สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกของเรา ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะคะ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน จะเชื่อหรือไม่ก็สุดอยู่ที่คุณคนอ่านทุกคนค่ะ
อย่างแรกอยากบอกว่าตัวเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์มากกว่า
แต่ถามว่าเชื่อไสยศาสตร์ไหมก็อย่างที่บอกค่ะว่า
ไม่ค่อยเชื่อแต่ไม่ได้หมายความว่า
ไม่เชื่อ
เรื่องที่จะมาเล่ามีหลายเหตุการณ์ที่มาจากแม่เราเล่าให้ฟังเพราะตัวเรานั้นไม่เคยเจอ(และไม่อยากเจอ)
แม่เราเป็นคนจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน แต่ว่าตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ภาคใต้การที่แม่จะกลับไปอีสานเลยไม่ค่อยบ่อยนัก ตัวเราเองก็ไปบ้านยายไม่ค่อยบ่อยเพราะทั้งไกลและเหนื่อยมากกกกก เดินทางจากใต้ไปอีสานด้วยรถยนต์ใช้เวลาเกือบสองวันเต็มเพราะพ่อเราไม่อยากขับรถตอนกลางคืน ช่วงวันแรกเลยเดินทางสุดที่ประจวบฯหรือกรุงเทพฯเลยต้องหาโรงแรมพักตลอดๆ เพราะระยะทางจากบ้านย่าเราที่อยู่ใต้ไปถึงบ้านยายที่อยู่อีสานมันไกลมาก เราเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับไปหายายเท่าไหร่นัก ตั้งแต่รู้ความคือจำได้ว่าไปเยี่ยมยายแค่สองครั้งเอง ล่าสุดที่ไปคือปี56 บ้านยายเราอยู่ในหมู่บ้านชนบท ถนนเป็นถนนลูกรัง ตอนนั้นไฟฟ้าก็ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้านแต่ยังดีที่เข้าถึงบ้านยายเราแล้ว
วันนั้นที่ไปหาตอนพ่อเลี้ยวรถเข้าหมู่บ้าน ดินสีแดงคละคลุ้งไปหมด สิ่งแรกที่เราเห็นเลยคือเสื้อสีแดงที่แขวนอยู่ทุกบ้านในชุมชน ผ่านไปทุกบ้านๆก็มีแต่เสื้อสีแดงแขวนอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด เราที่เป็นเด็กตอนนั้นก็ตะลึงมาก แม่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีหลายครั้งที่มีผู้ชายในหมู่บ้านตายแบบไม่รู้สาเหตุคนเลยเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายมาเอาชีวิต เลยแขวนเสื้อสีแดงไว้ข้างหน้าบ้านเพื่อขับไล่ผีแม่หม้าย ตอนนั้นฟังก็ไม่คิดอะไรพอมาเห็นจริงๆแล้วก็แอบทึ่งอยู่
สักพักพ่อก็ขับรถมาถึงบ้านยายแต่ไม่เจอยาย แม่เลยไปถามน้าเราว่ายายไปไหน น้าเราก็บอกว่ายายไปดูคนบ้านนู้นเขาป่วยหนักเลยมาตามให้ยายไปดู อนึ่งยายเราไม่ใช่หมอหรือพยาบาลหรือหมอยาแต่อย่างใด แม่เราเล่าให้ฟังตลอดค่ะว่ายายเราเป็น
