ศัตรูโซเวียตรัสเซียที่ถูกไล่ล่าและฆ่าทิ้งในต่างชาติ 3 ราย

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

Girls und Panzer Katyusha 
เพลงนี้มีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อตอนที่นาซีเยอรมันโจมตีสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ทำให้ทหารรัสเซียต้องเคลื่อนทัพไปแนวหน้าเพื่อต่อสู้กับนาซีเยอรมัน
มีกลุ่มนักเรียนหญิงจากโรงเรียนช่างอุตสาหกรรมในมอสโคว
ต่างมารวมตัวกันร้องเพลงนี้เพื่อส่งทหารรัสเซียไปรบในแนวหน้า
ทำให้ทหารรัสเซีย/ชาวบ้านที่ได้ฟังเพลงนี้
รู้สึกซาบซื้งตรึงใจกับเพลงนี้มาก จึงกลายเป็นเพลงยอดนิยม
©  ลูกศร ต้นนที




หลังจากสูญสิ้นอำนาจเพราะต่อกรกับ Joseph Stalin
Leo Trotsky พบว่าตนเองอยู่ภายใต้สถานะการณ์ที่ล่อแหลมมาก
Mary Evans Picture Library/Global Look Press



หน่วยสืบราชการลับรัสเซียในทศวรรษ 1930-50
ไม่เคยเกรงกลัวที่จะกำจัดศัตรูที่มีปัญหาด้วยการฆ่าทิ้ง
เรื่องราวของศัตรูของรัฐ 3 คนซึ่งถูกสังหารทิ้งในต่างชาติโดยสายลับรัสเซีย
" จะไม่มีความปราณีต่อสายลับและคนต่อทรยศต่อมาตุภูมิ "
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์พรรคบอลเชวิค Bolshevik ในปี 1937
วาทกรรมนี้ คือ คำขวัญของหน่วยสืบราชการลับรัสเซีย
คำว่า ทรยศ หมายถึง ใครก็ตามที่กระทำการใด ๆ
ที่เป็นอันตรายต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และผลประโยชน์ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่

สายลับรัสเซียจะทุ่มเทเงินทอง/ความพยายามอย่างเต็มที่
ในการกำจัดศัตรูของรัฐ แม้ว่าศัตรูเหล่านี้จะอาศัยอยู่ห่างไกลจากรัสเซียก็ตาม
วิธีการกำจัดคู่ต่อสู้/คู่แข่งทางการเมืองเป็นที่นิยมกันมาก
โดยเฉพาะภายใต้การปกครองในยุค Joseph Stalin
ซึ่งได้รับการยืนยันหลังการตายแล้ว



1.


Alexander Kutepov - ผู้นำขบวนการฝ่ายขาว White Movement ในยุโรป Legion Media
Alexander Kutepov (1882 - 1930)
นายพลที่เป็นข้าราชบริพารจักรพรรดิ์รัสเซีย
ผู้อุทิศชีวิตเพื่อรับใช้สถาบันกษัตริย์ราชวงศ์โรมานอฟ
ท่านเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการกองทัพบก
เป็นผู้นำกลุ่มฝ่ายขวาต่อต้านกลุ่มคอมมิวนิสต์(ฝ่ายซ้าย)
ในช่วงสงครามกลางเมือง (1917-1922)

แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการฝ่ายขาว White Movement
กลับประสบความล้มเหลวในที่สุด

ในปี 1920 ท่านจึงหนีไปยุโรป
และได้เป็นประธานสหภาพทหารรัสเซีย
Russian All-Military Union (ROVS)
องค์กรเคลื่อนไหวขบวนการฝ่ายขาวที่นิยมกษัตริย์
ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะพวกบอลเชวิค
ในฐานะประธาน ROVS จึงได้สั่งการ
ให้ทำการก่อการร้ายในรัสเซียหลายจุด
เช่น การวางระเบิดใน Central Club of the Party
ของพรรคคอมมิวนิสต์ในเมือง Leningrad
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ท่านจะต้องถูกตอบโต้กลับจาก
เจ้าหน้าที่รัฐ OGPU (Joint State Political Directorate)

ข้อมูล/พยานหลักฐานอย่างไม่เป็นทางการ
ยังไม่มีความชัดเจนว่า Alexande Kutepov ตายเพราะสาเหตุใด
เพราะครั้งสุดท้ายยังมีคนเห็นท่านใช้ชีวิตอยู่ในกรุงปารีส

