'หนังตลกร้าย' คือหนังที่มีพื้นฐานความเป็นคอมเมดี้ ที่อาจมีส่วนผสมของหนังรัก ดราม่า ระทึกขวัญ อาชญากรรม หรือไซไฟ ซึ่งหัวใจสำคัญของหนังประเภทนี้คือ การสอดแทรกเนื้อหาเสียดสี ล้อเลียนทั้งด้านสังคมหรือเรื่องใกล้ตัว ผ่านบทสนทนา และการกระทำของตัวละคร รวมไปถึงการเล่นกับความหายนะหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ
และสำหรับลิสต์นี้
'อาชญากรรมตลกร้าย' ส่วนเนื้อหาที่ปรากฏมีการพูดถึงการกระทำความผิด การทำร้ายร่างกาย การฆ่า ปล้น หรือการกระทำต่างๆนานาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
10. Hot Fuzz (2007)
เป็นความแปลกและสร้างสรรค์ของ Edgar Wright ในการผสมแนวดราม่า แอคชั่น คอมเมดี้ และซัสเพนส์ เพื่อสร้างหนังล้อเลียนที่ได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้หนังจะเน้นความเป็นคอมเมดี้ ที่มอบความตลกจากคาแรคเตอร์ การหยอกล้อขนบกลุ่มหนังตำรวจคู่หู หนังเชือด และหนังซอมบี้ แต่ปมหลักของเรื่องในการสืบสวนปมฆาตกรรมก็ทำได้อย่างชาญฉลาด และยากต่อการคาดเดาเมื่อมีการตลบหลังแพทเทิร์นของหนังสืบสวนที่พยายามสร้างเงื่อนไข แรงจูงใจที่ซับซ้อนของฆาตกร โดยพล็อตหนังว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่ถูกสั่งย้ายไปประจำการในเขตชนบท แล้วต้องไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
9. Lucky Number Slevin (2006)
นับเป็นอีกหนึ่งหนังที่มีสไตล์คล้ายคลึง Quentin Tarantino ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมทั้งความแพรวพราวในการเล่าที่ผสมเทคนิค non-linear บทไดอะล็อกกวนๆ สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การเปลี่ยนมู้ดโทนฉับไว รวมไปถึงความรุนแรงเลือดสาด ส่วนองค์ประกอบที่ดูผิดแปลกไปจากทาแรนติโนสไตล์ก็คือความซับซ้อนของพล็อตที่ Jason Smilovic พยายามซ้อนพล็อตหลักไว้กับพล็อตรอง เส้นเรื่องหลายชั้นเพื่อสร้างเซอร์ไพรส์หลายๆโมเม้นท์ ซึ่งหนังพูดถึงเรื่องราวของหนุ่มที่ถูกเข้าใจผิดจากหัวหน้าแก๊งมาเฟียสองฝ่ายว่าเป็นชายคนหนึ่งที่เป็นหนี้ก้อนโต และนั่นก็นำไปสู่เรื่องราวอันยุ่งเหยิง
8. The Nice Guys (2016)
บางทีมันอาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะเห็น Ryan Gosling ถูกปู้ยี่ปู้ยําจนหมดคราบสุดหล่อมาดเนี้ยบอย่างภาพจำของใครหลายคน ซึ่งเขาต้องรับบทหนุ่มนักสืบเอกชนที่ต้องร่วมมือกับนักเลงขาใหญ่เพื่อสืบหาการหายตัวไปของหญิงสาวรายหนึ่ง แน่นอนว่าจุดแข็งของหนังคือโทนคอมเมดี้ตลกร้ายที่มาจากบทพูด บริบทโดยรอบทั้งตัวละครและสถานการณ์ที่ยู่เหนือการควบคุม จนนำไปสู่ความยุ่งเหยิงที่โหดร้ายกับตัวละครแต่บันเทิงสำหรับคนดู ส่วนพล็อตของการสืบสวนก็ทำได้น่าติดตาม ดูไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคอมเมดี้สืบสวนหลายๆเรื่อง และที่สำคัญคือเฉลยปมได้ค่อนข้างดี