นางรำผีฟ้า เวลาคนในหมู่บ้านป่วยโดยที่วิทยาศาสตร์ก็ช่วยไม่ได้ไสยศาสตร์ก็ช่วยไม่ได้จะนิยมรำผีฟ้ากันเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดีให้พ้นไป แม่เราก็เออ ออไปก็พากันเข้าบ้านไปรอยาย บ้านยายเราเป็นบ้านไม้ที่มีใต้ถุนบ้านกว้างมาก ตรงใต้ถุนบ้านก็มีแคร่ไว้นั่งเล่น นอนเล่นกัน ขึ้นไปบนบ้านก็เป็นโถงกว้างๆซ้ายมือเป็นที่นอนของยายถัดจากที่นอนยายก็เป็นหิ้งรวมสิ่งที่ยายนับถือ เป็นหิ้งใหญ่ๆที่จะเรียกว่าหิ้งก็ไม่เต็มปากเพราะมันคล้ายกับโต๊ะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่า ส่วนห้องนํ้าก็อยู่นอกตัวบ้านต้องเดินออกมาข้างหลัง ถัดจากห้องนํ้าประมาณ5-8เมตรเป็นกระท่อมที่ตาของเราอยู่ค่ะ
วันนั้นที่เราไปบ้านยายเราไปงานบวชพี่ที่เป็นญาติเรา พี่แกจะบวชอีกหนึ่งวันหลังจากนั้นเลยต้องมาเตรียมตัวช่วยเตรียมของ เราก็นั่งรอยายไปก็หาอะไรทำกับพี่กับน้องแฝดของเราเรื่อยเปื่อย จนยายมาแม่ก็คุยกับยายเรา ถามอาการตาว่าตาเป็นยังไงบ้าง ตาเราเป็นอัมพฤกษ์ค่ะ เป็นมาหลายสิบปีแล้ว(ไว้จะมาเล่าต่อเรื่องของตานะคะ) แม่เราก็คุยๆกับยายไปก็จัดของกันเรื่อยเปื่อย จนคํ่าๆ เราพี่เรากับน้องแฝดก็ขึ้นมาดูการ์ตูนบนรถที่จอดไว้ข้างบ้านยาย ตรงใต้ถุนมีพวกคนมานั่งกินเหล้ากันกับพ่อกับลุงเราที่มาด้วยกัน ฝั่งผู้หญิงก็ช่วยกันทำเหรียญโปรยทานงานบวชญาติเราวันพรุ่งนี้ เราก็นั่งดูการ์ตูนกับพี่น้องเราไปเรื่อยๆไม่มีอะไร สักพักแม่แอบมาแกล้งจ๊ะเอ๋ให้ตกใจเล่นน้องเราก็สะดุ้งตัวโยนเอ็ดแม่ยกใหญ่เพราะตอนนั้นบนรถก็มืดมาก มีแต่แสงจากจอโน้ตบุ๊ค จนการ์ตูนจบเลยลงมาจากรถตอนนั้นที่คิดว่าไม่มีอะไร
น้องแฝดเรามาเล่าให้ฟังตอนขากลับ สรุปว่ามีจ้าาาา ที่ว่ามีคือเราไม่ได้เจอเอง แต่น้องเราเป็นคนเจอ นางบอกว่าตอนที่กำลังดูการ์ตูนกันอยู่นางเห็นอะไรแว๊บๆที่หางตา พอหันไปมองก็ไม่มีอะไร มีแต่แสงไฟหนึ่งดวงจากบ้านเก่าก็เลยหันกลับมาดูการ์ตูนต่อ ตาก็เหลือบมองซ้ายตลอดเพราะมันหวิวๆ สักพักก็มองไปข้างหน้าตรงที่เป็นห้องนํ้าจะมีต้นมะพร้าวที่ยังสูงไม่เต็มที่อยู่ข้างๆ นางบอกนางก็มองทีแรกก็ไม่ได้อะไรพอมามองอีกทีก็เริ่มเอะใจแล้วว่าทำไมข้างต้นมะพร้าวมันขยับได้วะ อ่ะ น้องมันก็คิดว่าตัวเองตาฝาดเพราะสายตาเอียงแล้วไม่ได้ใส่แว่น เลยขยี้ตาแล้วกลับมาดูการ์ตูนต่อ สักพักหนึ่งก็กลับไปดูจุดเดิม ก็เห็นเหมือนเดิม แถมยังชัดเจนกว่าเดิม นางเห็นเป็นเงาผู้ชายดำๆ ตัวสูงใหญ่เกือบเท่าต้นมะพร้าวกำลังมองไปที่ทุกคนที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ใจนางก็กลัวละตอนนั้นเพราะดูทุกครั้งก็เห็นตลอดจนขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกก็ยังเห็น นางบอกว่าตอนนั้นไม่กล้าพูดอะไร ไม่กล้าบอกเรากับพี่ว่าเห็นอะไรเพราะคิดว่าเรากับพี่ต้องกลัวแน่ๆ ไม่กล้าเดินออกไปด้วยเพราะเดี๋ยวเราต้องถามแน่ๆว่าออกไปไหน นางเลยเอาวะ การ์ตูนใกล้จะจบแล้วก็ทนดูให้จบไปเลย หลังจากการ์ตูนจบนางก็รีบวิ่งลงไปหาแม่ที่ใต้ถุนเลยแต่นางบอกว่าตอนวิ่งลงไปตรงจุดนั้นไม่มีเงาอะไรแล้วเลยโล่งไปเลย ตอนนี้เราก็เลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงตกใจตอนแม่มาจ๊ะเอ๋ขนาดนั้น ลุงเราได้ฟังก็บอกว่าไม่มีไรมากหรอก เขาคงมาขอส่วนบุญกับญาติเราที่จะบวชล่ะมั้ง
กลางคืนของคืนนั้นครอบครัวเรา5คนนอนอยู่บนบ้านกับยาย ส่วนลุงที่มาด้วยกันก็ไปนอนกับตาในกระท่อม พวกญาติๆก็กลับไปนอนบ้านเก่า ในขณะที่กำลังจะนอนกันตอนนั้นมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร เราได้ยินเสียงยายเราพึมพำอะไรสักอย่างอยู่คนเดียวซึ่งเสียงที่ได้ยินมาจากฝั่งซ้ายที่เรานอน แล้วฝั่งซ้ายก็คือโต๊ะบูชาของยายนั่นเอง เราได้ยินยายพูดกับสิ่งที่ยายนับถือประมาณว่า ไอ้เพชร(ชื่อแม่เรา)มันกลับมาเยี่ยมแล้วนะ แล้วก็พึมพำหลายๆอย่างให้บางสิ่งบางอย่างที่โต๊ะบูชาฟัง ไอ้เราก็ไม่กล้าลืมตามองด้วยเพราะกลัวก็กลัวเนาะ555 ก็เลยข่มตาหลับฟังยายพูดกับบางสิ่งบางอย่างไปอย่างงั้นแหละ
ไว้จะมาเล่าต่อนะคะ ดึกมากแล้วววว ยังมีเรื่องของตาเราอยู่อีกค่ะ รวมถึงเรื่องที่แม่เราเจอมาด้วย
เห็นกระทู้ผีมาเยอะ อยากมาแชร์ประสบการณ์ที่เคยได้ฟังมาบ้างค่ะ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน จะเชื่อหรือไม่ก็สุดอยู่ที่คุณคนอ่านทุกคนค่ะ
อย่างแรกอยากบอกว่าตัวเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์มากกว่า
แต่ถามว่าเชื่อไสยศาสตร์ไหมก็อย่างที่บอกค่ะว่าไม่ค่อยเชื่อแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อ
เรื่องที่จะมาเล่ามีหลายเหตุการณ์ที่มาจากแม่เราเล่าให้ฟังเพราะตัวเรานั้นไม่เคยเจอ(และไม่อยากเจอ)
แม่เราเป็นคนจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน แต่ว่าตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ภาคใต้การที่แม่จะกลับไปอีสานเลยไม่ค่อยบ่อยนัก ตัวเราเองก็ไปบ้านยายไม่ค่อยบ่อยเพราะทั้งไกลและเหนื่อยมากกกกก เดินทางจากใต้ไปอีสานด้วยรถยนต์ใช้เวลาเกือบสองวันเต็มเพราะพ่อเราไม่อยากขับรถตอนกลางคืน ช่วงวันแรกเลยเดินทางสุดที่ประจวบฯหรือกรุงเทพฯเลยต้องหาโรงแรมพักตลอดๆ เพราะระยะทางจากบ้านย่าเราที่อยู่ใต้ไปถึงบ้านยายที่อยู่อีสานมันไกลมาก เราเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับไปหายายเท่าไหร่นัก ตั้งแต่รู้ความคือจำได้ว่าไปเยี่ยมยายแค่สองครั้งเอง ล่าสุดที่ไปคือปี56 บ้านยายเราอยู่ในหมู่บ้านชนบท ถนนเป็นถนนลูกรัง ตอนนั้นไฟฟ้าก็ยังเข้าไม่ถึงทุกบ้านแต่ยังดีที่เข้าถึงบ้านยายเราแล้ว
