
ภาพยนตร์ I,Tonya บ้าให้โลกคลั่งเข้าฉายในบ้านเรา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กระแสค่อนข้างเงียบ อาจจะเป็นเพราะว่าโดนหนังใหญ่ๆ อย่าง Shape of the water, Black panther กลบไปเสียจนหมด บวกกับโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ไม่รู้ว่าหนังจะไปแนวไหนกันแน่ มาร์ก็อท ร็อบบิ้นที่อยู่บนโปสเตอร์ก็แต่งตัวคล้ายๆ ป๊อมๆ เชียร์จนผู้เขียนอดจะสงสัยไม่ได้ว่าเป็นหนังรอมคอม ไฮสคูลเกิร์ลหรือเปล่า
I,Tonya บ้าให้คลั่งโลก กำกับโดย Craig Gillespie ได้รางวัลในเวทีลูกโลกทองคำถึง 3 รางวัล (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม) มีนักแสดงนำหญิงผู้ดำเนินเรื่อง คือ Margot Robbie คุ้นหน้ากันดีในบท Harley Quinn โด่งดังสร้างชื่อให้เธอไปแล้ว กลับมาครั้งนี้เธอยังได้เสนอชื่อเขาชิงรางวัลออสก้า สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย ส่วนนักแสดงนำชายที่ผู้เขียนค่อนข้างเซอร์ไพร์สนะที่ได้เจอหน้าเขา Sebastian Stan ผลงานที่รู้จักกันดี คือ Winter Soldier เพื่อนรักกัปตันอเมริกานั่นเอง ข้ามค่ายกันเลยทีเดียวนะคะคู่นี้ และที่จะไม่พูดไม่ได้เลยจริงๆ คือตัวละครแม่ของนางเอก Allison Janney ที่คว้าชัยชนะรางวัลออสก้า สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง I,Tonya นี่เองแหละเจ้าค่ะ

ทอนย่า ฮาร์ดิ้งเด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาสเกตน้ำแข็ง เบื้องหลังความเก่งของเธอ คือ ลาโวน่า โกลเด้น แม่ที่เข้มงวด หยาบคาย ใช้กำลัง และถึงแม้ว่าจะยากจนอย่างไร ตัวละครแม่ก็พยายามหาเงินมาจ้างโค้ชให้ลูกสาวจนได้ พออายุได้ 15 ปี ทอนย่าตกหลุมรักกับเจฟฟ์ กิลลูรีชายผู้มีอาชีพขับรถส่งคนปัญญาอ่อน และเพราะความรุนแรงที่แม่มักจะมอบให้ ทอนย่าจึงตัดสินใจแต่งงานกับเจฟฟ์ หนีไปอยู่กับผู้ชายเสียเลยให้รู้แล้ว รู้รอด ส่วนอาชีพนักสเกตน้ำแข็งที่เป็นสิ่งเดียวเธอทำได้ในชีวิตก็ยังไปไม่ถึงไหนเหตุเพราะสไตร์การเล่นของเธอจะไม่เข้าตากรรมการ แม้ว่าจะทำท่า Triple Axel ได้เป็นคนแรกของสหรัฐอเมริกา จุดพีคของเรื่องคือเหตุการณ์ที่แนนซี่ เคอร์ริแกนนักสเกตน้ำแข็งคู่ปรับของทอนย่าถูกทำร้ายโดยการใช้กระบองตีจนหัวเข่าแตก สื่อประโคมข่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีทอนย่า และพวกอยู่เบื้องหลัง จนทำให้ศาลตัดสินขาดไม่ให้เธอข้องเกี่ยวกับกีฬาสเกตน้ำแข็งอีก และนี่คือจุดเริ่มต้น Rock Bottom จุดตกต่ำในชีวิตของเธอ