7. I Don't Feel at Home in This World Anymore. (2017)
จากหนุ่มนักล่ามาดเซอร์ใน Blue Ruin จนตอนนี้ตัวของ Macon Blair ได้ลองลิ้มรสงานผู้กำกับรวมไปถึงงานเขียนบทกับหนังตลกร้ายชื่อยาวที่ดูหลุดโลก ดูเพี้ยน ประกอบกับความรุนแรงเลือดสาดที่ดูดิบอย่างถึงลูกถึงคน โดยหนังพูดถึงความเป็นจริงของสภาพสังคมยุคปัจจุบัน โลกที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว ไร้มารยาททางสังคม ไม่เคยสนใจใยดีความรู้สึกของผู้อื่น นี่แหละเป็นมุมมองที่สะท้อนผ่านสายตาของตัวเอกสาวบ้านๆที่ต้องการตามล่าโจรที่มายกเค้าบ้านของเธอ
6. Wild Tales (2014)
หกเรื่องสั้นที่มีพล็อตต่างกันและเนื้อหาไม่มีความเชื่อมโยงกัน แต่คอนเซ็ปต์พูดถึงสิ่งที่เหมือนกันคือ “สัญชาตญาณเเห่งความรุนเเรง” ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนเมื่อถูกกระทำจนเกินขอบเขตความอดกลั้น และปลดปล่อยออกมาในรูปแบบการแก้แค้น อีกทั้งแต่ละเรื่องสั้นยังสอดแทรกการวิพากษ์สถาบันครอบครัว สังคม และหน่วยงานรัฐบาลได้อย่างเจ็บแสบ ที่สำคัญหนังยอดเยี่ยมในการจัดสรรช่วงเวลาของแต่ละเรื่องได้อย่างพอเหมาะต่อการมอบความบันเทิง ทั้งในแง่ความระทึกขวัญ และอารมณ์ขันตลกร้ายจากบทสนทนาและการสร้างสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือช่วงจังหวะวายป่วงที่ตัวละครต้องเผชิญ
5. In Bruges (2008)
หลังจากเรื่องนี้เข้าฉาย Martin McDonagh ก็กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนหมู่มากในทันที มีกระแสชื่นชมต่อตัวหนังมากมาย โดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่สะท้อนเรื่องของบาปและศีลธรรมที่อยู่ในตัวของมนุษย์ผ่านเรื่องราวของมือปืนนักฆ่าสองคนที่ถูกสั่งให้มาปฏิบัติภารกิจที่เบลเยียม และนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่จะได้ทบทวนเรื่องราวของอนาคต ซึ่งความสนุกของหนังคือการเฝ้ามองตัวละครที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และที่สำคัญคือการรับรู้ชะตากรรมและความเป็นจริงของตัวละครผ่านสนทนาที่เป็นตัวขับเคลื่อนหนังซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ดูจริงจัง แต่ก็มอบความบันเทิงในเชิงขบขันตลกร้ายได้เป็นอย่างดี
4. A Hard Day (2014)
ขณะที่ตัวละครกำลังพบกับหายนะที่ถาโถมเข้ามา คุณอาจรู้สึกสนุกและชื่นชอบที่จะได้เห็นสิ่งเหล่านั้น แต่ลึกๆแล้วคุณก็รู้สึกเห็นใจและลุ้นให้ตัวละครผ่านเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นไปให้ได้แม้ว่าเขาคนนั้นอาจไม่ใช่คนดีมากนัก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ที่ดูขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นกับคนที่รับชมหนังเรื่องนี้ จากผลงานเปิดตัวของ Kim Sung-Hoon ที่ทำได้ดีเยี่ยมทั้งด้านกำกับและการเขียนบทลักษณะประดิษฐ์พล็อตโดยใช้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด สร้างจังหวะระทึกขวัญในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยพล็อตว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปงานศพแม่ แต่ต้องเปลี่ยนแผนกลางคันเมื่อต้องรีบไปเคลียร์ข้อหาการรับสินบน แต่ระหว่างทางก็ดันชนคนตาย ประจวบกับข้างหน้าก็มีด่านตรวจ ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นความซวยที่กำลังถาโถมเข้ามา
3. Blue Ruin (2013)
แบบแผนอย่างหนึ่งของหนังแนวล้างแค้นคือ มักออกแบบคาแรคเตอร์ฝั่งผู้ทวงแค้นให้ดูเฉลียวฉลาด เพียบพร้อมด้วยศิลปะป้องกันตัว ช่ำชองการใช้อาวุธ ทำให้ดูเป็นภัยคุกคามที่น่าเกรงขามต่ออีกฝ่าย แต่หนังเรื่องนี้กลับต่างกัน ตัวเอกเป็นเพียงหนุ่มเซอร์คนหนึ่งที่ต้องการล้างแค้นฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ แต่กลับไม่มีสกิลด้านนี้เลย เรียกว่าไร้สัญชาตญาณการเป็นผู้ฆ่าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนั่นเองก็เป็นความดิบ ความสนุกของหนังในความทุลักทุเล และสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจกับการที่ต้องเอาใจช่วยตัวเอกให้รอดพ้นจากการตามฆ่าและล้างแค้นให้สำเร็จ
2. Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017)
บ่อยครั้งที่การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มักถูกใช้เป็นชนวนแห่งการล้างแค้นในกลุ่มหนังรีเวนจ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อผู้เป็นแม่ที่นำแสดงโดย F.McDormand ต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกสาวในคดีฆ่าข่มขืน ที่จนแล้วจนรอดเหล่าตำรวจก็ไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้ แน่นอนว่าหนังไม่ได้มุ่งในการสืบสวนหาตัวคนร้าย หากแต่เป็นความคบแค้นที่สุมในอกตัวละคร มาระเบิดออก สร้างผลกระทบโดยรอบและไม่สนกรอบของศีลธรรม ซึ่งบทตำรวจของ Sam Rockwell ที่ดูจะเป็นคู่กัดของแม่รายนี้ในช่วงแรก ดูเป็นการจับคู่ที่ลงตัว มีความกวนและลูกบ้าแบบถึงลูกถึงคนเช่นกัน
1. Inglourious Basterds (2009)
น้อยคนนักที่จะปฏิเสธว่านี่คือหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างนาซีเยอรมันและชาวยิว ออกมาได้สะเด็ดสะเด่าถึงพริกถึงขิงมากที่สุด เห็นได้ชัดตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อนายทหารชั้นสูงผู้เชี่ยวชาญการล่าชาวยิว มาสอบปากคำครอบครัวชาวไร่ที่สงสัยว่าอาจมีคนเชื้อสายยิวหลบซ่อนอยู่ นับเป็นฉากที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเชือดเฉือนคม ที่กดดันและเล่นกับความรู้สึกของคนดูได้ดี นั่นก็เป็นเพียงแค่ปฐมบทจากเรื่องราวห้าบท ที่แต่ละบทจะมีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเนื้อหาและตัวละคร มีลูกบ้า ลูกกวน ความรุนแรง และมีโมเม้นท์ที่น่าจดจำอยู่มากมาย
.
.
.
.
.
.
.

