***อาจจะพิมพ์หรือเรียบเรียงไม่ค่อยถูก หรืออาจใช้คำงงๆหน่อยก็ขออภัยด้วย***
จากการสังเกตส่วนตัว โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่มีการกำหนดโดยอาจมีหรือไม่มีเหตุผลก็ตาม ตัวเองอาจไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากนัก จึงไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง
ปกติการกำหนดค่านิยมหรือรูปแบบต่างๆ ล้วนมาจากธรรมชาติ แต่บางสิ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทั้งที่มันขัด ฝืนกับธรรมชาติ
ให้ยกตัวอย่าง การคุมกำเนิด มองได้ว่า หากปล่อยไปตามธรรมชาติก็จะประชากรล้นโลก (?) มองว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถทำให้มนุษย์ควบคุมความต้องการมีบุตรโดยไม่พร้อม หรือเป็นการกอบโกยความสุขโดยไม่มีผลกระทบในการทำให้ใ่ห้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ หรือมองแง่ดีหน่อยก็เป็นการป้องกันโรคติดต่อซึ่งถ้าคนไม่มักง่าย มีคู่ชีวิตคนเดียวก็คงไม่เกิดโรคเหล่านี้อยู่แล้ว
หรือมองในแง่ของสังคมคือ กำลังทรัพย์ไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร คือการส่งเสียเล่าเรียน
มาเข้าเรื่องกัน ข้างบนคือยกตัวอย่างเท่านั้น
ตั้งแต่ตรงนี้ไปจะเป็นสิ่งที่ต้องการคำตอบ
ใครมีความรู้ สามารถตอบอะไรได้ อยากให้ช่วยตอบ
โปรดตอบอย่างสร้างสรรค์และตระหนักถึงความเป็นจริง และอย่าตอบเพื่อก่อกวน ขอให้เป็นความรู้และประโยชน์แก่ผู้อ่านมิใช่เพื่อสนองความสะใจทางอารมณ์
ขอต่อประเด็นด้านบนเลยแล้วกัน
ทำไมต้องเล่าเรียนตามระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งยศตำแหน่งยืนยันทางสังคม แล้วการกำหนดคืออะไร นี่หรือ อิสระ สิ่งที่เป็นประชาธิปไตย?
การศึกษา ควรให้อิสระไหม มิไม่ใช่บังคับเรียน จากเมื่อก่อน ประถม มาจนมัธยมตัน มัธยมปลาย การทำงาน ถ้าอยากทำงานดีๆสบายๆต้องจบ ป ตรี ต่อมาก็ โท เอก เราเสียเวลากับชีวิตไปเพื่ออะไรขนาดนั้นหากใจมิได้ไปเฉพาะทางหรือความต้องการจริงๆ
เป็นหมอคือดีสุด เป็นภารโรงคือต้อยต่ำ ใช่หรอ? ไม่มีอาชีพใดอาชีพหนึ่งคิดว่าคงลำบากกันน่าดู ทุกคนทุกอาชีพมีคุณค่า ยิ่งอาชีพครู ทำไมที่พบเจอในชีวิตเจอแต่ครูที่ไม่เหมาะสมจะเป็น มีเพียงไม่กี่คนที่เขามีความคิดความอ่านและจิตวิญญาณที่น่าเคารพรักและเรียกว่าครู
การอยู่ในสังคมในโรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะดี ลูกๆรับค่านิยมไม่ดีมาก็มีมากกว่าดี จากประสบการณ์ตัวเองและผองเพื่อน หรือคุณอาจได้รับสิ่งดีๆมามากกว่าไม่ดี ก็ยินดีด้วย
อิงตามหลักการ(ซึ่งก็อาจไม่ถูกต้องเสมอไป) พัฒนาการช่วงวัย อายุ 1-7 ปี เด็กควรอยู่กับผู้ปกครอง ได้รับความรัก การปลูกฝังและความสุขจากพ่อแม่ แต่กลับต้องพรากลูกเราไปจากอ้อมอกโดยส่งไปเรียนหนังสือ ใช้เวลาส่วนใหญ่กับคนอื่น
สมมติเรามีลูกชาย
ตามสังคมก็ต้องให้เขาตัดผมสั้นอย่างนั้นหรือ เพราะอะไร ถ้าเขาอยากไว้ผมยาว อยากสร้างสรรค์ทรงผมในแบบตัวเอง เขาผิดอะไร โดนมองประหลาด โตขึ้นทำงาน หนวดเคราอยากไว้จะไว้ได้ยังไง ที่ทำงานมองไม่ดี สังคมภายนอกมองไม่ดูแลตัวเอง มันน่าแปลกไหม?
สมมติเรามีลูกผู้หญิง
ลูกอยากไว้ผมสั้น อันนี้ไม่เท่าไหร่ บางเรื่องผู้หญิงมักจะถูกมองแง่ดีกว่าผู้ชาย ยกตัวอย่างการแต่งตัวข้ามเพศ ผู้ชายจะมองแง่ลบทันที
เรื่องถัดมา ถ้าลูกเราไปเล่นสนิทสนมกับผู้ชายล่ะ ถูกมองไม่ดีละ แต่ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ เป็นเพื่อนไม่แบ่งแยกเพศกันหรอกนะ อายุต่างกันเป็นสิบปี ก็เป็นเพื่อนกันได้
หากลูกพบคนรู้ใจ ครอบครัวสองฝ่ายตกลง จะแต่งงานได้ไหม? อายุยังไม่ถึง 18 จะผิดกฎหมาย? ฝ่ายครอบครัวผู้ชายจะถูกกฎหมายหรือสังคมตราหน้าว่าไม่ดี? ล่วงละเมิดคนไม่บรรลุนิติภาวะ? คืออะไร แต่งงานมีบุตรตอนเรียน โดนมองใจแตก เป็นคนไม่ดี? ทั้งที่เขารักกัน ทั้งที่ครอบครัวร่วมกันวางแผนชีวิตร่วมกันได้ ทั้งที่ทุกฝ่ายไม่ผิดอะไรอย่างนั้นหรือ
ต่อมาเกี่ยวกับภาพรวมสังคม
การไม่เรียนหนังสือ ถูกมองเหยียดหยาม
ใครแต่งกายสีโทนทึบๆ ยิ่งหน้าตา สีผิวออกไปทางคล้ำ จะกลายเป็นสกปรก ใครกำหนดกัน เขาอาจรักษาความสะอาดมากกว่าคนรูปร่างหน้าตาออกสว่างผ่องใส ใส่เสื้อผ้าสวยงาม
เขาอาจไม่สนใจการแต่งตัวก็ได้ เขาอาจไม่มีกำลังทรัพย์ หรือหากมี ก็ไม่จำเป็นสำหรับเขา แล้วเหตุใดจึงต้องไปตำหนิ หากเขาเหล่านั้นเหมาะสมแก่กาลเทศะก็เพียงพอแล้ว
เรื่องกาลเทศะ บางคนก็คิดต่างกันอีก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เรามองว่า หากไม่ทำใครเดือดร้อน ก็เพียงพอแล้ว ก็เป็นสิ่งที่อธิบายยาก ยกตัวอย่าง การจัดงานมงคล การแต่งกายมันก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่ก็อาจคิดต่างกันอีกว่าไม่เหมาะสม
ส่วนตัวยังคิดว่าการจัดงานนั้นทำไปเพื่ออะไร? ประกาศให้คนอื่นรู้อย่างนั้นหรือเปล่า? ถ้าทำแล้วมีความสุขไม่ไปเดือดร้อนใครก็ทำ แต่คนที่ไม่มีกำลังเงินจะทำแล้วไม่อยากทำ ทำไมต้องมาทำให้คนอื่นรับรู้ ให้เหนื่อยกับตัวเอง การแต่งงานถ้าไม่จัดงานมันจะเป็นอะไร โดนนินทาแล้วยังไง จำเป็นหรือ คนอื่นมาอยู่กับคู่ชีวิตคุณหรือยังไง