ความเป็นไปได้ที่ทอนย่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายแนนซี่ที่หนังพยายามสื่อให้เราเห็นจากการสัมภาษณ์และการหันมาคุยกับกล้องบ่อยๆ ของตัวละคร ได้แก่ ตัวทอนย่า ฮาร์ดิ้งเอง, เจฟฟ์ กิลรูลี่ สามี, ลาโวน่า แม่ของทอนย่า และชอว์น เอ็กคาร์ต บอดี้การ์ด ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวของเธอตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบ จนปัจจุบัน โดยผู้เขียนจะขอสรุปปัจจัยต่างๆ 3 ข้อ ผ่านความสัมพันธ์ในครอบครัวของทอนย่า ชีวิตคู่ของเธอ และครอบครัวชอว์น ดังนี้คือ
1.ในช่วงวัยเด็กทอนย่าอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ หนังโฟกัสไปที่การเลี้ยงดูของแม่เสียมากกว่า ลาโวน่ามักทุบตี-ทำร้ายด้วยวิธีต่างๆ เช่น ตีด้วยหวีแปรง ผลักให้ตกเก้าอี้ โยนของใส่ และด่าทอทอนย่าไปด้วย ทอนย่ามักจะมีแม่ตะโกนด่าอยู่ข้างลานสเกตเสมอ ลาโวน่าให้เหตุผลการกระทำดังกล่าวว่าทำไปเพราะทอนย่าจะได้มีแรงโมโห แรงฮึบ จนสามารถทำท่าสเกตลีลาได้สำเร็จ เธอถึงกับเคยจ้างคนมายืนด่าลูกตัวเองก่อนเข้าสนามแข่งเลยก็มี ตัดมาที่พ่อ ในวัยเด็กทอนย่ามักจะไปล่าสัตว์กับพ่อเสมอ เธอยิงกระต่ายได้อย่างไม่ลังเล แถมยังเห็นพ่อถลกหนังกระต่ายมาทำเสื้อเฟอร์ให้เธอเป็นเรื่องปกติอีกด้วย จะเห็นได้ว่าตัวละครทอนย่ามีความเคยชินกับความรุนแรงชนิดต่างๆ มันติดไปกับตัวเธอ และติดไปกับนิสัยที่มักจะด่าทอเพื่อนวัยเดียวกัน การชูนิ้วกลางให้กับเสียงวิจารณ์ของเพื่อน และไม่เคยมีเพื่อนเลย ทอนย่าไม่เรียนหนังสือและทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกสเกต
2.ชีวิตการแต่งงาน ทอนย่าแต่งงานกับเจฟฟ์ กิลรูลี่ เด็กกำพร้าที่มีอาชีพขับรถส่งเด็กปัญญาอ่อน เจฟฟ์ค่อนข้างจะเป็นคนที่มีจุดเดือดต่ำ เขาซ้อมทอนย่าทุกครั้งที่โมโห ซึ่งทอนย่ามองว่าเธอสมควรโดนซ้อม และความรุนแรงก็คือการแสดงออกถึงความรัก เหมือนกับที่แม่ของเธอทำกับเธอนั่นเอง จากพฤติกรรมของตัวละคร 2 ตัวนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมซาโด-มาโซคิสม์ (sado-masochism) ซึ่ง Jame C. Coleman อธิบายว่า
"ซาดิสม์เป็นความแปรปรวนทางเพศที่เกิดจากความพึงพอใจในการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด (เป็นความสะใจในกรณีใช้ความก้าวร้าวทางกาย หรือทางวาจา ทำให้คู่หรือผู้เกี่ยวข้องเจ็บปวด แม้มิใช่เรื่องเซ็กซ์โดยตรงก็ตามบางทีถือว่าผู้นั้นมีแรงผลักดันซาดิสม์อยู่)"
มาโซคิสม์ เป็นความแปรปรวนทางเพศที่บุคคลได้รับความพึงพอใจจากการถูกทำให้เจ็บปวด พบมากในสตรี