ทวิตเตอร์เพจ @Review_Me_ พูดคุยหนังเเละซีรีส์
ขออนุญาตฝากเพจนะครับ
https://www.facebook.com/Criticalme
เเละขออนุญาตฝากไอจีเพจด้วยนะครับ @review_me__
เป็นพื้นที่สำหรับรีวิวหนังสือนิยายต่างๆโดยเฉพาะแนวสืบสวน
10 หนังอาชญากรรมตลกร้าย ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21
'หนังตลกร้าย' คือหนังที่มีพื้นฐานความเป็นคอมเมดี้ ที่อาจมีส่วนผสมของหนังรัก ดราม่า ระทึกขวัญ อาชญากรรม หรือไซไฟ ซึ่งหัวใจสำคัญของหนังประเภทนี้คือ การสอดแทรกเนื้อหาเสียดสี ล้อเลียนทั้งด้านสังคมหรือเรื่องใกล้ตัว ผ่านบทสนทนา และการกระทำของตัวละคร รวมไปถึงการเล่นกับความหายนะหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ
และสำหรับลิสต์นี้ 'อาชญากรรมตลกร้าย' ส่วนเนื้อหาที่ปรากฏมีการพูดถึงการกระทำความผิด การทำร้ายร่างกาย การฆ่า ปล้น หรือการกระทำต่างๆนานาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
10. Hot Fuzz (2007)
เป็นความแปลกและสร้างสรรค์ของ Edgar Wright ในการผสมแนวดราม่า แอคชั่น คอมเมดี้ และซัสเพนส์ เพื่อสร้างหนังล้อเลียนที่ได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้หนังจะเน้นความเป็นคอมเมดี้ ที่มอบความตลกจากคาแรคเตอร์ การหยอกล้อขนบกลุ่มหนังตำรวจคู่หู หนังเชือด และหนังซอมบี้ แต่ปมหลักของเรื่องในการสืบสวนปมฆาตกรรมก็ทำได้อย่างชาญฉลาด และยากต่อการคาดเดาเมื่อมีการตลบหลังแพทเทิร์นของหนังสืบสวนที่พยายามสร้างเงื่อนไข แรงจูงใจที่ซับซ้อนของฆาตกร โดยพล็อตหนังว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่ถูกสั่งย้ายไปประจำการในเขตชนบท แล้วต้องไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
9. Lucky Number Slevin (2006)
นับเป็นอีกหนึ่งหนังที่มีสไตล์คล้ายคลึง Quentin Tarantino ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมทั้งความแพรวพราวในการเล่าที่ผสมเทคนิค non-linear บทไดอะล็อกกวนๆ สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การเปลี่ยนมู้ดโทนฉับไว รวมไปถึงความรุนแรงเลือดสาด ส่วนองค์ประกอบที่ดูผิดแปลกไปจากทาแรนติโนสไตล์ก็คือความซับซ้อนของพล็อตที่ Jason Smilovic พยายามซ้อนพล็อตหลักไว้กับพล็อตรอง เส้นเรื่องหลายชั้นเพื่อสร้างเซอร์ไพรส์หลายๆโมเม้นท์ ซึ่งหนังพูดถึงเรื่องราวของหนุ่มที่ถูกเข้าใจผิดจากหัวหน้าแก๊งมาเฟียสองฝ่ายว่าเป็นชายคนหนึ่งที่เป็นหนี้ก้อนโต และนั่นก็นำไปสู่เรื่องราวอันยุ่งเหยิง
8. The Nice Guys (2016)
บางทีมันอาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะเห็น Ryan Gosling ถูกปู้ยี่ปู้ยําจนหมดคราบสุดหล่อมาดเนี้ยบอย่างภาพจำของใครหลายคน ซึ่งเขาต้องรับบทหนุ่มนักสืบเอกชนที่ต้องร่วมมือกับนักเลงขาใหญ่เพื่อสืบหาการหายตัวไปของหญิงสาวรายหนึ่ง แน่นอนว่าจุดแข็งของหนังคือโทนคอมเมดี้ตลกร้ายที่มาจากบทพูด บริบทโดยรอบทั้งตัวละครและสถานการณ์ที่ยู่เหนือการควบคุม จนนำไปสู่ความยุ่งเหยิงที่โหดร้ายกับตัวละครแต่บันเทิงสำหรับคนดู ส่วนพล็อตของการสืบสวนก็ทำได้น่าติดตาม ดูไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคอมเมดี้สืบสวนหลายๆเรื่อง และที่สำคัญคือเฉลยปมได้ค่อนข้างดี
7. I Don't Feel at Home in This World Anymore. (2017)
จากหนุ่มนักล่ามาดเซอร์ใน Blue Ruin จนตอนนี้ตัวของ Macon Blair ได้ลองลิ้มรสงานผู้กำกับรวมไปถึงงานเขียนบทกับหนังตลกร้ายชื่อยาวที่ดูหลุดโลก ดูเพี้ยน ประกอบกับความรุนแรงเลือดสาดที่ดูดิบอย่างถึงลูกถึงคน โดยหนังพูดถึงความเป็นจริงของสภาพสังคมยุคปัจจุบัน โลกที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว ไร้มารยาททางสังคม ไม่เคยสนใจใยดีความรู้สึกของผู้อื่น นี่แหละเป็นมุมมองที่สะท้อนผ่านสายตาของตัวเอกสาวบ้านๆที่ต้องการตามล่าโจรที่มายกเค้าบ้านของเธอ
6. Wild Tales (2014)
หกเรื่องสั้นที่มีพล็อตต่างกันและเนื้อหาไม่มีความเชื่อมโยงกัน แต่คอนเซ็ปต์พูดถึงสิ่งที่เหมือนกันคือ “สัญชาตญาณเเห่งความรุนเเรง” ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนเมื่อถูกกระทำจนเกินขอบเขตความอดกลั้น และปลดปล่อยออกมาในรูปแบบการแก้แค้น อีกทั้งแต่ละเรื่องสั้นยังสอดแทรกการวิพากษ์สถาบันครอบครัว สังคม และหน่วยงานรัฐบาลได้อย่างเจ็บแสบ ที่สำคัญหนังยอดเยี่ยมในการจัดสรรช่วงเวลาของแต่ละเรื่องได้อย่างพอเหมาะต่อการมอบความบันเทิง ทั้งในแง่ความระทึกขวัญ และอารมณ์ขันตลกร้ายจากบทสนทนาและการสร้างสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือช่วงจังหวะวายป่วงที่ตัวละครต้องเผชิญ
5. In Bruges (2008)
หลังจากเรื่องนี้เข้าฉาย Martin McDonagh ก็กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนหมู่มากในทันที มีกระแสชื่นชมต่อตัวหนังมากมาย โดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่สะท้อนเรื่องของบาปและศีลธรรมที่อยู่ในตัวของมนุษย์ผ่านเรื่องราวของมือปืนนักฆ่าสองคนที่ถูกสั่งให้มาปฏิบัติภารกิจที่เบลเยียม และนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่จะได้ทบทวนเรื่องราวของอนาคต ซึ่งความสนุกของหนังคือการเฝ้ามองตัวละครที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และที่สำคัญคือการรับรู้ชะตากรรมและความเป็นจริงของตัวละครผ่านสนทนาที่เป็นตัวขับเคลื่อนหนังซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ดูจริงจัง แต่ก็มอบความบันเทิงในเชิงขบขันตลกร้ายได้เป็นอย่างดี
4. A Hard Day (2014)
ขณะที่ตัวละครกำลังพบกับหายนะที่ถาโถมเข้ามา คุณอาจรู้สึกสนุกและชื่นชอบที่จะได้เห็นสิ่งเหล่านั้น แต่ลึกๆแล้วคุณก็รู้สึกเห็นใจและลุ้นให้ตัวละครผ่านเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นไปให้ได้แม้ว่าเขาคนนั้นอาจไม่ใช่คนดีมากนัก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ที่ดูขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นกับคนที่รับชมหนังเรื่องนี้ จากผลงานเปิดตัวของ Kim Sung-Hoon ที่ทำได้ดีเยี่ยมทั้งด้านกำกับและการเขียนบทลักษณะประดิษฐ์พล็อตโดยใช้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด สร้างจังหวะระทึกขวัญในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยพล็อตว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปงานศพแม่ แต่ต้องเปลี่ยนแผนกลางคันเมื่อต้องรีบไปเคลียร์ข้อหาการรับสินบน แต่ระหว่างทางก็ดันชนคนตาย ประจวบกับข้างหน้าก็มีด่านตรวจ ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นความซวยที่กำลังถาโถมเข้ามา