วันนั้นที่ไปหาตอนพ่อเลี้ยวรถเข้าหมู่บ้าน ดินสีแดงคละคลุ้งไปหมด สิ่งแรกที่เราเห็นเลยคือเสื้อสีแดงที่แขวนอยู่ทุกบ้านในชุมชน ผ่านไปทุกบ้านๆก็มีแต่เสื้อสีแดงแขวนอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด เราที่เป็นเด็กตอนนั้นก็ตะลึงมาก แม่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีหลายครั้งที่มีผู้ชายในหมู่บ้านตายแบบไม่รู้สาเหตุคนเลยเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายมาเอาชีวิต เลยแขวนเสื้อสีแดงไว้ข้างหน้าบ้านเพื่อขับไล่ผีแม่หม้าย ตอนนั้นฟังก็ไม่คิดอะไรพอมาเห็นจริงๆแล้วก็แอบทึ่งอยู่
สักพักพ่อก็ขับรถมาถึงบ้านยายแต่ไม่เจอยาย แม่เลยไปถามน้าเราว่ายายไปไหน น้าเราก็บอกว่ายายไปดูคนบ้านนู้นเขาป่วยหนักเลยมาตามให้ยายไปดู อนึ่งยายเราไม่ใช่หมอหรือพยาบาลหรือหมอยาแต่อย่างใด แม่เราเล่าให้ฟังตลอดค่ะว่ายายเราเป็นนางรำผีฟ้า เวลาคนในหมู่บ้านป่วยโดยที่วิทยาศาสตร์ก็ช่วยไม่ได้ไสยศาสตร์ก็ช่วยไม่ได้จะนิยมรำผีฟ้ากันเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดีให้พ้นไป แม่เราก็เออ ออไปก็พากันเข้าบ้านไปรอยาย บ้านยายเราเป็นบ้านไม้ที่มีใต้ถุนบ้านกว้างมาก ตรงใต้ถุนบ้านก็มีแคร่ไว้นั่งเล่น นอนเล่นกัน ขึ้นไปบนบ้านก็เป็นโถงกว้างๆซ้ายมือเป็นที่นอนของยายถัดจากที่นอนยายก็เป็นหิ้งรวมสิ่งที่ยายนับถือ เป็นหิ้งใหญ่ๆที่จะเรียกว่าหิ้งก็ไม่เต็มปากเพราะมันคล้ายกับโต๊ะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่า ส่วนห้องนํ้าก็อยู่นอกตัวบ้านต้องเดินออกมาข้างหลัง ถัดจากห้องนํ้าประมาณ5-8เมตรเป็นกระท่อมที่ตาของเราอยู่ค่ะ
วันนั้นที่เราไปบ้านยายเราไปงานบวชพี่ที่เป็นญาติเรา พี่แกจะบวชอีกหนึ่งวันหลังจากนั้นเลยต้องมาเตรียมตัวช่วยเตรียมของ เราก็นั่งรอยายไปก็หาอะไรทำกับพี่กับน้องแฝดของเราเรื่อยเปื่อย จนยายมาแม่ก็คุยกับยายเรา ถามอาการตาว่าตาเป็นยังไงบ้าง ตาเราเป็นอัมพฤกษ์ค่ะ เป็นมาหลายสิบปีแล้ว(ไว้จะมาเล่าต่อเรื่องของตานะคะ) แม่เราก็คุยๆกับยายไปก็จัดของกันเรื่อยเปื่อย จนคํ่าๆ เราพี่เรากับน้องแฝดก็ขึ้นมาดูการ์ตูนบนรถที่จอดไว้ข้างบ้านยาย ตรงใต้ถุนมีพวกคนมานั่งกินเหล้ากันกับพ่อกับลุงเราที่มาด้วยกัน ฝั่งผู้หญิงก็ช่วยกันทำเหรียญโปรยทานงานบวชญาติเราวันพรุ่งนี้ เราก็นั่งดูการ์ตูนกับพี่น้องเราไปเรื่อยๆไม่มีอะไร สักพักแม่แอบมาแกล้งจ๊ะเอ๋ให้ตกใจเล่นน้องเราก็สะดุ้งตัวโยนเอ็ดแม่ยกใหญ่เพราะตอนนั้นบนรถก็มืดมาก มีแต่แสงจากจอโน้ตบุ๊ค จนการ์ตูนจบเลยลงมาจากรถตอนนั้นที่คิดว่าไม่มีอะไร
