" จงเป็นแสงสว่างของตัวเอง "
ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต
ฟ้า ใกล้รุ่งแล้วสิน่ะ คิดถึงกลิ่นหอมๆตอนเช้าของอากาศของบ้านเราจังเลย นานเท่าไรแล้วน่ะ ที่เราไม่ได้เจอหมอกบางๆแบบนี้ อากาศบ้านเราในแถบบ้านนอก ชานเรือนแบบนี้ นัดวันยิ่งหายากหาโอกาศที่จะพาตัวเองมาให้เจอได้นั้นช่างแสนจะยากเย็น
หญิงสาว ปล่อยตัวให้นอนอยู่บนเตียงเนินนาน คาดหวังไว้ว่าจะปล่อยกายที่แสนจะเหนื่อยล้าได้แนบนอนอยู่บนที่นอนที่แสนขาวสะอาดและเรียบง่ายและหาพบได้ยากแล้วสิน่ะ กับการมีมุงขาวๆอยู่บนหัวนอน กลิ่นผ้ามุง ผ้าฝ้าย หอมคลุ้งแบบบ้านไร่ดีจังเลย หญิงสาวนึกพลางเหยียดกายยาวยืดอีกรอบ เธอรู้ว่า ถึงแม้เธออยากจะเก็บม้วนทุกลายละเอียดเเห่งความสุขแบบเรียบง่ายนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้แค่ไหนก็ตาม แต่เสียงนกน้อยใหญ่ที่ร้องดังเหมือนนาฬิกาปลุกก็ต่างพากันส่องแส เสมือนจะเตือนให้เธอได้รับรู้ ว่าถึงเวลาลุกขึ้นใส่บาตรแล้ว
สิ้นเสียงคิดดังในหัว เสียงจากนอกมุงก็ดังเข้ามา
" ลุกเถอะลูก มาตักบาตรกับแม่เอาฤกษ์เอาชัย เอาบุญเข้าตัว ที่ได้กลับบ้านกันเถอะค่ะ "
หญิงสาวเหยียดตัวยาวลุกขึ้น มานั่งท่าขัดสมาธิ มองหน้าผู้เป็นมารดาแล้วเข้าไปกอดชูหน้าทำตาใสเเบ้ว ผมยาวยุ่งเหยิง ขี้ตาเกรอะกรังแต่ภายในใจแอบคิดว่า แม่ก็ยังคงเป็นแม่ แม่ชอบใช้น้ำเสียงที่เหมือนคุยกับเด็กเช่นไร เธอโตมาก็ยังคงคุยกับเธอเป็นเช่นนั้นอยู่อย่างเดิม
หญิงชะราหัวเรอในลำคอ แล้วลูบหัว
" ดูสิ เป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แรกตื่นนอน ลูกชอบ ปากเจ่อๆ ไม่รู้เพราะอะไร "
แล้วสองแม่ลูกก็พากันหัวเราะคิกคักด้วยกันสองคนอยู่บนที่นอน
มันช่างเป็นเช้าที่สงบสุขเเละเรียบง่ายจริงๆ นี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า
ความสุขแบบเรียบง่าย ที่ใช่แค่ใจสัมผัส
เช้านี้มีพระมาบิณฑบาตตามถนนเพียงไม่กี่องค์บรรยากาศสงบนิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความโปร่งโล่งสบายเหมือนดังสายหมอกที่ปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่มันสัมผัมได้ถึงชีวิตที่เรียบง่ายในชานเมืองยิ่งรู้สึกก็ยิ่งทำให้หลงใหลมากขึ้นกว่าเดิมความเงียบมักทำให้เห็นบางสิ่งชัดเจน
หญิงสาวแอบแปลกใจที่ตัวเองไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนแลน่าแปลกที่การจากบ้านจากเมืองไปเป็นเวลาเนิ่นนานกลับทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของความสงบเงียบและเรียบง่ายเช่นนี้ได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป )
ขวัญเอ่ย
ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต
ฟ้า ใกล้รุ่งแล้วสิน่ะ คิดถึงกลิ่นหอมๆตอนเช้าของอากาศของบ้านเราจังเลย นานเท่าไรแล้วน่ะ ที่เราไม่ได้เจอหมอกบางๆแบบนี้ อากาศบ้านเราในแถบบ้านนอก ชานเรือนแบบนี้ นัดวันยิ่งหายากหาโอกาศที่จะพาตัวเองมาให้เจอได้นั้นช่างแสนจะยากเย็น
หญิงสาว ปล่อยตัวให้นอนอยู่บนเตียงเนินนาน คาดหวังไว้ว่าจะปล่อยกายที่แสนจะเหนื่อยล้าได้แนบนอนอยู่บนที่นอนที่แสนขาวสะอาดและเรียบง่ายและหาพบได้ยากแล้วสิน่ะ กับการมีมุงขาวๆอยู่บนหัวนอน กลิ่นผ้ามุง ผ้าฝ้าย หอมคลุ้งแบบบ้านไร่ดีจังเลย หญิงสาวนึกพลางเหยียดกายยาวยืดอีกรอบ เธอรู้ว่า ถึงแม้เธออยากจะเก็บม้วนทุกลายละเอียดเเห่งความสุขแบบเรียบง่ายนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้แค่ไหนก็ตาม แต่เสียงนกน้อยใหญ่ที่ร้องดังเหมือนนาฬิกาปลุกก็ต่างพากันส่องแส เสมือนจะเตือนให้เธอได้รับรู้ ว่าถึงเวลาลุกขึ้นใส่บาตรแล้ว
สิ้นเสียงคิดดังในหัว เสียงจากนอกมุงก็ดังเข้ามา
" ลุกเถอะลูก มาตักบาตรกับแม่เอาฤกษ์เอาชัย เอาบุญเข้าตัว ที่ได้กลับบ้านกันเถอะค่ะ "
หญิงสาวเหยียดตัวยาวลุกขึ้น มานั่งท่าขัดสมาธิ มองหน้าผู้เป็นมารดาแล้วเข้าไปกอดชูหน้าทำตาใสเเบ้ว ผมยาวยุ่งเหยิง ขี้ตาเกรอะกรังแต่ภายในใจแอบคิดว่า แม่ก็ยังคงเป็นแม่ แม่ชอบใช้น้ำเสียงที่เหมือนคุยกับเด็กเช่นไร เธอโตมาก็ยังคงคุยกับเธอเป็นเช่นนั้นอยู่อย่างเดิม
หญิงชะราหัวเรอในลำคอ แล้วลูบหัว
" ดูสิ เป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แรกตื่นนอน ลูกชอบ ปากเจ่อๆ ไม่รู้เพราะอะไร "
แล้วสองแม่ลูกก็พากันหัวเราะคิกคักด้วยกันสองคนอยู่บนที่นอน
มันช่างเป็นเช้าที่สงบสุขเเละเรียบง่ายจริงๆ นี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า
ความสุขแบบเรียบง่าย ที่ใช่แค่ใจสัมผัส
เช้านี้มีพระมาบิณฑบาตตามถนนเพียงไม่กี่องค์บรรยากาศสงบนิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความโปร่งโล่งสบายเหมือนดังสายหมอกที่ปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่มันสัมผัมได้ถึงชีวิตที่เรียบง่ายในชานเมืองยิ่งรู้สึกก็ยิ่งทำให้หลงใหลมากขึ้นกว่าเดิมความเงียบมักทำให้เห็นบางสิ่งชัดเจน
หญิงสาวแอบแปลกใจที่ตัวเองไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนแลน่าแปลกที่การจากบ้านจากเมืองไปเป็นเวลาเนิ่นนานกลับทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของความสงบเงียบและเรียบง่ายเช่นนี้ได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป )