจุบันมาได้ 4 ปีครึ่งแล้ว ปัญหาคือ รู้สึกจริงจังกับงานมากเกินไป เครียด และรู้สึกหงุดหงิดกับรุ่นน้อง หรือเด็กรุ่นใหม่ เด็กจบใหม่ ที่ไม่มีไฟ ไม่ทุ่มเทให้งาน ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ขอไปที ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับผิด ไม่เคยคิดว่าความผิดพลาดเกิดจากตัวเอง โทษคนอื่น โทษทุกสิ่ง สอนก็ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยให้ความเคารพกัน ทั้งๆ ที่อายุ ต่างกันเกือบ ทศวรรษ ความจริงสมัยผมจบใหม่ๆ ผมก็มีเรื่องที่กล่าวมาต้นๆ แต่ผมมีไฟนะ ขยันมาก และก็ยังรู้ตัว พยายามปรับตัวให้ตัวเองพัฒนา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมแตกต่างคือ ผมชอบเรียนรู้ ไม่เคยเถียง หรือไม่ให้ความเคารพรุ่นพี่เลย
ปัจจุบันทั้งๆ ที่ ผมอายุเยอะกว่าน้องๆ มาก และสิ่งไหนที่ผมทำผิดพลาด ก็จะขอโทษน้องๆ ก่อน ด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่างานจะดำเนินต่อไปลำบาก ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง ต้องหันมาทำความเข้าใจกับเด็กรุ่นใหม่ว่า สมัยก่อนเราก็เป็น ยิ่งเด็กสมัยนี้ก็คงไม่อยากให้ตีกรอบ ตอนนี้ก็เลยพยายามไม่ไปว่าอะไร หรือติอะไร อีกอย่างคือ ไม่ค่อยพูดเล่น หรือทำความสนิทสนมกับน้องๆ ค่อยๆ ห่างเพราะรู้สึกว่า ยิ่งเราสนิทกัน ความเกรงใจ หรือเคารพกันมันลดลง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกไม่ค่อยโอเค คือ น้องเขาชอบทำหน้าทำตา เวลาเราพูดหรือสั่งงาน ชอบนินทาหรือทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนๆ ของน้อง ต่อหน้าผม ก็รู้สึกไม่โอเคที่น้องไม่เก็บอารมณ์ ไม่พยายามลดอคติกับเรา บางครั้งก็รู้สึกร่วมงานกันลำบาก จนถึงขั้นอยากลาออก แต่ก็มานั่งคิดว่า เราเป็นผู้มาทำงานก่อน และอีกอย่างคือเราก็ไม่ได้ทำผิดอะไร นอกจากการที่พูดติน้อง และเราก็ขอโทษไปแล้ว อาจเพราะผมไม่รู้ว่า คนประเภทไหน ติหรือแนะนำไม่ได้
สุดท้ายก็ช่างเถอะปล่อยวางๆ ถ้าไม่มีงานอะไรให้ หรือต้องร่วมงานกัน ผมก็จะพยายามทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้น้องเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาผม
ลืมบอกไปว่า ผมทำงานมา 4 ปี ได้ประเมินจากเจ้านาย ดีเด่น ทุกปี จนได้เป็นเจ้าหน้าที่ดีเด่นของบริษัทปีที่แล้ว ด้วยความที่ผมยังไม่มีครอบครัว ก็ทำงานโอทีถึงดึกดื่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เงินเพิ่มมากมาย และผลงานค่อนข้างออกมาเป็นที่ประจักษ์ ส่วนน้องที่จบใหม่พึ่งทำงานได้ปีเดียว เป็นผู้หญิงครับ และผลการประเมิน(ซึ่งผมไม่ได้ประเมินเอง) ได้เพียงผ่าน ความจริงผมก็อยากช่วยให้น้องได้ผลงาน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อทำงานร่วมกันลำบาก
ตอนนี้ก็พยายามคิดว่า งานมันก็คืองาน เราไม่สบาย เขาก็หาคนมาแทนเราได้ แต่ครอบครัว หรือสุขภาพ มันไม่มีอะไรแทนได้ พอคิดแบบนั้นก็ดีขึ้นนะครับ
ึคิดว่าผมเป็นคนที่อนาคตจะเป็นคนแต่งกับงานไหมครับ เคยมีเพื่อนบอกว่า ให้หาแฟน แล้วแต่งงานได้แล้ว เพราะ ไม่งั้น จะเป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่ผมรู้สึกว่า รากฐานผมยังไม่มั่นคง อยากมีบ้าน มีรถ มีคอนโด อสังหา และเงินสักก้อนหนึ่งก่อน แล้วทำธุรกิจไปด้วย ค่อยคิดเรื่องครอบครัวครับ
คนที่แต่งกับงาน เป็นยังไงครับ
ทำงานมาหลายปี เปลี่ยนงานมา หลายงานละครับ ที่เปลี่ยนเพราะเบื่อเพื่อนร่วมงานบ้าง หัวหน้างานบ้าง อยากก้าวหน้ากว่านี้บ้าง และอื่นๆ บ้าง
ตอนนี้ทำงานปัจจุบันมาได้ 4 ปีครึ่งแล้ว ปัญหาคือ รู้สึกจริงจังกับงานมากเกินไป เครียด และรู้สึกหงุดหงิดกับรุ่นน้อง หรือเด็กรุ่นใหม่ เด็กจบใหม่ ที่ไม่มีไฟ ไม่ทุ่มเทให้งาน ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ขอไปที ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับผิด ไม่เคยคิดว่าความผิดพลาดเกิดจากตัวเอง โทษคนอื่น โทษทุกสิ่ง สอนก็ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยให้ความเคารพกัน ทั้งๆ ที่อายุ ต่างกันเกือบ ทศวรรษ ความจริงสมัยผมจบใหม่ๆ ผมก็มีเรื่องที่กล่าวมาต้นๆ แต่ผมมีไฟนะ ขยันมาก และก็ยังรู้ตัว พยายามปรับตัวให้ตัวเองพัฒนา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมแตกต่างคือ ผมชอบเรียนรู้ ไม่เคยเถียง หรือไม่ให้ความเคารพรุ่นพี่เลย
ปัจจุบันทั้งๆ ที่ ผมอายุเยอะกว่าน้องๆ มาก และสิ่งไหนที่ผมทำผิดพลาด ก็จะขอโทษน้องๆ ก่อน ด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่างานจะดำเนินต่อไปลำบาก ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง ต้องหันมาทำความเข้าใจกับเด็กรุ่นใหม่ว่า สมัยก่อนเราก็เป็น ยิ่งเด็กสมัยนี้ก็คงไม่อยากให้ตีกรอบ ตอนนี้ก็เลยพยายามไม่ไปว่าอะไร หรือติอะไร อีกอย่างคือ ไม่ค่อยพูดเล่น หรือทำความสนิทสนมกับน้องๆ ค่อยๆ ห่างเพราะรู้สึกว่า ยิ่งเราสนิทกัน ความเกรงใจ หรือเคารพกันมันลดลง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกไม่ค่อยโอเค คือ น้องเขาชอบทำหน้าทำตา เวลาเราพูดหรือสั่งงาน ชอบนินทาหรือทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนๆ ของน้อง ต่อหน้าผม ก็รู้สึกไม่โอเคที่น้องไม่เก็บอารมณ์ ไม่พยายามลดอคติกับเรา บางครั้งก็รู้สึกร่วมงานกันลำบาก จนถึงขั้นอยากลาออก แต่ก็มานั่งคิดว่า เราเป็นผู้มาทำงานก่อน และอีกอย่างคือเราก็ไม่ได้ทำผิดอะไร นอกจากการที่พูดติน้อง และเราก็ขอโทษไปแล้ว อาจเพราะผมไม่รู้ว่า คนประเภทไหน ติหรือแนะนำไม่ได้
สุดท้ายก็ช่างเถอะปล่อยวางๆ ถ้าไม่มีงานอะไรให้ หรือต้องร่วมงานกัน ผมก็จะพยายามทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้น้องเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาผม
ลืมบอกไปว่า ผมทำงานมา 4 ปี ได้ประเมินจากเจ้านาย ดีเด่น ทุกปี จนได้เป็นเจ้าหน้าที่ดีเด่นของบริษัทปีที่แล้ว ด้วยความที่ผมยังไม่มีครอบครัว ก็ทำงานโอทีถึงดึกดื่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เงินเพิ่มมากมาย และผลงานค่อนข้างออกมาเป็นที่ประจักษ์ ส่วนน้องที่จบใหม่พึ่งทำงานได้ปีเดียว เป็นผู้หญิงครับ และผลการประเมิน(ซึ่งผมไม่ได้ประเมินเอง) ได้เพียงผ่าน ความจริงผมก็อยากช่วยให้น้องได้ผลงาน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อทำงานร่วมกันลำบาก
ตอนนี้ก็พยายามคิดว่า งานมันก็คืองาน เราไม่สบาย เขาก็หาคนมาแทนเราได้ แต่ครอบครัว หรือสุขภาพ มันไม่มีอะไรแทนได้ พอคิดแบบนั้นก็ดีขึ้นนะครับ
ึคิดว่าผมเป็นคนที่อนาคตจะเป็นคนแต่งกับงานไหมครับ เคยมีเพื่อนบอกว่า ให้หาแฟน แล้วแต่งงานได้แล้ว เพราะ ไม่งั้น จะเป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่ผมรู้สึกว่า รากฐานผมยังไม่มั่นคง อยากมีบ้าน มีรถ มีคอนโด อสังหา และเงินสักก้อนหนึ่งก่อน แล้วทำธุรกิจไปด้วย ค่อยคิดเรื่องครอบครัวครับ