และด้วยความที่ทั้งคู่มีการศึกษาที่ไม่มากนัก และชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาจึงทำให้ชีวิตการแต่งงานของทั้งคู่ค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ แยกกันอยู่หลายครั้ง ทอนย่าเคยฟ้องศาลขอให้เจฟฟ์ห้ามเข้าใกล้เธอ แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะอาชีพสเกตน้ำแข็งของเธอจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวอเมริกา

3.ครอบครัวของชอว์น ดูต่างออกไปจาก 2 ครอบครัวแรกมาก คุณแม่ที่อ่อนโยน คุณพ่อผู้ใจดี เก็บตัวในบ้านกินเงินบำนาญพร้อมเลี้ยงลูกชายไม่ให้ลำบาก...แต่ ชอว์นมักจะบอกกับคนอื่นๆ ว่าตนเป็นหน่วยรบพิเศษบ้าง สายลับบ้าง เคยไปรบที่เกาหลีด้วย ติดสงสัยนะคะว่าเขาไปตอนไหน และลักษณะอ้วนจนตาหรี่ของเขาก็ไม่อำนวยเลยแม้แต่น้อย ตัวละครชอว์นเป็นผู้อาสารับวางแผนขู่+ทำร้ายแนนซี่ โดยมีเชน สแตนต์ และ เดอร์ริก สมิธ เป็นผู้ลงมือกระทำ ท้ายที่สุดชอว์นก็ซักทอดเจฟฟ์ และเจฟฟ์ก็ซักทอดทอนย่า
เรามาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการทำร้ายแนนซี่กัน ในภาพยนตร์ทอนย่าพูดว่าเธอโดนตีมาแล้วหลายครั้ง (อาจจะทั้งชีวิต) แต่เธอไม่เคยร้อง แต่แนนซี่โดนตีทีเดียวกับโอดโอย, ทอนย่าเล่าว่าเธอกับแนนซี่เป็นเพื่อนรักที่กินเที่ยวด้วยกัน แต่แนนซี่มักจะได้ภาพลักษณ์ที่สวยสะอาด สมกับเป็นนักสเกตน้ำแข็งลีลา ในขณะที่ทอนย่าเป็นคนหยาบคายมารร้ายในสายตาคน (เธอก็แสดงออกแบบนั้นในการแข่งขันเสมอ) หากมองในสายตาคนดูก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่น้อยว่าเธอเองก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องตามคำซักทอดของเจฟฟ์ ในขณะที่เจฟฟ์เองค่อนข้างเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าเขามีส่วนร่วม เนื่องจากเขาชอบแก้ปัญหาโดยการใช้กำลัง และผู้ที่รับอาสาก่อเหตุก็เป็นชอว์นเพื่อนรักที่อวดอ้างตนเองต่างๆ นานา
ท้ายที่สุดคำให้การของทุกคนกลับไม่ตรงกัน และทุกคนรวมทั้งลาโวน่าผู้เป็นแม่ก็ไม่คิดว่าตนผิดที่เลี้ยงดูลูกแบบนั้น เพราะทอนย่าเองก็โด่งดัง แถมเป็นคนแรกในโลกที่สามารถทำท่า Triple Axel ได้ถึง 2 ครั้งในการแข่งขันครั้งเดียว สิ่งที่ได้จากการดูภาพยนตร์สีชมพูแป๊นนนนนี้ก็คือ ความรุนแรงไม่ใช่ความรัก และความสะใจก็ไม่เคยทำให้ใครสำเร็จไปได้โดยตลอด ท้ายที่สุดทอนย่าก็แพ้แนนซี่ แน่นอนว่าในเรื่องนี้มีแต่คนโง่เต็มไปหมด แต่ในชีวิตจริงของเรา เราอาจจะเป็นคนโง่แบบนั้นก็ได้ แค่เราอาจจะไม่รู้เท่านั้นเอง
--------------------------------------------------------------
เพิ่งเคยเขียนแล้วนำมาลงพันทิปเป็นครั้งแรก
ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยนะคะ
[CR] (I,Tonya)I,Tonya บ้าให้โลกคลั่ง กับประเด็นครอบครัวและความรุนแรง
ภาพยนตร์ I,Tonya บ้าให้โลกคลั่งเข้าฉายในบ้านเรา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กระแสค่อนข้างเงียบ อาจจะเป็นเพราะว่าโดนหนังใหญ่ๆ อย่าง Shape of the water, Black panther กลบไปเสียจนหมด บวกกับโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ไม่รู้ว่าหนังจะไปแนวไหนกันแน่ มาร์ก็อท ร็อบบิ้นที่อยู่บนโปสเตอร์ก็แต่งตัวคล้ายๆ ป๊อมๆ เชียร์จนผู้เขียนอดจะสงสัยไม่ได้ว่าเป็นหนังรอมคอม ไฮสคูลเกิร์ลหรือเปล่า
I,Tonya บ้าให้คลั่งโลก กำกับโดย Craig Gillespie ได้รางวัลในเวทีลูกโลกทองคำถึง 3 รางวัล (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม) มีนักแสดงนำหญิงผู้ดำเนินเรื่อง คือ Margot Robbie คุ้นหน้ากันดีในบท Harley Quinn โด่งดังสร้างชื่อให้เธอไปแล้ว กลับมาครั้งนี้เธอยังได้เสนอชื่อเขาชิงรางวัลออสก้า สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย ส่วนนักแสดงนำชายที่ผู้เขียนค่อนข้างเซอร์ไพร์สนะที่ได้เจอหน้าเขา Sebastian Stan ผลงานที่รู้จักกันดี คือ Winter Soldier เพื่อนรักกัปตันอเมริกานั่นเอง ข้ามค่ายกันเลยทีเดียวนะคะคู่นี้ และที่จะไม่พูดไม่ได้เลยจริงๆ คือตัวละครแม่ของนางเอก Allison Janney ที่คว้าชัยชนะรางวัลออสก้า สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง I,Tonya นี่เองแหละเจ้าค่ะ
ทอนย่า ฮาร์ดิ้งเด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาสเกตน้ำแข็ง เบื้องหลังความเก่งของเธอ คือ ลาโวน่า โกลเด้น แม่ที่เข้มงวด หยาบคาย ใช้กำลัง และถึงแม้ว่าจะยากจนอย่างไร ตัวละครแม่ก็พยายามหาเงินมาจ้างโค้ชให้ลูกสาวจนได้ พออายุได้ 15 ปี ทอนย่าตกหลุมรักกับเจฟฟ์ กิลลูรีชายผู้มีอาชีพขับรถส่งคนปัญญาอ่อน และเพราะความรุนแรงที่แม่มักจะมอบให้ ทอนย่าจึงตัดสินใจแต่งงานกับเจฟฟ์ หนีไปอยู่กับผู้ชายเสียเลยให้รู้แล้ว รู้รอด ส่วนอาชีพนักสเกตน้ำแข็งที่เป็นสิ่งเดียวเธอทำได้ในชีวิตก็ยังไปไม่ถึงไหนเหตุเพราะสไตร์การเล่นของเธอจะไม่เข้าตากรรมการ แม้ว่าจะทำท่า Triple Axel ได้เป็นคนแรกของสหรัฐอเมริกา จุดพีคของเรื่องคือเหตุการณ์ที่แนนซี่ เคอร์ริแกนนักสเกตน้ำแข็งคู่ปรับของทอนย่าถูกทำร้ายโดยการใช้กระบองตีจนหัวเข่าแตก สื่อประโคมข่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีทอนย่า และพวกอยู่เบื้องหลัง จนทำให้ศาลตัดสินขาดไม่ให้เธอข้องเกี่ยวกับกีฬาสเกตน้ำแข็งอีก และนี่คือจุดเริ่มต้น Rock Bottom จุดตกต่ำในชีวิตของเธอ
