เหตุการณ์ที่จะแชร์นี้ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่อยากจะให้เกิด แต่ในเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องทำใจยอมรับและแก้ไขกันไป ยาวนิดนึงนะคะ อยากเล่าให้ครบทุกเหตุการณ์
เริ่มจากวันหนึ่ง คุณแม่พูดเปรยๆขึ้นมาว่าอยากจะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ศึกษาธรรม(ชาติ)ที่ต่างประเทศ ปฏิบัติการณ์พาแม่เที่ยวจึงเกิดขึ้น
เราและน้องตัดสินใจพาคุณแม่ซึ่งยังแข็งแรงไปเที่ยวที่ฮ่องกง เมืองเล็กๆไม่ไกลจากประเทศไทยมาก ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างอินดี้ (เรื่องเยอะ) จึงเลือกที่จะเดินทางไปกันเองโดยไม่ซื้อทัวร์ หาข้อมูลวางแผนการท่องเที่ยวเรียบร้อย ก่อนเดินทางสามสี่วันก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อประกันการเดินทาง ซึ่งปกติจะซื้อทุกครั้งอยู่แล้ว เปลี่ยนบริษัทไปเรื่อยแล้วแต่สถานการณ์ตอนนั้น ถึงจะไม่เคยเคลมก็คิดว่ายังดีกว่าต้องเคลมแล้วมันไม่มี หาข้อมูลหลายๆที่ สุดท้ายก็ตกลงกับ Cigna ใส่ข้อมูลตัดบัตรผ่านเว็ปไซท์เรียบร้อย โอเคสบายใจเดินทางได้
สองวันแรกของการไปเที่ยว ทุกอย่างดีเริ่ดดด อากาศดี วิวดี แม่มีความสุข ทุกอย่างเพอร์เฟค! จนวันที่สามของการเดินทาง ระหว่างเดินลงบันไดมาจากโรงแรม อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ และเสียงแม่ที่ร้องว่า โอ้ย ขาแม่หักแล้ว! ใจนี่หายวูบ ยิ่งหันมาเห็นสภาพแม่คือนั่งอยู่บนบันได ตัวทับอยู่บนขาข้างซ้าย ส่วนเท้าหักเข้าไปด้านในแล้วโดนขาทับไว้อีกที วินาทีนั้นทำอะไรไม่ถูก เลยจับขาแม่ให้ออกมาในสภาพนั่งบนบันไดปกติก่อน หันออกไปมองที่ถนนมีคนไทยยืนอยู่พอดี กำลังมองแม่เราแบบอึ้งๆเช่นกัน ด้วยความที่เราและน้องต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก พี่คนนั้นก็เดินเข้ามาช่วย (ขอบพระคุณพี่คนนั้นมากๆค่ะ นอนพักที่โรงแรมเดียวกันแต่ไม่ได้ถามชื่อไว้ กลับมาที่โรงแรมอีกทีก็ไม่เจอกันแล้ว T_T)
สภาพเท้าแม่ตอนนั้นคือส่วนข้อเท้าลักษณะผิดรูปไป เหมือนจะมีกระดูกเอียงนิดหน่อยทำให้ส่วนข้อต่อระหว่างขากับข้อเท้าดูเอียงๆตามไปด้วย ถามแม่แม่บอกว่าไม่เจ็บ แต่พยายามลุกขึ้นยืนลงน้ำหนักที่เท้าซ้ายไม่ได้ พี่คนนั้นแนะนำว่าลองหาน้ำแข็งมาประคบก่อนไหม ด้วยความที่ตอนนั้นเช้ามากไม่รู้จะหาน้ำแข็งจากไหน ก็เลยเดินไปหาพนักงานโรงแรม ถามว่าจะซื้อน้ำแข็งได้ที่ไหน พอดีแม่ล้มอยู่ที่บันได พนักงานรีบวิ่งมาดูแล้วถามว่าลุกไหวไหม (พนักงานโรงแรมพูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคนเลยค่ะ) แม่เราส่ายหน้า พนักงานเลยวิ่งไปซื้อน้ำแข็งมาให้ หลังจากประคบไปพักหนึ่งแม่ยังไม่รู้สึกดีขึ้น พนักงานโรงแรมคนนั้นเลยบอกว่าส่งโรงพยาบาลดีกว่า และจัดการโทรเรียกรถพยาบาลให้
ตอนมาถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในรถแจ้งว่าให้มาชำระเงินก่อนถึงจะเริ่มการรักษา โดยคนที่ไม่ใช่สัญชาติฮ่องกงต้องชำระ 1,230 HKD ถึงจะเริ่มกระบวนการรักษากับแผนก Accident and Emergency ได้ (ใบเสร็จเก็บให้ดีที่สุด สำคัญมากๆ ตอนแจ้งเคลม) จ่ายเงินเรียบร้อยก็มีคนมาเข็นรถแม่ไปหาแพทย์ ถามไถ่อาการแล้วก็บอกว่าต้องเอ็กซเรย์ (ที่โรงพยาบาลก็ใช้ภาษาอังกฤษดีทุกคน ถือว่าโชคดีมากๆค่ะที่ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา) ระหว่างรอผลก็พยายามติดต่อเพื่อนที่ไทยให้ช่วยโทรถามซิกน่าให้ว่าควรทำยังไงต่อ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน (ขนาดอยู่ไทยยังไม่ค่อยเข้าโรงพยาบาลเลย) หลังจากที่เพื่อนติดต่อให้ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มีสายเข้ามา สอบถามอาการคุณแม่ แต่ซิมที่เอามาด้วยเป็นซิมทรู Travel Asia ซึ่งอัตราค่าโทร/รับสายค่อนข้างแพง คิดว่าคงไม่พอให้คุยนานๆแน่ เลยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่าถ้าสายตัดไปให้ติดต่อทางเมลล์เลย
เจ้าหน้าที่จากซิกน่าพยายามขอใบรับรองแพทย์ซึ่งทางเราก็ยังไม่ได้ เพราะยังรอผลเอ็กซเรย์อยู่

เราก็ทำได้แค่เมลล์ไปตอบก่อนว่ายังไม่ทราบผลใดๆ
รอไม่นานก็มีพยาบาลเดินมาบอกว่าผลไม่ค่อยดี ขอเอ็กซเรย์อีกรอบหนึ่ง รอผลไปอีกพักใหญ่ๆ คุณหมอก็เดินมาบอกว่ากระดูกข้อเท้าแตกนะ ชี้ที่ฟิล์มเอ็กซเรย์ให้ดู(แต่ดูไม่ออก T_T) ยังไงวันนี้ต้องแอดมิท
เหมือนฟ้าผ่าลงหัวสองพี่น้อง ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้ากัน จนพยาบาลอีกคนเดินเอาเอกสารมาให้ดูว่าการแอดมิทจะมีค่าใช้จ่าย 5,100 HKD ต่อวัน (24 ช.ม.) พยายามถามพยาบาลว่าสามารถใส่เฝือกให้กลับไปรักษาที่ไทยได้ไหม ไม่อยากให้แม่นอน ก็โดนพยาบาลเอ็ดมารอบนึงว่าแม่คุณเดินไม่ได้ ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะไปไหนได้ (ก็คนมันไม่คุ้นกับการนอนโรงพยาบาลนี่หว่า ในไทยยังไม่นอนเลย เก๊าขอโต๊ด ฮือออ) พอเราตอบรับพยาบาล เซ็นต์ยินยอมให้แม่แอดมิท ก็มีเจ้าหน้าที่มาเข็นแม่ขึ้นไปที่ ward พร้อมกับชี้ป้ายให้ถ่ายรูปตลอดทางเพราะกลัวเดินมาอีกทีไม่ถูก (ช่างน่ารัก)
ขึ้นมาถึง ward ก็มีพยาบาลอีกคนเดินมาแจ้งว่าค่าใช้จ่ายสำหรับ 1 วัน 5,100 HKD พยาบาลที่แผนกฉุกเฉินแจ้งแล้วใช่ไหม แต่เราจะเก็บเงินคุณ 51,000 HKD ไว้นะ เพื่อเป็นมัดจำไว้ก่อน รักษาไปเท่าไหร่จะทำเงินคืนให้ ห๊าาาาาา เดี๋ยวนะคะคุณพยาบาลขา ตอนแรกบอกว่า 5,100 HKD ก็ยังหาบัตรเครดิตกันให้วุ่น ถ้าเก็บ 51,000 นี่ตายค่ะตาย จะหาที่ไหนมาจ่ายให้ เลยพยายามต่อรองว่าขอรักษาวันนี้ได้ไหม ถ้ารวมพรุ่งนี้ด้วยเป็น 10,200 HKD สำหรับ 2 วันเราก็ยังโอเคนะ แต่ถ้าคุณจะให้เราจ่ายก่อน 51,000 HKD นี่บอกเลยว่าเราเป็นแค่นักท่องเที่ยวไม่ได้พกเงินมามากมายขนาดนั้น บัตรเครดิตก็ไม่ได้เอามาหมด เอามาแค่เผื่อช้อปนิดๆหน่อยๆ ใช้ทั้งลูกอ้อน ทั้งทำหน้าน่าสงสาร(คิดเอง) ทั้งทำเสียงหนักแน่นว่าไม่มีจ่ายแน่ จนสุดท้ายหลังจากเดินคุยกับเจ้าหน้าที่ประมาณ 3 แผนก ก็ได้รับการอนุมัติให้จ่ายเฉพาะส่วนที่ใช้จริง (แหม...ถ้ากลัวคนไข้หนีไม่จ่ายเงินก็กรุณาดูขาแม่ดิฉันด้วยค่ะคุณขา เดี้ยงยังงี้จะหนีไปไหนได้)
