การเมืองในมุมมองของคนที่ศึกษาธัมมะเป็นอย่างไร

ที่ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพราะเมื่อวานนี้ผมเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่ง
พาเพื่อนนักศึกษาจากธรรมศาสตร์และประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง
เดินประท้วงรัฐบาลทหารไปตามท้องถนนเพื่อขับไล่คณะทหาร
ผู้ซึ่งมีอำนาจอยู่ในปัจจุบันออกไปให้พ้นจากการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
โดยพวกเขามองว่าหากทหารเป็นคนจัดการเองมันก็จะไม่น่าไว้วางใจ
และสุ่มเสี่ยงที่หัวหน้าทหารจะอภิเษกตนเป็นผู้เสียสละรับเป็นนายกเสียเองอีกรอบ
   ความจริงผมก็ตระหนักว่าการนำเรื่องการเมืองมาเสวนากับผู้สนใจศึกษาธัมมะ
คงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
เพราะผมเคยถามพระอาจารย์ว่าการลือกตั้งนายกและส.ส.คราวนี้เราจะเลือกใครกันดีครับ
อาจารย์บอกผมว่าพระและคนที่ศึกษาธัมมะเขาไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรอกนะเราศึกษาแต่ธัมมะ
แต่เมื่อมองดูให้ดีก็เห็นว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่างก็ล้วนเกี่ยวข้องกับสังคมโลกทั้งนั้น
หรือจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เป็นอยู่เพื่อค้ำชูสังคมโลกก็ว่าได้
แต่แค่แตกต่างกันที่สิ่งเหล่านี้ปกครองสังคมอยู่โดยไม่แข่งขัน
และหมายให้ทุกๆคนรู้ดีรู้ชอบด้วยตัวเอง มีระเบียบมีวินัย และหาเลี้ยงชีพโดยชอบ ฯ
ผมมองว่าแท้จริงก็เป็นการเมืองในอีกแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่เป็นแบบธัมมะ
นี่อาจจะเป็นแค่มุมมองโดยส่วนตัวของผมและอาจถูกโต้เถียงให้อับจนได้
แต่ในตอนนี้ผมเห็นอย่างนั้น และเห็นว่าเราศึกษาธัมมะก็ยังควรใส่ใจต่อสังคมอยู่
   ผมเห็นเด็กพวกนั้นปลุกระดมมวลชนมาพักใหญ่ก็ได้มวลชนจากหลายๆส่วนมาร่วมเคลื่อนไหว
พวกเขาเป็นเด็กที่เก่งเพราะสามารถนำกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมาสนับสนุนแนวคิดของตัวเองได้
เรื่องวิธีการที่พวกเขาใช้แน่นอนว่ามันสามารถแสดงถึงทัศนคติและความเชื่อของเขาได้
ก็เพราะผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมไม่เห็นว่าการกดดันและต่อสู้จะทำให้ได้รับผลตามที่ต้องการ
แม้ว่าพวกเขาจะได้รับในสิ่งที่ต้องการ ผมก็ยังเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและงมงายอยู่ดี
เนื่องจากผมมองคล้ายๆท่านโสกราตีสว่า
หากอยากได้คนดีหรือคนเก่งอย่างไร เราก็ต้องให้การศึกษาและฝึกฝนเขาจนมีจนเป็นอย่างนั้น
เพราะหายนะคือหนทางแห่งโชคลาภ เราไม่ควรเสี่ยงในการกาบัตร
หรือหวังว่าจะมีใครดีตรงใจเราจากคนที่เดินเข้ามาให้เราเลือก
การอบรมศึกษาโดยเฉพาะและเฟ้นหาคนที่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงนั้นได้ จึงเป็นหนทางที่เสี่ยงน้อย
ส่วนทางที่จะทำให้สังคมเข้าสู่ระเบียบและสงบนั้น อาจเกิดขึ้นได้จากการให้การศึกษาธัมมะ
ดังจากที่เราเห็นได้ว่าคนในบอร์ดนี้ที่มุ่งหมายมรรคผลนิพพานจริงพวกเขาจะไม่ทำบาป แถมสอนให้คนอื่นปล่อยวางด้วย
เรื่องเหล่านี้สามารถทำให้เห็นว่าเป็นเพราะพวกเขาศึกษาธัมมะ โดยมุ่งหวังความสะอาดและสงบ
แม้เราจะบังคับใจใครให้มุ่งหวังอะไรไม่ได้ แต่เราบังคับเรื่องการศึกษาได้
ดังการศึกษาในปัจจุบันก็เป็นสิ่งบังคับทั้งนั้น แถมบางทีก็บังคับให้เข้าใจโลกอย่างขาดธัมมะเสียด้วย
แต่เมื่อได้รับธัมมะการมุ่งหวังในทางโลกก็ถูกเบี่ยนแบนไปได้ ใจคนเราก็เป็นแบบนั้น
   ดังนั้นผมจึงมองความเชื่อและการปฏิบัติของเด็กเหล่านั้นว่างมงาย
ผมมองในแบบนั้นจากจุดยืนของผมอย่างนี้
หากมุมองของผมผิดพลาดประการใดก็โปรดช่วยชี้แนะแก่ผมด้วยนะครับ
หรืออยากเสนอความคิดอะไรก็ยินดีรับฟังครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่