ความเป็นไปได้ที่ทอนย่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายแนนซี่ที่หนังพยายามสื่อให้เราเห็นจากการสัมภาษณ์และการหันมาคุยกับกล้องบ่อยๆ ของตัวละคร ได้แก่ ตัวทอนย่า ฮาร์ดิ้งเอง, เจฟฟ์ กิลรูลี่ สามี, ลาโวน่า แม่ของทอนย่า และชอว์น เอ็กคาร์ต บอดี้การ์ด ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวของเธอตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบ จนปัจจุบัน โดยผู้เขียนจะขอสรุปปัจจัยต่างๆ 3 ข้อ ผ่านความสัมพันธ์ในครอบครัวของทอนย่า ชีวิตคู่ของเธอ และครอบครัวชอว์น ดังนี้คือ
1.ในช่วงวัยเด็กทอนย่าอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ หนังโฟกัสไปที่การเลี้ยงดูของแม่เสียมากกว่า ลาโวน่ามักทุบตี-ทำร้ายด้วยวิธีต่างๆ เช่น ตีด้วยหวีแปรง ผลักให้ตกเก้าอี้ โยนของใส่ และด่าทอทอนย่าไปด้วย ทอนย่ามักจะมีแม่ตะโกนด่าอยู่ข้างลานสเกตเสมอ ลาโวน่าให้เหตุผลการกระทำดังกล่าวว่าทำไปเพราะทอนย่าจะได้มีแรงโมโห แรงฮึบ จนสามารถทำท่าสเกตลีลาได้สำเร็จ เธอถึงกับเคยจ้างคนมายืนด่าลูกตัวเองก่อนเข้าสนามแข่งเลยก็มี ตัดมาที่พ่อ ในวัยเด็กทอนย่ามักจะไปล่าสัตว์กับพ่อเสมอ เธอยิงกระต่ายได้อย่างไม่ลังเล แถมยังเห็นพ่อถลกหนังกระต่ายมาทำเสื้อเฟอร์ให้เธอเป็นเรื่องปกติอีกด้วย จะเห็นได้ว่าตัวละครทอนย่ามีความเคยชินกับความรุนแรงชนิดต่างๆ มันติดไปกับตัวเธอ และติดไปกับนิสัยที่มักจะด่าทอเพื่อนวัยเดียวกัน การชูนิ้วกลางให้กับเสียงวิจารณ์ของเพื่อน และไม่เคยมีเพื่อนเลย ทอนย่าไม่เรียนหนังสือและทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกสเกต
2.ชีวิตการแต่งงาน ทอนย่าแต่งงานกับเจฟฟ์ กิลรูลี่ เด็กกำพร้าที่มีอาชีพขับรถส่งเด็กปัญญาอ่อน เจฟฟ์ค่อนข้างจะเป็นคนที่มีจุดเดือดต่ำ เขาซ้อมทอนย่าทุกครั้งที่โมโห ซึ่งทอนย่ามองว่าเธอสมควรโดนซ้อม และความรุนแรงก็คือการแสดงออกถึงความรัก เหมือนกับที่แม่ของเธอทำกับเธอนั่นเอง จากพฤติกรรมของตัวละคร 2 ตัวนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมซาโด-มาโซคิสม์ (sado-masochism) ซึ่ง Jame C. Coleman อธิบายว่า
"ซาดิสม์เป็นความแปรปรวนทางเพศที่เกิดจากความพึงพอใจในการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด (เป็นความสะใจในกรณีใช้ความก้าวร้าวทางกาย หรือทางวาจา ทำให้คู่หรือผู้เกี่ยวข้องเจ็บปวด แม้มิใช่เรื่องเซ็กซ์โดยตรงก็ตามบางทีถือว่าผู้นั้นมีแรงผลักดันซาดิสม์อยู่)"
มาโซคิสม์ เป็นความแปรปรวนทางเพศที่บุคคลได้รับความพึงพอใจจากการถูกทำให้เจ็บปวด พบมากในสตรี