พอกลับมาหาแม่ที่ ward ก็เจอกับคุณหมอพอดี คุณหมอบอกว่าอาการแม่ค่อนข้างแย่นะ ไม่มีแผลภายนอกแต่กระดูกแตก ส่งผลให้ข้อเท้าบวมและบลาๆๆๆๆ(ฟังไม่ออกแล้วค่ะคุณหมอ ศัพท์การแพทย์หนูไม่สู้ google translate ก็ไม่ทันใจ) สรุปคือต้องผ่าทันที ช็อค!!!อีกแล้ว พยายามคุยกับคุณหมอว่าวันพรุ่งนี้มีไฟลท์กลับไทยนะ เป็นไปได้ไหมที่คุณหมอจะทำการรักษาประคองอาการไปก่อนแล้วกลับไปผ่าที่ไทย คุณหมอบอกว่าจะพยายาม แต่ต้องเอ็กซเรย์ให้ละเอียดอีกครั้งว่ารอได้แค่ไหน แต่ตอนนี้ให้งดอาหารก่อนเพราะเตรียมผ่า เลยถามคุณหมอก่อนว่าถ้าต้องผ่าจริงๆจะต้องอยู่ต่ออีกกี่วัน คุณหมอบอก 1-3 วัน แล้วแต่อาการ สองพี่น้องเครียดกันไปอีกรอบ จะอยู่ต่อยังไง จะนอนกันที่ไหน คิดฟุ้งซ่านไปหมดตอนนั้น หลังจากคุยเสร็จคุณหมอบอกว่าจริงๆตอนนี้เป็นเวลาห้ามเยี่ยมแล้ว ให้กลับไปก่อนแล้วมาใหม่อีกทีพรุ่งนี้เช้า ช็อค!!! อีกที เดี๋ยวๆๆ ให้แม่นอนโรงพยาบาลคนเดียวเหรอ หันไปมองหน้าแม่แม่พยักหน้า บอกว่าไปเที่ยวต่อเลยลูก พรุ่งนี้ค่อยมาหาแม่ตอนเช้า แม่อยู่ได้ ก็เลยคุยกับแม่อีกทีนึงว่าให้รายงานผลตลอดนะเค้าทำอะไรยังไงบ้าง จากนั้นเราสองพี่น้องก็พากันกลับโรงแรม ระหว่างนั้นก็เมลล์คุยกับทางซิกน่าเรื่อยๆ โดยทางซิกน่าก็พยายามบอกว่าให้กลับมาผ่าที่ไทย ซึ่งเราก็เห็นด้วยเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่ได้ดื้อรั้น ถ้าแพทย์บอกว่าต้องผ่าจริงๆก็คงต้องผ่า

ช่วงเย็นแม่โทรไลน์มาให้คุยกับคุณหมอ คุณหมอบอกว่าสรุปกันแล้วว่ายังไม่ผ่าที่นี่ โดยจะรักษาเบื้องต้นไปก่อน แต่ยังไงกลับไทยแล้วต้องผ่าทันทีนะ ย้ำว่าทันทีเพราะสำคัญมากๆ โดยคุณหมอจะออกเอกสารใบรับรองแพทย์ให้ว่าจำเป็นต้องผ่าทันที และสามารถโดยสารเครื่องบินกลับไทยได้ (เราขอไว้เองเพราะจะต้องส่งให้ทางซิกน่า และกลัวว่าสายการบินจะไม่ให้ขึ้นเครื่อง เลยขอเอกสารรับรองเผื่อไว้ก่อน)
คุยกับคุณหมอเสร็จแม่ก็เล่าให้ฟังว่ามีคนจากซิกน่าโทรมาที่ ward (เราได้เมลล์ไปบอกทางซิกน่าเอาไว้ว่าแม่อยู่ ward ไหน) และได้คุยกับแม่ ถามอาการว่าเป็นยังไงบ้าง แนวทางการรักษาเป็นยังไง และย้ำว่าอยากให้กลับมารักษาที่ไทย ทางซิกน่าจะประสานกับ รพ. ที่ไทยให้ส่งรถพยาบาลมารับที่สนามบินและตรงไปผ่าที่ รพ. เลย ซึ่งเราก็ค่อนข้างทึ่งในความพยายามโทรมา (เพราะติดต่อเราทางโทรศัพท์ไม่ได้)
วันรุ่งขึ้นเรากับน้องไปหาแม่ที่ รพ. พยาบาลบอกว่าสามารถไปจ่ายเงิน รับยา และพาแม่ออกได้เลย จัดการเสร็จเรียบร้อยก็รีบถ่ายรูปใบรับรองแพทย์ส่งให้ทางซิกน่าก่อน เสร็จก็พาแม่นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ยืมวีลแชร์ที่สนามบินไว้ใช้ระหว่างรอไฟลท์กลับ โชคดีที่แม่ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย ระหว่างนั้นทางซิกน่าก็ติดต่อมาเรื่อยๆเกี่ยวกับ รพ. ที่จะทำการรักษาที่ไทย ซึ่งเราก็เลือก รพ. ใกล้บ้านไป ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทางซิกน่าก็แจ้งเบอร์ติดต่อคนที่จะมารับที่สุวรรณภูมิให้