ในวันที่ 26 มกราคม 1930
ตามบันทึกของ Pavel Sudoplatov อดีตสายลับโซเวียต
สายลับรัสเซีย 2 คนแต่งตัวเป็นตำรวจฝรั่งเศส
สั่งให้ Alexander Kutepov หยุดบนท้องถนนและพาท่านไปที่รถยนต์
หลังจากท่านได้ยินคำพูดภาษารัสเซียจากตำรวจปลอม
Alexander Kutepov จึงเริ่มต่อสู้และเสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอาการโรคหัวใจวาย

แต่อีกกระแสข่าวระบุว่า
สายลับรัสเซียพยายามลักพาตัว
Alexander Kutepov ไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่ง
บังเอิญฉีดมอร์ฟีนมากเกินไปทำให้เสียชีวิตทันที




2.


Leon Trotsky - ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เสื่อมเสีย
ขณะให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักลี้ภัยแห่งใหม่
พิพิธภัณฑ์ของ Leon Trosky ที่เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
Leon Trotsky เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1940 ในเม็กซิโก
เป็นเหยื่อของการถูกสังหารทิ้ง / DPA/Global Look Press
ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองภายในรัสเซีย
Leon Trotsky (1879 – 1940)
คือ ผู้นำคอมมิวนิสต์หมายเลข 2
และผู้บัญชาการทหาร/ผู้ก่อตั้งกองทัพแดง
ชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า สหายหมายเลขสองของพรรค
เพราะความสำคัญในการติดตามรับใช้เลนินอย่างใกล้ชิด
รวมทั้งมีข้อคิดข้อเขียนแนวคิดทฤษฏีคอมมิวนิสต์ไม่ด้อยกว่าเลนิน
ความนิยมและอิทธิพลของ Leon Trotsky
ดูเหมือนว่าไม่ใครจะทำร้ายหรือโค้นล้มลงได้
แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ว่าเรื่องนี้ผิดพลาดและไม่จริง

หลังจากการเสียชีวิตของ Lenin ในปี 1924
สตาลินค่อย ๆ บีบ/กำจัดผู้สนับสนุนทรอตสกี้
ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์/รัฐบาลโซเวียตรัสเซีย
แล้วรวบอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือในปี 1927

ทรอตสกี้ถูกขับไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์
และต่อมาไม่นานก็ถูกเนรเทศออกจากรัสเซีย
มีประเทศหนึ่งในยุโรปได้ปฏิเสธรับการขอลี้ภัย
เพราะสตาลินกดดันอย่างแรง
จึงต้องหนีไปลี้ภัยที่ซึกโลกอีกด้านหนึ่ง ที่เม็กซิโก

แต่แล้วสตาลินรู้ทันทีว่า
การปล่อยศัตรูหนีไปต่างชาติกลายเป็นความผิดพลาด
แม้ว่าทรอตสกี้จะถูกเนรเทศออกไปจากรัสเซียแล้ว
แต่ท่านยังคงตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือ บทความ แถลงการณ์ต่าง ๆ
ประณามระบอบการปกครองของสตาลิน
ว่าเป็นลัทธิแก้ไม่ใช่อุดมการณ์ลัทธิมาร์กซิสต์
และไม่ได้ทำการปฏิวัติเพื่อชนชั้นกรรมาชีพ/ชาวนา
ทั้งยังพยายามสร้างขบวนการสังคมนิยมนานาชาติ
เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการของสตาลิน
ดังนั้น สตาลินจึงตัดสินใจว่าต้องกำจัดศัตรูรายนี้ทิ้ง

Pavel Sudoplatov รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของ NKVD ในช่วงนั้น
จึงได้เริ่มวางแผนลอบสังหารทรอตสกี้
โดยมอบหมายให้ Ramón Mercader สายลับชาวสเปญที่นิยมสตาลิน
ไปแกล้งทำตัวเป็นผู้สนับสนุน/ชื่นชอบทรอตสกี้
มักจะไปแวะเยี่ยมทรอตสกี้ใน Coyoacán
ทำให้เข้าถึงวงในและไปที่บ้านพักได้

วันที่ 20 สิงหาคม 1940
ทั้งคู่อยู่ด้วยกันสองต่อสองในบ้านพักทรอตสกี้
ในขณะที่ทรอตสกี้ก้มลงอ่านกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ
Mercader ได้แอบย่องเดินเข้าไปด้านหลัง
แล้วจามหัวทรอตสกี้ด้วยขวานจามน้ำแข็ง
จนทำให้ทรอตสกี้บาดเจ็บสาหัส
มีแผลที่หัวลึกประมาณ 7 เซนติเมตร
แต่กินเวลาเป็นวันกว่าจะตาย