น้องแฝดเรามาเล่าให้ฟังตอนขากลับ สรุปว่ามีจ้าาาา ที่ว่ามีคือเราไม่ได้เจอเอง แต่น้องเราเป็นคนเจอ นางบอกว่าตอนที่กำลังดูการ์ตูนกันอยู่นางเห็นอะไรแว๊บๆที่หางตา พอหันไปมองก็ไม่มีอะไร มีแต่แสงไฟหนึ่งดวงจากบ้านเก่าก็เลยหันกลับมาดูการ์ตูนต่อ ตาก็เหลือบมองซ้ายตลอดเพราะมันหวิวๆ สักพักก็มองไปข้างหน้าตรงที่เป็นห้องนํ้าจะมีต้นมะพร้าวที่ยังสูงไม่เต็มที่อยู่ข้างๆ นางบอกนางก็มองทีแรกก็ไม่ได้อะไรพอมามองอีกทีก็เริ่มเอะใจแล้วว่าทำไมข้างต้นมะพร้าวมันขยับได้วะ อ่ะ น้องมันก็คิดว่าตัวเองตาฝาดเพราะสายตาเอียงแล้วไม่ได้ใส่แว่น เลยขยี้ตาแล้วกลับมาดูการ์ตูนต่อ สักพักหนึ่งก็กลับไปดูจุดเดิม ก็เห็นเหมือนเดิม แถมยังชัดเจนกว่าเดิม นางเห็นเป็นเงาผู้ชายดำๆ ตัวสูงใหญ่เกือบเท่าต้นมะพร้าวกำลังมองไปที่ทุกคนที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ใจนางก็กลัวละตอนนั้นเพราะดูทุกครั้งก็เห็นตลอดจนขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกก็ยังเห็น นางบอกว่าตอนนั้นไม่กล้าพูดอะไร ไม่กล้าบอกเรากับพี่ว่าเห็นอะไรเพราะคิดว่าเรากับพี่ต้องกลัวแน่ๆ ไม่กล้าเดินออกไปด้วยเพราะเดี๋ยวเราต้องถามแน่ๆว่าออกไปไหน นางเลยเอาวะ การ์ตูนใกล้จะจบแล้วก็ทนดูให้จบไปเลย หลังจากการ์ตูนจบนางก็รีบวิ่งลงไปหาแม่ที่ใต้ถุนเลยแต่นางบอกว่าตอนวิ่งลงไปตรงจุดนั้นไม่มีเงาอะไรแล้วเลยโล่งไปเลย ตอนนี้เราก็เลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงตกใจตอนแม่มาจ๊ะเอ๋ขนาดนั้น ลุงเราได้ฟังก็บอกว่าไม่มีไรมากหรอก เขาคงมาขอส่วนบุญกับญาติเราที่จะบวชล่ะมั้ง
กลางคืนของคืนนั้นครอบครัวเรา5คนนอนอยู่บนบ้านกับยาย ส่วนลุงที่มาด้วยกันก็ไปนอนกับตาในกระท่อม พวกญาติๆก็กลับไปนอนบ้านเก่า ในขณะที่กำลังจะนอนกันตอนนั้นมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร เราได้ยินเสียงยายเราพึมพำอะไรสักอย่างอยู่คนเดียวซึ่งเสียงที่ได้ยินมาจากฝั่งซ้ายที่เรานอน แล้วฝั่งซ้ายก็คือโต๊ะบูชาของยายนั่นเอง เราได้ยินยายพูดกับสิ่งที่ยายนับถือประมาณว่า ไอ้เพชร(ชื่อแม่เรา)มันกลับมาเยี่ยมแล้วนะ แล้วก็พึมพำหลายๆอย่างให้บางสิ่งบางอย่างที่โต๊ะบูชาฟัง ไอ้เราก็ไม่กล้าลืมตามองด้วยเพราะกลัวก็กลัวเนาะ555 ก็เลยข่มตาหลับฟังยายพูดกับบางสิ่งบางอย่างไปอย่างงั้นแหละ
ไว้จะมาเล่าต่อนะคะ ดึกมากแล้วววว ยังมีเรื่องของตาเราอยู่อีกค่ะ รวมถึงเรื่องที่แม่เราเจอมาด้วย