อีกพักหนึ่งก็ได้รับเมลล์จากซิกน่าอีกครั้ง แจ้งเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จะเปลี่ยนให้แม่จากชั้น economy เป็นชั้น business สำหรับแม่คนเดียว ซึ่งเรากับน้องค่อนข้างซาบซึ้งมาก เพราะก็กังวลอยู่ว่าแม่จะนั่งห้อยขานานไม่ได้ ถ้าได้เปลี่ยนเป็นชั้น business ก็ค่อนข้างเบาใจ แม่จะได้นั่งยืดขาสบายๆได้

พอกลับมาถึงสุวรรณภูมิ เครื่องจอดเรียบร้อย ยังไม่ทันเดินลงจากเครื่องพอเปิดโทรศัพท์ก็มีคนโทรมาทันทีซึ่งก็คือคุณธีระที่ติดต่อทางเมลล์กันมาพักหนึ่ง คุณธีระได้โทรมาสอบถามว่าเจอกับทาง รพ. ที่มารับหรือยัง เพราะตัวเองจะเลิกงานแล้วค่อนข้างกังวลถ้าหากันไม่เจอ และได้แจ้งชื่อคนจาก รพ. ที่มารับและจุดนัดพบอีกครั้ง พอดีโทรศัพท์น้องก็มีคนจาก รพ. โทรมาพอดี แจ้งจุดนัดพบกันเรียบร้อยก็วางสายไป
พอถึงที่ รพ. ก็ทำการเอ็กซเรย์ใหม่กันอีกรอบ หมอก็สรุปอีกครั้งว่าต้องผ่าจริงๆ เพราะเป็นจุดข้อต่อซึ่งกระดูกส่วนที่หักมีผลกับกระดูกส่วนอื่นให้เคลื่อนออกนอกตำแหน่งด้วย หลังจากการรักษาทั้งหมด ผ่าตัดข้อเท้าดามเหล็ก ทำกายภาพ นอน รพ. 4 คืน ค่ารักษาทั้งหมดประมาณเกือบแสนหก (โอ..เอ็ม..จี.. สำเนียงแม่การะเกด) ทางประกันซัพพอร์ตให้ โดยเราต้องจ่ายแค่ค่าไม้ค้ำ ซึ่งไม่รวมในเงื่อนไขประกันอยู่แล้ว
ข้อเสียของประกันมีแค่อย่างเดียวคือจะคุ้มครองต่อเนื่องหลังจากกลับมาถึงไทยแค่ 7 วันเท่านั้น หลังจากนั้นการติดตามอาการต่างๆ เราต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับกันไป
หลังจากแม่ผ่าตัดกลับมาอยู่บ้านเรียบร้อยก็ได้ทำเรื่องเคลมค่าใช้จ่ายที่ฮ่องกง ซึ่งก็แจ้งเคลมแค่ค่ารักษาใน รพ. เท่านั้น เอกสารที่ใช้
1. แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โหลดได้จากเว็ปซิกน่า
2. ใบรับรองแพทย์ตัวจริง
3. ใบเสร็จรับเงินตัวจริง
4. สำเนาหน้าสมุดบัญชีของแม่
5. สำเนาบัตรประชาชนแม่
หลังจากส่งเอกสารไปทางไปรษณีย์ พอเอกสารไปถึงทางบริษัท ผ่านไป 1 วันก็มีคนจากทางซิกน่าโทรมาบอกว่าอนุมัติค่ารักษาแล้ว จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 7 วัน แต่ประมาณ 5 วันหลังจากนั้นเราลองเช็คเงินดู สรุปว่าเงินเข้าเรียบร้อย ขาดทุนนิดหน่อยค่าเรทเงินซึ่งก็ถือว่ายอมรับได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ขอจำไปจนตาย และจะบอกทุกๆคนที่เดินทางไปต่างประเทศว่าต้องซื้อประกันการเดินทาง ใช้ไม่ใช่ช่างมัน อยากซื้อของบริษัทไหนก็แล้วแต่ความสบายใจสบายกระเป๋า
ฝากเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้เตือนเพื่อนๆด้วยนะคะ ว่าประกันการเดินทางสำคัญมากๆ เพราะเหตุไม่คาดฝันมักจะเกิดตอนที่เราไม่ตั้งตัวเสมอ อาจจะยาวไปสักหน่อยต้องขอโทษด้วยค่ะ
