ก็ในคำว่า ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ
สภาพที่ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งบุคคล
ผู้ได้บรรลุมรรค ผู้ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว และผู้ปฏิบัติ
อยู่ตามคำพร่ำสอน มิได้ตกไปในอบาย.
ธรรมนั้น โดยอรรถ ได้แก่อริยมรรคและนิพพาน.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย
ที่ปัจจัยปรุงแต่งได้ก็ดี ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ก็ดี มี
ประมาณเพียงไร อริยมรรคมีองค์ 8 เราเรียกว่า
ประเสริฐกว่าธรรมเหล่านั้น.๑
(จริงอยู่ ชื่อว่าจิตถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้
อีกต่อไป (เป็นความหมายแห่งธาตุเหล่าใด ดิน น้ำ
ลม ไฟ,สภาพอากาศ ,โลก(อายตนะ 6)เป็นต้น) นั้นแหละที่สุดแห่งทุกข์
คือ นิพพาน
ธรรมนั้น ได้แก่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียว ก็
หามิได้ ถึงแม้ปริยัติธรรม
รวมกับอริยผล ก็ชื่อว่าธรรม.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในฉัต
ตมาณเวกวิมานว่า
ท่านจงเข้าถึงพระธรรม อันเป็น
ธรรม
คลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยปรุงแต่งไม่
ได้
ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะคล่องแคล่ว
อันเราจำแนกดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึงเถิด๒
ดังนี้.
แท้จริง ในพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
มรรค(ทางนั้น)ว่า เป็นธรรม
คลายความกำหนัด ตรัสผลว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก ตรัสพระนิพพานว่า เป็นธรรมอัน
ปัจจัยปรุงแต่ไม่ได้ ตรัสธรรมขันธ์ทั้งหมดที่
ทรงจำแนกโดยปิฎก (ตะกร้า)3 ว่า ไม่ปฏิกูล เป็น
ธรรม ไพเราะ คล่องแคล่ว
เป็นธรรมอันเราจำแนกดีแล้ว.
"ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอถึง...พระองค์ว่า ดังนี้.
๑. ขุ. อิติวุตฺตก. ๒๕ / ๒๙.
๒. ขุ. วิมาน. ๒๖ / ๙๔
ว่าด้วยธรรม......
สภาพที่ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งบุคคล
ผู้ได้บรรลุมรรค ผู้ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว และผู้ปฏิบัติ
อยู่ตามคำพร่ำสอน มิได้ตกไปในอบาย.
ธรรมนั้น โดยอรรถ ได้แก่อริยมรรคและนิพพาน.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย
ที่ปัจจัยปรุงแต่งได้ก็ดี ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ก็ดี มี
ประมาณเพียงไร อริยมรรคมีองค์ 8 เราเรียกว่า
ประเสริฐกว่าธรรมเหล่านั้น.๑
(จริงอยู่ ชื่อว่าจิตถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้
อีกต่อไป (เป็นความหมายแห่งธาตุเหล่าใด ดิน น้ำ
ลม ไฟ,สภาพอากาศ ,โลก(อายตนะ 6)เป็นต้น) นั้นแหละที่สุดแห่งทุกข์
คือ นิพพาน
ธรรมนั้น ได้แก่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียว ก็
หามิได้ ถึงแม้ปริยัติธรรม
รวมกับอริยผล ก็ชื่อว่าธรรม.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในฉัต
ตมาณเวกวิมานว่า
ท่านจงเข้าถึงพระธรรม อันเป็น
ธรรม
คลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยปรุงแต่งไม่
ได้
ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะคล่องแคล่ว
อันเราจำแนกดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึงเถิด๒
ดังนี้.
แท้จริง ในพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
มรรค(ทางนั้น)ว่า เป็นธรรม
คลายความกำหนัด ตรัสผลว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหว
ไม่มีความเศร้าโศก ตรัสพระนิพพานว่า เป็นธรรมอัน
ปัจจัยปรุงแต่ไม่ได้ ตรัสธรรมขันธ์ทั้งหมดที่
ทรงจำแนกโดยปิฎก (ตะกร้า)3 ว่า ไม่ปฏิกูล เป็น
ธรรม ไพเราะ คล่องแคล่ว
เป็นธรรมอันเราจำแนกดีแล้ว.
"ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอถึง...พระองค์ว่า ดังนี้.
๑. ขุ. อิติวุตฺตก. ๒๕ / ๒๙.
๒. ขุ. วิมาน. ๒๖ / ๙๔