3. Blue Ruin (2013)
แบบแผนอย่างหนึ่งของหนังแนวล้างแค้นคือ มักออกแบบคาแรคเตอร์ฝั่งผู้ทวงแค้นให้ดูเฉลียวฉลาด เพียบพร้อมด้วยศิลปะป้องกันตัว ช่ำชองการใช้อาวุธ ทำให้ดูเป็นภัยคุกคามที่น่าเกรงขามต่ออีกฝ่าย แต่หนังเรื่องนี้กลับต่างกัน ตัวเอกเป็นเพียงหนุ่มเซอร์คนหนึ่งที่ต้องการล้างแค้นฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ แต่กลับไม่มีสกิลด้านนี้เลย เรียกว่าไร้สัญชาตญาณการเป็นผู้ฆ่าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนั่นเองก็เป็นความดิบ ความสนุกของหนังในความทุลักทุเล และสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจกับการที่ต้องเอาใจช่วยตัวเอกให้รอดพ้นจากการตามฆ่าและล้างแค้นให้สำเร็จ
2. Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017)
บ่อยครั้งที่การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มักถูกใช้เป็นชนวนแห่งการล้างแค้นในกลุ่มหนังรีเวนจ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อผู้เป็นแม่ที่นำแสดงโดย F.McDormand ต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกสาวในคดีฆ่าข่มขืน ที่จนแล้วจนรอดเหล่าตำรวจก็ไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้ แน่นอนว่าหนังไม่ได้มุ่งในการสืบสวนหาตัวคนร้าย หากแต่เป็นความคบแค้นที่สุมในอกตัวละคร มาระเบิดออก สร้างผลกระทบโดยรอบและไม่สนกรอบของศีลธรรม ซึ่งบทตำรวจของ Sam Rockwell ที่ดูจะเป็นคู่กัดของแม่รายนี้ในช่วงแรก ดูเป็นการจับคู่ที่ลงตัว มีความกวนและลูกบ้าแบบถึงลูกถึงคนเช่นกัน
1. Inglourious Basterds (2009)
น้อยคนนักที่จะปฏิเสธว่านี่คือหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างนาซีเยอรมันและชาวยิว ออกมาได้สะเด็ดสะเด่าถึงพริกถึงขิงมากที่สุด เห็นได้ชัดตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อนายทหารชั้นสูงผู้เชี่ยวชาญการล่าชาวยิว มาสอบปากคำครอบครัวชาวไร่ที่สงสัยว่าอาจมีคนเชื้อสายยิวหลบซ่อนอยู่ นับเป็นฉากที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเชือดเฉือนคม ที่กดดันและเล่นกับความรู้สึกของคนดูได้ดี นั่นก็เป็นเพียงแค่ปฐมบทจากเรื่องราวห้าบท ที่แต่ละบทจะมีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเนื้อหาและตัวละคร มีลูกบ้า ลูกกวน ความรุนแรง และมีโมเม้นท์ที่น่าจดจำอยู่มากมาย
.
.
.
.
.
.
.
ทวิตเตอร์เพจ @Review_Me_ พูดคุยหนังเเละซีรีส์
ขออนุญาตฝากเพจนะครับ
https://www.facebook.com/Criticalme
เเละขออนุญาตฝากไอจีเพจด้วยนะครับ @review_me__
เป็นพื้นที่สำหรับรีวิวหนังสือนิยายต่างๆโดยเฉพาะแนวสืบสวน