[CR] เมื่อแผนเที่ยวไม่เป็นไปตามฝัน และประกันที่ไม่อยากใช้ (ถึงจะซื้อไว้แล้วก็เถอะ)
เริ่มจากวันหนึ่ง คุณแม่พูดเปรยๆขึ้นมาว่าอยากจะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ศึกษาธรรม(ชาติ)ที่ต่างประเทศ ปฏิบัติการณ์พาแม่เที่ยวจึงเกิดขึ้น
เราและน้องตัดสินใจพาคุณแม่ซึ่งยังแข็งแรงไปเที่ยวที่ฮ่องกง เมืองเล็กๆไม่ไกลจากประเทศไทยมาก ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างอินดี้ (เรื่องเยอะ) จึงเลือกที่จะเดินทางไปกันเองโดยไม่ซื้อทัวร์ หาข้อมูลวางแผนการท่องเที่ยวเรียบร้อย ก่อนเดินทางสามสี่วันก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อประกันการเดินทาง ซึ่งปกติจะซื้อทุกครั้งอยู่แล้ว เปลี่ยนบริษัทไปเรื่อยแล้วแต่สถานการณ์ตอนนั้น ถึงจะไม่เคยเคลมก็คิดว่ายังดีกว่าต้องเคลมแล้วมันไม่มี หาข้อมูลหลายๆที่ สุดท้ายก็ตกลงกับ Cigna ใส่ข้อมูลตัดบัตรผ่านเว็ปไซท์เรียบร้อย โอเคสบายใจเดินทางได้
สองวันแรกของการไปเที่ยว ทุกอย่างดีเริ่ดดด อากาศดี วิวดี แม่มีความสุข ทุกอย่างเพอร์เฟค! จนวันที่สามของการเดินทาง ระหว่างเดินลงบันไดมาจากโรงแรม อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ และเสียงแม่ที่ร้องว่า โอ้ย ขาแม่หักแล้ว! ใจนี่หายวูบ ยิ่งหันมาเห็นสภาพแม่คือนั่งอยู่บนบันได ตัวทับอยู่บนขาข้างซ้าย ส่วนเท้าหักเข้าไปด้านในแล้วโดนขาทับไว้อีกที วินาทีนั้นทำอะไรไม่ถูก เลยจับขาแม่ให้ออกมาในสภาพนั่งบนบันไดปกติก่อน หันออกไปมองที่ถนนมีคนไทยยืนอยู่พอดี กำลังมองแม่เราแบบอึ้งๆเช่นกัน ด้วยความที่เราและน้องต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก พี่คนนั้นก็เดินเข้ามาช่วย (ขอบพระคุณพี่คนนั้นมากๆค่ะ นอนพักที่โรงแรมเดียวกันแต่ไม่ได้ถามชื่อไว้ กลับมาที่โรงแรมอีกทีก็ไม่เจอกันแล้ว T_T)
สภาพเท้าแม่ตอนนั้นคือส่วนข้อเท้าลักษณะผิดรูปไป เหมือนจะมีกระดูกเอียงนิดหน่อยทำให้ส่วนข้อต่อระหว่างขากับข้อเท้าดูเอียงๆตามไปด้วย ถามแม่แม่บอกว่าไม่เจ็บ แต่พยายามลุกขึ้นยืนลงน้ำหนักที่เท้าซ้ายไม่ได้ พี่คนนั้นแนะนำว่าลองหาน้ำแข็งมาประคบก่อนไหม ด้วยความที่ตอนนั้นเช้ามากไม่รู้จะหาน้ำแข็งจากไหน ก็เลยเดินไปหาพนักงานโรงแรม ถามว่าจะซื้อน้ำแข็งได้ที่ไหน พอดีแม่ล้มอยู่ที่บันได พนักงานรีบวิ่งมาดูแล้วถามว่าลุกไหวไหม (พนักงานโรงแรมพูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคนเลยค่ะ) แม่เราส่ายหน้า พนักงานเลยวิ่งไปซื้อน้ำแข็งมาให้ หลังจากประคบไปพักหนึ่งแม่ยังไม่รู้สึกดีขึ้น พนักงานโรงแรมคนนั้นเลยบอกว่าส่งโรงพยาบาลดีกว่า และจัดการโทรเรียกรถพยาบาลให้
ตอนมาถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในรถแจ้งว่าให้มาชำระเงินก่อนถึงจะเริ่มการรักษา โดยคนที่ไม่ใช่สัญชาติฮ่องกงต้องชำระ 1,230 HKD ถึงจะเริ่มกระบวนการรักษากับแผนก Accident and Emergency ได้ (ใบเสร็จเก็บให้ดีที่สุด สำคัญมากๆ ตอนแจ้งเคลม) จ่ายเงินเรียบร้อยก็มีคนมาเข็นรถแม่ไปหาแพทย์ ถามไถ่อาการแล้วก็บอกว่าต้องเอ็กซเรย์ (ที่โรงพยาบาลก็ใช้ภาษาอังกฤษดีทุกคน ถือว่าโชคดีมากๆค่ะที่ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา) ระหว่างรอผลก็พยายามติดต่อเพื่อนที่ไทยให้ช่วยโทรถามซิกน่าให้ว่าควรทำยังไงต่อ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน (ขนาดอยู่ไทยยังไม่ค่อยเข้าโรงพยาบาลเลย) หลังจากที่เพื่อนติดต่อให้ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มีสายเข้ามา สอบถามอาการคุณแม่ แต่ซิมที่เอามาด้วยเป็นซิมทรู Travel Asia ซึ่งอัตราค่าโทร/รับสายค่อนข้างแพง คิดว่าคงไม่พอให้คุยนานๆแน่ เลยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่าถ้าสายตัดไปให้ติดต่อทางเมลล์เลย
เจ้าหน้าที่จากซิกน่าพยายามขอใบรับรองแพทย์ซึ่งทางเราก็ยังไม่ได้ เพราะยังรอผลเอ็กซเรย์อยู่
เราก็ทำได้แค่เมลล์ไปตอบก่อนว่ายังไม่ทราบผลใดๆ
รอไม่นานก็มีพยาบาลเดินมาบอกว่าผลไม่ค่อยดี ขอเอ็กซเรย์อีกรอบหนึ่ง รอผลไปอีกพักใหญ่ๆ คุณหมอก็เดินมาบอกว่ากระดูกข้อเท้าแตกนะ ชี้ที่ฟิล์มเอ็กซเรย์ให้ดู(แต่ดูไม่ออก T_T) ยังไงวันนี้ต้องแอดมิท
เหมือนฟ้าผ่าลงหัวสองพี่น้อง ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้ากัน จนพยาบาลอีกคนเดินเอาเอกสารมาให้ดูว่าการแอดมิทจะมีค่าใช้จ่าย 5,100 HKD ต่อวัน (24 ช.ม.) พยายามถามพยาบาลว่าสามารถใส่เฝือกให้กลับไปรักษาที่ไทยได้ไหม ไม่อยากให้แม่นอน ก็โดนพยาบาลเอ็ดมารอบนึงว่าแม่คุณเดินไม่ได้ ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะไปไหนได้ (ก็คนมันไม่คุ้นกับการนอนโรงพยาบาลนี่หว่า ในไทยยังไม่นอนเลย เก๊าขอโต๊ด ฮือออ) พอเราตอบรับพยาบาล เซ็นต์ยินยอมให้แม่แอดมิท ก็มีเจ้าหน้าที่มาเข็นแม่ขึ้นไปที่ ward พร้อมกับชี้ป้ายให้ถ่ายรูปตลอดทางเพราะกลัวเดินมาอีกทีไม่ถูก (ช่างน่ารัก)
ขึ้นมาถึง ward ก็มีพยาบาลอีกคนเดินมาแจ้งว่าค่าใช้จ่ายสำหรับ 1 วัน 5,100 HKD พยาบาลที่แผนกฉุกเฉินแจ้งแล้วใช่ไหม แต่เราจะเก็บเงินคุณ 51,000 HKD ไว้นะ เพื่อเป็นมัดจำไว้ก่อน รักษาไปเท่าไหร่จะทำเงินคืนให้ ห๊าาาาาา เดี๋ยวนะคะคุณพยาบาลขา ตอนแรกบอกว่า 5,100 HKD ก็ยังหาบัตรเครดิตกันให้วุ่น ถ้าเก็บ 51,000 นี่ตายค่ะตาย จะหาที่ไหนมาจ่ายให้ เลยพยายามต่อรองว่าขอรักษาวันนี้ได้ไหม ถ้ารวมพรุ่งนี้ด้วยเป็น 10,200 HKD สำหรับ 2 วันเราก็ยังโอเคนะ แต่ถ้าคุณจะให้เราจ่ายก่อน 51,000 HKD นี่บอกเลยว่าเราเป็นแค่นักท่องเที่ยวไม่ได้พกเงินมามากมายขนาดนั้น บัตรเครดิตก็ไม่ได้เอามาหมด เอามาแค่เผื่อช้อปนิดๆหน่อยๆ ใช้ทั้งลูกอ้อน ทั้งทำหน้าน่าสงสาร(คิดเอง) ทั้งทำเสียงหนักแน่นว่าไม่มีจ่ายแน่ จนสุดท้ายหลังจากเดินคุยกับเจ้าหน้าที่ประมาณ 3 แผนก ก็ได้รับการอนุมัติให้จ่ายเฉพาะส่วนที่ใช้จริง (แหม...ถ้ากลัวคนไข้หนีไม่จ่ายเงินก็กรุณาดูขาแม่ดิฉันด้วยค่ะคุณขา เดี้ยงยังงี้จะหนีไปไหนได้)
