หากใน 5 ปีข้างหน้า คนแห่มาใช้รถไฟฟ้ามากกว่า 50%

หากใน 5 ปีข้างหน้า คนแห่มาใช้รถไฟฟ้ามากกว่า 50% ท่านคิดว่าน้ำมันจะถูกลงมากๆหรือไม่ครับ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11
Bloomberg  เคยออกบทวิเคราะห์ว่า

ด้วยเทคโนโลยี่ การผลิตแบตสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ามาก
อย่างเร็วที่สุด ปี 2030  ราคารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า จะมีราคาเทียบเท่ารถยนต์ที่ใข้น้ำมันครับ

ก็คงรอจนใกล้ๆปึ  2030 มังครับ  

เมื่อนั้น พอราคาแบตต่ำลง   เชื่อว่า ผู้ผลิตน้ำมัน คงกดราคาน้ำมันดิบลงไปอีก   จนทำให้ ราคานึงที่เข้าสู่สมดุล  คือ น้ำมันก็ขายได้   รถไฟฟ้าก็ขายได้

ประเทศที่มีน้ำมันเย่อะๆและค่าการขุดมาใช้ไม่แพง แบบซาอุ  เวเน  ก็คงไม่ปล่อยให้น้ำมันดิบที่อยู่ใต้ดิน อยู่อย่างนั้น   เมื่อขุดแล้วมีกำไร  ก็ขุดมาขาย  แค่นั่นเอง

ในระยะยาว เมื่อจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ขยายตัวมาก    จะทำให้ราคาน้ำมันดิบ ไม่สามารถตั้งราคาสูงมากๆได้     ทำให้พวกกลุ่มต้นน้ำของน้ำมันดิบเช่น  ปตทสผ  จะเหนื่อยมากๆ  เพราะกำไรมีน้อยลงเย่อะ  เนื่องจากค่าการขุดเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างคงที่  รวมทั้งยอดปริมาณการขายก็ไม่เพิ่ม  เนื่องจากคนหันไปใช้รภไฟฟ้ามากขึ้น

ส่วนกลางน้ำยังไงๆ ก็ได้ค่าการกลั่น   คงไม่มีใครกลั่นให้ฟรีๆ     แต่ที่สำคัญ คือ  โรงกลั่นใหม่ๆ  อาจจะไม่เกิดขึ้น   โดยที่ปริมาณการกลั่นคงแป๊กที่จุดๆนึงครับ    เดาว่า นั่งกินนอนกินกับค่าการกลั่นไปเรื่อยๆ

ในส่วนโรงกลั่น  เชื่อว่ส สามารถลงทุน ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ให้กลัานออกมาเป็น สินค้ากลุ่ม เปโตรฯ

ยกเว้นว่า จะเกิดกรณี  แบต ถูกมากๆๆๆๆ   จนเมื่อลดราคาน้ำมันดิบถึงจุดนึง  ไม่คุ้มกับการขุดมาใช้เพื่อทำเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์  ก็คงมีปริมาณการขุดเพื่อทำสินค้าเปโตรฯ อย่างเดียวครับ  พลาสติก ยังไงๆ ก็ครองโลกครับ

ต้นทุนการขุดน้ำมันดิบของซาอุ  อยู่ที่  10 usd ต่อ บาร์เรล ครับ

ส่วนเชลออย์ เห็นว่า 30-40 usd
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่