Ramón Mercader ถูกศาลเม็กซิโกตัดสินจำคุก 20 ปี
ในปี 1960 จึงได้รับการปล่อยตัว/รอการเนรเทศ
แต่ Ramón Mercader ขอย้ายไปอยู่ที่สหภาพโซเวียต
และได้รับเหรียญ Hero of the Soviet Union
ก่อนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งและถูกฝังศพอยู่ใน Moscow






ขวานจามน้ำแข็ง Ice Axe ที่ฆ่าทรอตสกี้ © https://goo.gl/hzECvA



3.


Stepan Bandera - สัญลักษณ์ลัทธิชาตินิยมยูเครน  CTK/Global Look Press
จนกระทั่งทุกวันนี้ Stepan Bandera (1909-1959)
ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด
หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย
แต่ชาว Ukrainians ส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่า
ท่านเป็นนักสู้เพื่อเสรีภาพที่นำการเคลื่อนไหวต่อต้านโปแลนด์
และต่อต้านรัสเซียในยูเครนตะวันตกในทศวรรษ 1920-1930

แต่ก็ยังมีชาวยูเครนและชาวรัสเซียที่สนับสนุนสหภาพโซเวียต
ต่างประณามท่านที่เคยร่วมมือกับพวกนาซีเยอรมันนี
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสังหารหมู่พลเรือนผู้บริสุทธิ์
แต่มีเรื่องหนึ่งที่แน่นอนคือ ท่านถูกหมายหัวไว้แล้วโดยรัสเซีย

ในช่วงต้นทศวรรษ 1950
Stepan Bandera อดีตนักโทษในค่ายกักกันเชลยศึก Sachsenhausen ในมิวนิค
ได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองตะวันตกที่มี CIA เป็นแกนนำ
เพราะหวังว่าถ้าทำลายคอมมิวนิสต์จะทำให้ยูเครนมีเอกราช

ดังนั้น ท่านจึงตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารหลายครั้ง
ผู้สนับสนุนท่านจึงได้ขอร้องให้ท่านหลบหนีไประยะหนึ่ง
ท่านก็เห็นชอบด้วยกับเรื่องนี้และตอบตกลง

แต่การลอบสังหารครั้งสุดท้ายประสบความสำเร็จ
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959
Bohdan Stashinsky สายลับของ KGB
ได้แอบซุ่มตัวรอคอยอยู่ที่ทางเข้าบ้านพัก
ของ Stepan Bandera ใน Munich
พร้อมกับปืนลมที่บรรจุกระสุนสารหนู Cyanide
ที่ซ่อนไว้ในหนังสือพิมพ์ที่พับไว้

" แก มาทำอะไรที่นี่ "
Stepan Bandera ถาม Bohdan Stashinsky
ก่อนที่จะถูกยิงด้วยปืนลมที่มีกระสุนอาบยาพิษ

Bohdan Stashinsky ได้หลบหนีคดีอาญานานถึง 2 ปี
โดยหลบหนีเข้าไปอยู่ในเยอรมันนีตะวันออก
ซึ่งเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียตแกนนำกลุ่ม Warsaw
(Putin เคยทำงานที่นี่ทำให้พูดภาษาเยอรมันได้เป็นอย่างดี)

ก่อนที่ผู้ร้ายฆ่าคนจะหลบหนีออกมาพร้อมกับภริยา
โดยลอบเดินทางเข้ามาในเยอรมนีตะวันตก
ซึ่งเป็นรัฐบริวารของสหรัฐอเมริกา แกนนำกลุ่ม Nato
และขอลี้ภัยทางการเมืองที่นั่น
โดยรับสารภาพว่า ตนเองคือคนที่ลอบสังหาร Stepan Bandera
แต่ทางการเยอรมันนีปฎิเสธคำขอและตัดสินจำคุก 4 ปี
หลังจากได้รับอิสรภาพแล้ว ก็ขอลี้ภัยไปอยู่ที่สหภาพแอฟริกาใต้
โดย CIA ช่วยเหลือเปลี่ยนแปลงหลักฐานต่าง ๆ
รวมทั้งจัดหาที่อยู่เพื่อป้องกันการถูกลอบสังหาร



เรียบเรียง/ที่มา

https://goo.gl/6ceNhc





แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่