พอกลับมาหาแม่ที่ ward ก็เจอกับคุณหมอพอดี คุณหมอบอกว่าอาการแม่ค่อนข้างแย่นะ ไม่มีแผลภายนอกแต่กระดูกแตก ส่งผลให้ข้อเท้าบวมและบลาๆๆๆๆ(ฟังไม่ออกแล้วค่ะคุณหมอ ศัพท์การแพทย์หนูไม่สู้ google translate ก็ไม่ทันใจ) สรุปคือต้องผ่าทันที ช็อค!!!อีกแล้ว พยายามคุยกับคุณหมอว่าวันพรุ่งนี้มีไฟลท์กลับไทยนะ เป็นไปได้ไหมที่คุณหมอจะทำการรักษาประคองอาการไปก่อนแล้วกลับไปผ่าที่ไทย คุณหมอบอกว่าจะพยายาม แต่ต้องเอ็กซเรย์ให้ละเอียดอีกครั้งว่ารอได้แค่ไหน แต่ตอนนี้ให้งดอาหารก่อนเพราะเตรียมผ่า เลยถามคุณหมอก่อนว่าถ้าต้องผ่าจริงๆจะต้องอยู่ต่ออีกกี่วัน คุณหมอบอก 1-3 วัน แล้วแต่อาการ สองพี่น้องเครียดกันไปอีกรอบ จะอยู่ต่อยังไง จะนอนกันที่ไหน คิดฟุ้งซ่านไปหมดตอนนั้น หลังจากคุยเสร็จคุณหมอบอกว่าจริงๆตอนนี้เป็นเวลาห้ามเยี่ยมแล้ว ให้กลับไปก่อนแล้วมาใหม่อีกทีพรุ่งนี้เช้า ช็อค!!! อีกที เดี๋ยวๆๆ ให้แม่นอนโรงพยาบาลคนเดียวเหรอ หันไปมองหน้าแม่แม่พยักหน้า บอกว่าไปเที่ยวต่อเลยลูก พรุ่งนี้ค่อยมาหาแม่ตอนเช้า แม่อยู่ได้ ก็เลยคุยกับแม่อีกทีนึงว่าให้รายงานผลตลอดนะเค้าทำอะไรยังไงบ้าง จากนั้นเราสองพี่น้องก็พากันกลับโรงแรม ระหว่างนั้นก็เมลล์คุยกับทางซิกน่าเรื่อยๆ โดยทางซิกน่าก็พยายามบอกว่าให้กลับมาผ่าที่ไทย ซึ่งเราก็เห็นด้วยเพราะปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่ได้ดื้อรั้น ถ้าแพทย์บอกว่าต้องผ่าจริงๆก็คงต้องผ่า
ช่วงเย็นแม่โทรไลน์มาให้คุยกับคุณหมอ คุณหมอบอกว่าสรุปกันแล้วว่ายังไม่ผ่าที่นี่ โดยจะรักษาเบื้องต้นไปก่อน แต่ยังไงกลับไทยแล้วต้องผ่าทันทีนะ ย้ำว่าทันทีเพราะสำคัญมากๆ โดยคุณหมอจะออกเอกสารใบรับรองแพทย์ให้ว่าจำเป็นต้องผ่าทันที และสามารถโดยสารเครื่องบินกลับไทยได้ (เราขอไว้เองเพราะจะต้องส่งให้ทางซิกน่า และกลัวว่าสายการบินจะไม่ให้ขึ้นเครื่อง เลยขอเอกสารรับรองเผื่อไว้ก่อน)
คุยกับคุณหมอเสร็จแม่ก็เล่าให้ฟังว่ามีคนจากซิกน่าโทรมาที่ ward (เราได้เมลล์ไปบอกทางซิกน่าเอาไว้ว่าแม่อยู่ ward ไหน) และได้คุยกับแม่ ถามอาการว่าเป็นยังไงบ้าง แนวทางการรักษาเป็นยังไง และย้ำว่าอยากให้กลับมารักษาที่ไทย ทางซิกน่าจะประสานกับ รพ. ที่ไทยให้ส่งรถพยาบาลมารับที่สนามบินและตรงไปผ่าที่ รพ. เลย ซึ่งเราก็ค่อนข้างทึ่งในความพยายามโทรมา (เพราะติดต่อเราทางโทรศัพท์ไม่ได้)
วันรุ่งขึ้นเรากับน้องไปหาแม่ที่ รพ. พยาบาลบอกว่าสามารถไปจ่ายเงิน รับยา และพาแม่ออกได้เลย จัดการเสร็จเรียบร้อยก็รีบถ่ายรูปใบรับรองแพทย์ส่งให้ทางซิกน่าก่อน เสร็จก็พาแม่นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ยืมวีลแชร์ที่สนามบินไว้ใช้ระหว่างรอไฟลท์กลับ โชคดีที่แม่ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย ระหว่างนั้นทางซิกน่าก็ติดต่อมาเรื่อยๆเกี่ยวกับ รพ. ที่จะทำการรักษาที่ไทย ซึ่งเราก็เลือก รพ. ใกล้บ้านไป ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทางซิกน่าก็แจ้งเบอร์ติดต่อคนที่จะมารับที่สุวรรณภูมิให้
อีกพักหนึ่งก็ได้รับเมลล์จากซิกน่าอีกครั้ง แจ้งเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จะเปลี่ยนให้แม่จากชั้น economy เป็นชั้น business สำหรับแม่คนเดียว ซึ่งเรากับน้องค่อนข้างซาบซึ้งมาก เพราะก็กังวลอยู่ว่าแม่จะนั่งห้อยขานานไม่ได้ ถ้าได้เปลี่ยนเป็นชั้น business ก็ค่อนข้างเบาใจ แม่จะได้นั่งยืดขาสบายๆได้
พอกลับมาถึงสุวรรณภูมิ เครื่องจอดเรียบร้อย ยังไม่ทันเดินลงจากเครื่องพอเปิดโทรศัพท์ก็มีคนโทรมาทันทีซึ่งก็คือคุณธีระที่ติดต่อทางเมลล์กันมาพักหนึ่ง คุณธีระได้โทรมาสอบถามว่าเจอกับทาง รพ. ที่มารับหรือยัง เพราะตัวเองจะเลิกงานแล้วค่อนข้างกังวลถ้าหากันไม่เจอ และได้แจ้งชื่อคนจาก รพ. ที่มารับและจุดนัดพบอีกครั้ง พอดีโทรศัพท์น้องก็มีคนจาก รพ. โทรมาพอดี แจ้งจุดนัดพบกันเรียบร้อยก็วางสายไป
พอถึงที่ รพ. ก็ทำการเอ็กซเรย์ใหม่กันอีกรอบ หมอก็สรุปอีกครั้งว่าต้องผ่าจริงๆ เพราะเป็นจุดข้อต่อซึ่งกระดูกส่วนที่หักมีผลกับกระดูกส่วนอื่นให้เคลื่อนออกนอกตำแหน่งด้วย หลังจากการรักษาทั้งหมด ผ่าตัดข้อเท้าดามเหล็ก ทำกายภาพ นอน รพ. 4 คืน ค่ารักษาทั้งหมดประมาณเกือบแสนหก (โอ..เอ็ม..จี.. สำเนียงแม่การะเกด) ทางประกันซัพพอร์ตให้ โดยเราต้องจ่ายแค่ค่าไม้ค้ำ ซึ่งไม่รวมในเงื่อนไขประกันอยู่แล้ว
ข้อเสียของประกันมีแค่อย่างเดียวคือจะคุ้มครองต่อเนื่องหลังจากกลับมาถึงไทยแค่ 7 วันเท่านั้น หลังจากนั้นการติดตามอาการต่างๆ เราต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับกันไป
หลังจากแม่ผ่าตัดกลับมาอยู่บ้านเรียบร้อยก็ได้ทำเรื่องเคลมค่าใช้จ่ายที่ฮ่องกง ซึ่งก็แจ้งเคลมแค่ค่ารักษาใน รพ. เท่านั้น เอกสารที่ใช้
1. แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โหลดได้จากเว็ปซิกน่า
2. ใบรับรองแพทย์ตัวจริง
3. ใบเสร็จรับเงินตัวจริง
4. สำเนาหน้าสมุดบัญชีของแม่
5. สำเนาบัตรประชาชนแม่
หลังจากส่งเอกสารไปทางไปรษณีย์ พอเอกสารไปถึงทางบริษัท ผ่านไป 1 วันก็มีคนจากทางซิกน่าโทรมาบอกว่าอนุมัติค่ารักษาแล้ว จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 7 วัน แต่ประมาณ 5 วันหลังจากนั้นเราลองเช็คเงินดู สรุปว่าเงินเข้าเรียบร้อย ขาดทุนนิดหน่อยค่าเรทเงินซึ่งก็ถือว่ายอมรับได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ขอจำไปจนตาย และจะบอกทุกๆคนที่เดินทางไปต่างประเทศว่าต้องซื้อประกันการเดินทาง ใช้ไม่ใช่ช่างมัน อยากซื้อของบริษัทไหนก็แล้วแต่ความสบายใจสบายกระเป๋า
ฝากเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้เตือนเพื่อนๆด้วยนะคะ ว่าประกันการเดินทางสำคัญมากๆ เพราะเหตุไม่คาดฝันมักจะเกิดตอนที่เราไม่ตั้งตัวเสมอ อาจจะยาวไปสักหน่อยต้องขอโทษด้วยค่ะ