ต่อมาเป็นเรื่องที่สงสัยมากว่าทำไมต้องใส่เสื้อผ้า คำถามอาจดูตลก หากเพื่อปิดบังอวัยวะเพศคิดว่าไม่น่าใช่ สวมใส่เพื่อกันสิ่งสกปรกเบื้องต้นหรือเปล่า หรืออยู่ดีๆก็รับไม่ได้ที่เกิดเป็นสัตว์ประเสริฐ ต้องแตกต่าง ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม จริงๆแล้วเครื่องนุ่งห่มมีไว้เพื่อป้องกันความหนาวเย็น จนเกิดความเคยชิน แล้วพัฒนาให้น่ามอง เกิดเป็นชุด เสื้อผ้า อย่างนั้นหรือเปล่า แต่ดูทุกวันนี้ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย กลายเป็นตัวกำหนดฐานะการเงินไปแล้วหรือเปล่า จากที่พบเจอในชีวิต
ประเด็นต่อไป
เด็กเล็กไม่เข้าใจผู้ใหญ่ เขาถาม เป็นการแสวงหาความรู้ ผู้ใหญ่ส่วนมากขัด ต่อว่า ตำหนิ หากตัวเองไม่รู้คำตอบ ไปปิดกั้นแล้วสร้างกรอบไร้เหตุผลให้เด็กรุ่นต่อไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าก้าวร้าว นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น บางเรื่องคนอายุน้อยกว่าทำถูกพูดถูก แต่ผู้ใหญ่ก็มองว่าผิด เถียง แล้วผลกระทบมันก็ซึมซาบเข้าจิตใจต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่น
คนทำดีหรือไม่ดี แค่รูปร่างหน้าตาผิดกัน ผลลัพท์ออกมาก็ต่างกันแล้ว
เหตุใดจึงมองกันแต่ภายนอก สร้างแต่ภาพลักษณ์
นี่หรือการพัฒนา? การพัฒนาต้องมีสาเหตุสิ หากคุณเรียนหนังสือ คุณเรียนไปเพื่ออะไร เกรด? หรือเพื่อ ใช้ในชีวิต? แค่ชีวิตการทำงาน?
คุณทำงาน รูปลักษณ์อาจทำให้มองน่าเชื่อถือ แต่แล้วมันอยู่ที่อะไร ความคิดคุณเองทั้งนั้น
อยากให้หยุดเถอะ ทุกๆคนที่ทำตามสังคมกำหนดแล้วเดือดร้อนใจตัวเอง อยากให้หาเหตุผลมาอธิบาย ว่าสาเหตุที่เราต้องทำแบบนี้ มันเพราะเป็นเราหรือเพราะถูกกรอบสังคมตีเอาไว้ มันจำเป็นจริงๆอย่างนั้นหรือ
สุดท้ายนี้ อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่มีใครกล้า หรือมีก็จำนวนน้อยเกินไปที่จะทำ
คำเปรียบเปรยที่กล่าว
แกะขาวในหมู่แกะดำ จะถูกมองว่าแกะขาวประหลาด
แกะดำในหมู่แกะขาว ก็จะถูกมองว่าแกะดำประหลาด
อาจมีหรือไม่มีคนดีทั้งหมด เลวทั้งหมด หรือปะปนกันไป แต่มนุษย์ล้วนมีจิตใจใฝ่ดีนะ แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้น และมันง่ายกว่าสิ่งไม่ดี มันเลยอาจทำให้ไม่มีใครกล้าทำอะไรที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวเอง
ขอบคุณจากหัวใจที่กรุณาอ่านจนจบ
ทุกวันนี้เราปล่อยให้ "สังคมกำหนด" มากไปหรือเปล่า?
จากการสังเกตส่วนตัว โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่มีการกำหนดโดยอาจมีหรือไม่มีเหตุผลก็ตาม ตัวเองอาจไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากนัก จึงไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง
ปกติการกำหนดค่านิยมหรือรูปแบบต่างๆ ล้วนมาจากธรรมชาติ แต่บางสิ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทั้งที่มันขัด ฝืนกับธรรมชาติ
ให้ยกตัวอย่าง การคุมกำเนิด มองได้ว่า หากปล่อยไปตามธรรมชาติก็จะประชากรล้นโลก (?) มองว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถทำให้มนุษย์ควบคุมความต้องการมีบุตรโดยไม่พร้อม หรือเป็นการกอบโกยความสุขโดยไม่มีผลกระทบในการทำให้ใ่ห้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ หรือมองแง่ดีหน่อยก็เป็นการป้องกันโรคติดต่อซึ่งถ้าคนไม่มักง่าย มีคู่ชีวิตคนเดียวก็คงไม่เกิดโรคเหล่านี้อยู่แล้ว
หรือมองในแง่ของสังคมคือ กำลังทรัพย์ไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร คือการส่งเสียเล่าเรียน
มาเข้าเรื่องกัน ข้างบนคือยกตัวอย่างเท่านั้น
ตั้งแต่ตรงนี้ไปจะเป็นสิ่งที่ต้องการคำตอบ
ใครมีความรู้ สามารถตอบอะไรได้ อยากให้ช่วยตอบ
โปรดตอบอย่างสร้างสรรค์และตระหนักถึงความเป็นจริง และอย่าตอบเพื่อก่อกวน ขอให้เป็นความรู้และประโยชน์แก่ผู้อ่านมิใช่เพื่อสนองความสะใจทางอารมณ์
ขอต่อประเด็นด้านบนเลยแล้วกัน
ทำไมต้องเล่าเรียนตามระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งยศตำแหน่งยืนยันทางสังคม แล้วการกำหนดคืออะไร นี่หรือ อิสระ สิ่งที่เป็นประชาธิปไตย?
การศึกษา ควรให้อิสระไหม มิไม่ใช่บังคับเรียน จากเมื่อก่อน ประถม มาจนมัธยมตัน มัธยมปลาย การทำงาน ถ้าอยากทำงานดีๆสบายๆต้องจบ ป ตรี ต่อมาก็ โท เอก เราเสียเวลากับชีวิตไปเพื่ออะไรขนาดนั้นหากใจมิได้ไปเฉพาะทางหรือความต้องการจริงๆ
เป็นหมอคือดีสุด เป็นภารโรงคือต้อยต่ำ ใช่หรอ? ไม่มีอาชีพใดอาชีพหนึ่งคิดว่าคงลำบากกันน่าดู ทุกคนทุกอาชีพมีคุณค่า ยิ่งอาชีพครู ทำไมที่พบเจอในชีวิตเจอแต่ครูที่ไม่เหมาะสมจะเป็น มีเพียงไม่กี่คนที่เขามีความคิดความอ่านและจิตวิญญาณที่น่าเคารพรักและเรียกว่าครู
การอยู่ในสังคมในโรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะดี ลูกๆรับค่านิยมไม่ดีมาก็มีมากกว่าดี จากประสบการณ์ตัวเองและผองเพื่อน หรือคุณอาจได้รับสิ่งดีๆมามากกว่าไม่ดี ก็ยินดีด้วย
อิงตามหลักการ(ซึ่งก็อาจไม่ถูกต้องเสมอไป) พัฒนาการช่วงวัย อายุ 1-7 ปี เด็กควรอยู่กับผู้ปกครอง ได้รับความรัก การปลูกฝังและความสุขจากพ่อแม่ แต่กลับต้องพรากลูกเราไปจากอ้อมอกโดยส่งไปเรียนหนังสือ ใช้เวลาส่วนใหญ่กับคนอื่น
สมมติเรามีลูกชาย
ตามสังคมก็ต้องให้เขาตัดผมสั้นอย่างนั้นหรือ เพราะอะไร ถ้าเขาอยากไว้ผมยาว อยากสร้างสรรค์ทรงผมในแบบตัวเอง เขาผิดอะไร โดนมองประหลาด โตขึ้นทำงาน หนวดเคราอยากไว้จะไว้ได้ยังไง ที่ทำงานมองไม่ดี สังคมภายนอกมองไม่ดูแลตัวเอง มันน่าแปลกไหม?
สมมติเรามีลูกผู้หญิง
ลูกอยากไว้ผมสั้น อันนี้ไม่เท่าไหร่ บางเรื่องผู้หญิงมักจะถูกมองแง่ดีกว่าผู้ชาย ยกตัวอย่างการแต่งตัวข้ามเพศ ผู้ชายจะมองแง่ลบทันที
เรื่องถัดมา ถ้าลูกเราไปเล่นสนิทสนมกับผู้ชายล่ะ ถูกมองไม่ดีละ แต่ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ เป็นเพื่อนไม่แบ่งแยกเพศกันหรอกนะ อายุต่างกันเป็นสิบปี ก็เป็นเพื่อนกันได้
หากลูกพบคนรู้ใจ ครอบครัวสองฝ่ายตกลง จะแต่งงานได้ไหม? อายุยังไม่ถึง 18 จะผิดกฎหมาย? ฝ่ายครอบครัวผู้ชายจะถูกกฎหมายหรือสังคมตราหน้าว่าไม่ดี? ล่วงละเมิดคนไม่บรรลุนิติภาวะ? คืออะไร แต่งงานมีบุตรตอนเรียน โดนมองใจแตก เป็นคนไม่ดี? ทั้งที่เขารักกัน ทั้งที่ครอบครัวร่วมกันวางแผนชีวิตร่วมกันได้ ทั้งที่ทุกฝ่ายไม่ผิดอะไรอย่างนั้นหรือ
ต่อมาเกี่ยวกับภาพรวมสังคม
การไม่เรียนหนังสือ ถูกมองเหยียดหยาม
ใครแต่งกายสีโทนทึบๆ ยิ่งหน้าตา สีผิวออกไปทางคล้ำ จะกลายเป็นสกปรก ใครกำหนดกัน เขาอาจรักษาความสะอาดมากกว่าคนรูปร่างหน้าตาออกสว่างผ่องใส ใส่เสื้อผ้าสวยงาม
เขาอาจไม่สนใจการแต่งตัวก็ได้ เขาอาจไม่มีกำลังทรัพย์ หรือหากมี ก็ไม่จำเป็นสำหรับเขา แล้วเหตุใดจึงต้องไปตำหนิ หากเขาเหล่านั้นเหมาะสมแก่กาลเทศะก็เพียงพอแล้ว
เรื่องกาลเทศะ บางคนก็คิดต่างกันอีก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เรามองว่า หากไม่ทำใครเดือดร้อน ก็เพียงพอแล้ว ก็เป็นสิ่งที่อธิบายยาก ยกตัวอย่าง การจัดงานมงคล การแต่งกายมันก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่ก็อาจคิดต่างกันอีกว่าไม่เหมาะสม
ส่วนตัวยังคิดว่าการจัดงานนั้นทำไปเพื่ออะไร? ประกาศให้คนอื่นรู้อย่างนั้นหรือเปล่า? ถ้าทำแล้วมีความสุขไม่ไปเดือดร้อนใครก็ทำ แต่คนที่ไม่มีกำลังเงินจะทำแล้วไม่อยากทำ ทำไมต้องมาทำให้คนอื่นรับรู้ ให้เหนื่อยกับตัวเอง การแต่งงานถ้าไม่จัดงานมันจะเป็นอะไร โดนนินทาแล้วยังไง จำเป็นหรือ คนอื่นมาอยู่กับคู่ชีวิตคุณหรือยังไง
ต่อมาเป็นเรื่องที่สงสัยมากว่าทำไมต้องใส่เสื้อผ้า คำถามอาจดูตลก หากเพื่อปิดบังอวัยวะเพศคิดว่าไม่น่าใช่ สวมใส่เพื่อกันสิ่งสกปรกเบื้องต้นหรือเปล่า หรืออยู่ดีๆก็รับไม่ได้ที่เกิดเป็นสัตว์ประเสริฐ ต้องแตกต่าง ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม จริงๆแล้วเครื่องนุ่งห่มมีไว้เพื่อป้องกันความหนาวเย็น จนเกิดความเคยชิน แล้วพัฒนาให้น่ามอง เกิดเป็นชุด เสื้อผ้า อย่างนั้นหรือเปล่า แต่ดูทุกวันนี้ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย กลายเป็นตัวกำหนดฐานะการเงินไปแล้วหรือเปล่า จากที่พบเจอในชีวิต
ประเด็นต่อไป
เด็กเล็กไม่เข้าใจผู้ใหญ่ เขาถาม เป็นการแสวงหาความรู้ ผู้ใหญ่ส่วนมากขัด ต่อว่า ตำหนิ หากตัวเองไม่รู้คำตอบ ไปปิดกั้นแล้วสร้างกรอบไร้เหตุผลให้เด็กรุ่นต่อไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าก้าวร้าว นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น บางเรื่องคนอายุน้อยกว่าทำถูกพูดถูก แต่ผู้ใหญ่ก็มองว่าผิด เถียง แล้วผลกระทบมันก็ซึมซาบเข้าจิตใจต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่น
คนทำดีหรือไม่ดี แค่รูปร่างหน้าตาผิดกัน ผลลัพท์ออกมาก็ต่างกันแล้ว
เหตุใดจึงมองกันแต่ภายนอก สร้างแต่ภาพลักษณ์
นี่หรือการพัฒนา? การพัฒนาต้องมีสาเหตุสิ หากคุณเรียนหนังสือ คุณเรียนไปเพื่ออะไร เกรด? หรือเพื่อ ใช้ในชีวิต? แค่ชีวิตการทำงาน?
คุณทำงาน รูปลักษณ์อาจทำให้มองน่าเชื่อถือ แต่แล้วมันอยู่ที่อะไร ความคิดคุณเองทั้งนั้น
อยากให้หยุดเถอะ ทุกๆคนที่ทำตามสังคมกำหนดแล้วเดือดร้อนใจตัวเอง อยากให้หาเหตุผลมาอธิบาย ว่าสาเหตุที่เราต้องทำแบบนี้ มันเพราะเป็นเราหรือเพราะถูกกรอบสังคมตีเอาไว้ มันจำเป็นจริงๆอย่างนั้นหรือ
สุดท้ายนี้ อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่มีใครกล้า หรือมีก็จำนวนน้อยเกินไปที่จะทำ
คำเปรียบเปรยที่กล่าว
แกะขาวในหมู่แกะดำ จะถูกมองว่าแกะขาวประหลาด
แกะดำในหมู่แกะขาว ก็จะถูกมองว่าแกะดำประหลาด
อาจมีหรือไม่มีคนดีทั้งหมด เลวทั้งหมด หรือปะปนกันไป แต่มนุษย์ล้วนมีจิตใจใฝ่ดีนะ แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้น และมันง่ายกว่าสิ่งไม่ดี มันเลยอาจทำให้ไม่มีใครกล้าทำอะไรที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวเอง
ขอบคุณจากหัวใจที่กรุณาอ่านจนจบ