และด้วยความที่ทั้งคู่มีการศึกษาที่ไม่มากนัก และชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาจึงทำให้ชีวิตการแต่งงานของทั้งคู่ค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ แยกกันอยู่หลายครั้ง ทอนย่าเคยฟ้องศาลขอให้เจฟฟ์ห้ามเข้าใกล้เธอ แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะอาชีพสเกตน้ำแข็งของเธอจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวอเมริกา
3.ครอบครัวของชอว์น ดูต่างออกไปจาก 2 ครอบครัวแรกมาก คุณแม่ที่อ่อนโยน คุณพ่อผู้ใจดี เก็บตัวในบ้านกินเงินบำนาญพร้อมเลี้ยงลูกชายไม่ให้ลำบาก...แต่ ชอว์นมักจะบอกกับคนอื่นๆ ว่าตนเป็นหน่วยรบพิเศษบ้าง สายลับบ้าง เคยไปรบที่เกาหลีด้วย ติดสงสัยนะคะว่าเขาไปตอนไหน และลักษณะอ้วนจนตาหรี่ของเขาก็ไม่อำนวยเลยแม้แต่น้อย ตัวละครชอว์นเป็นผู้อาสารับวางแผนขู่+ทำร้ายแนนซี่ โดยมีเชน สแตนต์ และ เดอร์ริก สมิธ เป็นผู้ลงมือกระทำ ท้ายที่สุดชอว์นก็ซักทอดเจฟฟ์ และเจฟฟ์ก็ซักทอดทอนย่า
เรามาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการทำร้ายแนนซี่กัน ในภาพยนตร์ทอนย่าพูดว่าเธอโดนตีมาแล้วหลายครั้ง (อาจจะทั้งชีวิต) แต่เธอไม่เคยร้อง แต่แนนซี่โดนตีทีเดียวกับโอดโอย, ทอนย่าเล่าว่าเธอกับแนนซี่เป็นเพื่อนรักที่กินเที่ยวด้วยกัน แต่แนนซี่มักจะได้ภาพลักษณ์ที่สวยสะอาด สมกับเป็นนักสเกตน้ำแข็งลีลา ในขณะที่ทอนย่าเป็นคนหยาบคายมารร้ายในสายตาคน (เธอก็แสดงออกแบบนั้นในการแข่งขันเสมอ) หากมองในสายตาคนดูก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่น้อยว่าเธอเองก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องตามคำซักทอดของเจฟฟ์ ในขณะที่เจฟฟ์เองค่อนข้างเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าเขามีส่วนร่วม เนื่องจากเขาชอบแก้ปัญหาโดยการใช้กำลัง และผู้ที่รับอาสาก่อเหตุก็เป็นชอว์นเพื่อนรักที่อวดอ้างตนเองต่างๆ นานา
ท้ายที่สุดคำให้การของทุกคนกลับไม่ตรงกัน และทุกคนรวมทั้งลาโวน่าผู้เป็นแม่ก็ไม่คิดว่าตนผิดที่เลี้ยงดูลูกแบบนั้น เพราะทอนย่าเองก็โด่งดัง แถมเป็นคนแรกในโลกที่สามารถทำท่า Triple Axel ได้ถึง 2 ครั้งในการแข่งขันครั้งเดียว สิ่งที่ได้จากการดูภาพยนตร์สีชมพูแป๊นนนนนี้ก็คือ ความรุนแรงไม่ใช่ความรัก และความสะใจก็ไม่เคยทำให้ใครสำเร็จไปได้โดยตลอด ท้ายที่สุดทอนย่าก็แพ้แนนซี่ แน่นอนว่าในเรื่องนี้มีแต่คนโง่เต็มไปหมด แต่ในชีวิตจริงของเรา เราอาจจะเป็นคนโง่แบบนั้นก็ได้ แค่เราอาจจะไม่รู้เท่านั้นเอง
--------------------------------------------------------------
เพิ่งเคยเขียนแล้วนำมาลงพันทิปเป็นครั้งแรก
ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยนะคะ