แต่งนิยายแฟนตาซีครั้งแร้กช่วย ตำหนิติเตือนด้วยนะครับ Silver eye Queen

บทนำ
ในยุคปี 3013 โลกมนุษย์ชาติก้าวไกลและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทุกคนสื่อสารกันเพียงแค่สัมผัส อุปกรณ์เทคโนโลยี
เราเคลื่อนทีไปสถานที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ทุกสถานที่บนโลก ล้วนสวยงาม พาหนะใช้พลังงานไฟฟ้าเกือบ 70% มนุษย์ทุกคนสามารถสวมใส่ลองเท้าที่สามารถลอยได้ อาหารการกินสามารถรักษาอายุได้ยาวมากขึ้นเกือบ 2 เท่าด้วยวิทยาศาตร์ สั่งซื้อของได้ทั่วโลกจัดส่งไม่เกิน 24 ชั่วโมง กลางคืนมนุษย์ทุกคนสามารถมองดาว และดวงดาวได้ชัดเจนและสวยงามมากขึ้นโดยที่ไม่มีแสงจากหลอดไฟมาบดบังพวกเราสามารถมองดูได้แม้จะอยู่ในตัวเมืองที่มีแสงไฟระยิบระยับ    เครื่องบินโดยสารสามารถล่องหนได้ในช่วงกลางคืนเพื่อที่จะไม่บทบังวิสัยทัศน์การมองจากทุกคนบนพื้นดิน มีเครื่องตรวจจับสัญญาณ การเดินทางของเครื่องบินทุกชนิดที่เคลื่อนที่และล่องหน     ทุกประเทศอนุรักษ์ ธรรมชาติมากขึ้น ปลูกป่าพืชพันธุ์ต่างๆนาๆ มากถึง ส่งผลให้กาศออกซิเจนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นปีละถึง
ผู้คนที่ยากไร้ ไม่มีที่อยู่ลดลง ความสุขทุกคนบนโลกล้วนมีมากขึ้น      
    ปี 3013 เดือน 3 วันที่ 3 เวลา 21.27 นาที(เวลาสากล) 9.27 PM บนท้องฟ้าที่ปกติมองดาวและดวงดาวได้อย่างชัดเจน  ก็เกิดกลุ่มก้อนสีดำคล้ายหมอกควันเริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มใหญ่และใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ 21.30 นาที (9.30 PM) หมอกควันสีดำขยายและกว้างออกปกคลุมท้องฟ้าหลาย 10 กิโลเมตร ทุกสายตาบนพื้นดินจับจ้องไปบนฟ้า ทุกการสื่อสารทุกตัดขาดแสงไฟเริ่มดับเมืองใหญ่ที่ครึกครื้นเสียงดังผู้คนสนุกสนาน นั้นหยุดลง 21.45 นาที (9.45 PM) ประชาชนบนพื้นดินเงียบสนิทราวกับถูกปิดสวิต ทุกคนบนพื้นดินเห็นสิ่งๆเดียวที่เหมือนกันบนท้องฟ้าคือกลุ่มหมอกควันสีดำที่กำลังจะตกลงสู่พื้นดิน เพียงไม่กีนาทีหมอกควันได้ปกคลุมพื้นดินจนไม่สามารถมองเห็นผู้คนข้างกายได้อย่างชัดเจนมีเพียงเสียงพูดคุยที่ส่งเสียงฮือฮาเรียกหากัน  ในเวลาต่อมาไม่มีกี่นาทีเริ่มมีเสียงเด็กร้องไห้เสียงของความเจ็บปวดจากหนุ่มสาวและเสียงกรีดร้อง เหมือนถูกกรีดกระชาก ผู้คนเริ่มหวาดกลัวชุลมุนส่งเสียงตะโกน ทุกคนล้วนวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
    ปี 3013 เดือน 3 วันที่ 3 เวลา 22.00 นาที(เวลาสากล) 10.00 PM กลุ่มก้อนหมอกควันสีดำค่อยๆเคลื่อนที่และจางหายไป ผู้คนที่วิ่งหนีจากปลายหมอกควันสีดำ ล้วนได้รับบาดเจ็บบางรายมีแต่รอยขีดข่วน บางรายบาดเจ็บจากการหกล้มชุลมุน บางรายแผลเหวอะที่ไหล่ซ้ายเหมือนถูกมีดดาบฟันกรีดยาวลงจนถึงข้อศอก บางรายพยายามร้องเรียกหาคนที่รักคนข้างกาย  แต่เมื่อหมอกควันจางหายไปจนสามารถมองเห็นตัวเมืองได้ ทุกอย่างล้วนน่าสยดสยอง กลิ่นคาวเลือด ฟุ้งไปทั่วเมือง ผู้คนที่เห็นบางรายร้องไห้เหมือนจะขาดใจตาย บางรายอ้วกอาเจียนเป็นเลือด บางรายไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นความจริง บางรายสลบจากกลิ่นคาวและภาพที่เห็น สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นคือ ศพของผู้คนเสียชีวิต บางราย ศริษะไม่เหลืออยู่ บางรายของเหลวทะลุออกจากร่างกาย หรือแม้กระทั่งไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตรงหน้านี่คือสิ่งที่เคยเรียกว่ามนุษย์
    กลุ่มก้อนหมอกที่เคลื่อนที่ไปตลอดเส้นทางนั้นเกิดขึ้นเหมือนๆกัน รัฐบาลโลก ทุกประเทศล้วนประกาศเตือนประชาชนของตัวเองอย่างรวดเร็ว และแล้วกลุ่มก้อนหมอกควันสีดำก็ได้ไปหยุดอยู่กลางทะเลและขยายขึ้นเรื่อยๆประชากรทุกประเทศที่อยู่ใกล้กับหมอกควันทุกคนล้วนอพยพการมาของกลุ่มหมออกควันนี้ทำให้ประชากรลดลงถึง 10% ทั่วโลกใน ปี 3013 เดือน 6 กลุ่มหมอกควันสีดำได้ขยายอนาเขตและหยุดตัวลงความกว้างใหญ่และขนาดของมัน กินเนื้อที่โลกไป เกือบ 20% ทหารทุกประเทศทั่วโลกล้วนจับตามองสิ่งที่ตามติดมาจากหมอกควัน และได้เห็นสิ่งมีชีวิต ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  






บทที่ 1
คำขอร้อง

    ปี 3013 เดือน 3 วันที่ 3 เวลา 9.00 น. (9.00 AM) กรุงเทพฯ
    วันหยุดของปะป๊าและหม่าม๊า แต่หนูต้องไปเรียนพิเศษ วันนี้อากาศร้อนและแดดแรงมาก แต่หนูก็ได้กลิ่นของน้ำ คิดว่าวันนี้ต้องฝนตกแน่ๆก็เลยเอาร่มที่หม่าม๊าซื้อให้ตอนวันเกิดติดไปด้วย  ฮิฮิ  หนูชื่อ “ภัสรา” ค่ะ ตอนนี้หนุอายุ 6 ขวบสิ่งที่หนูชอบที่สุดคือทำอาหารเพราะหนูชอบกินมากๆทุกครั้งที่ทำอาหารจะกินหมดไม่เหลือเศษอาหารแม้แต่นิดเดียวเลย เพราะหม่าม๊ะสอนหนูไว้ มีคนอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสได้ ทำและรับประทานเหมือนหนู อย่าทำเหลือทิ้งให้ทำพอดีอย่าทำเยอะไม่งั้นหนูจะอ้วน (อ้วนคืออะไร?) สิ่งที่หนูไม่ชอบ ก็มีเยอะแยะแต่ที่ไม่ชอบที่สุดคืออากาศ “หนาวจัด” แต่ถ้ามีผ้าอุ่นๆให้ก็ไม่เป็นไร ไม่ถึงกับไม่ชอบซะเลย เพราะเวลาอากาศหนาวจัดปะป๊าจะเอาผาพันคอมาพันที่คอของหนูแล้วกอดหนูอยู่เสมอๆ หนูรักปะปีษกับหม่าม๊าที่สุดเลย
9.05 น. (AM)
ปะป๊า : ภัสลูกจะเอาร่มไปทำไม? เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปรับไปส่งไม่ได้โดนแดดร้อนนานๆซะหน่อยนิลูก?
ภัส : หนุเอาไปกันฝน “D
ปะป๊า : ???? (มองไปน้อกบ้านแล้วมองดูบนฟ้า)
      : ฝนไม่น่าจะตกนะภัส?
ภัส : (ทำสายตาจริงจังมองไปในตาปะป๊า) ตกซิ!   (แล้วทำหน้าบู้~)
หลังจากที่หนูภัสหันหน้าหนีแล้วรีบขึ้นรถไปพร้อมร่มคันโปรดที่หนูภัสมั่นใจว่าวันนี้ฝนต้องตกอย่างแน่นอน หม่าม๊าที่เห็นเหตุการณ์ ตรงหน้าได้ยิ้มและหัวเราะกับท่าที่ของปะป๊า ที่ยืนมึนงง กับการกระทำของลูกสาวสุดรักครั้งนี้ คุณพ่อคิดในใจ “แดดออกจะแรงขนาดนี้เมฆก็ไม่มีฝนจะตกยังไงหว่า”  
หลังจากขับรถออกจากบ้านก็มุ่งตรงไปในตัวเมือง ส่งหนูภัสเรียนพิเศษหลากหลายวิชา และกีฬาต่างๆหนูภัสมีความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือวิชาเพลงดาบ ฟันดาบ หนูภัสเริ่มเรียนตั้งแต่ 4 ขวบ เพียง 2 ปีหนูภัสก็ก้าวขึ้นถึงระดับ 9 ขั้นสูงสุดของวิชาเพลงดาบ เป็นหนูน้อยที่ยิ้มสดใสและเก่งกาจ จนไม่มี เด็กหญิงหรือชาย คนใหนในรุ่นเดียวกับเธอที่สามารถเอาชนะหนูภัสได้แม้แต่คนเดียว
เวลา 16.28 น. (4.28) PM
ภัส : (สายตาเบิกกว้างมองหารถปะป๊า) อ๊ะ! ปะป๊าหม่าม๊า ~
ปะป๊า : เป็นไงมั่งภัสลูกพ่อ วันนี้โดนใครฟาดมั่งรึป่าว~
ทันทีที่ปะป๊ะพูดจบหนูภัสกำลังจะตอบคำถาม   หม่าม๊าได้ตอบสวนแทนทันทีด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
หม่าม๊า : เดี๋ยวคุณจะโดนฉันฟาดแทนเอาใหมค่ะ ที่รัก . . .  (ยิ้มกว้าง)
   ตอนนั้นเองปะป๊าได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วรีบตอบหม่าม๊าทันที
ปะป๊า : ไม่เอาดีกว่าจ่ะ พ่อแค่ห่วงลูกเฉยๆ กลัวว่าจะมีใครบ้างนะ . . . {ที่สามารถเอาชนะลูกสาวของพ่อได้! (น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจในตัวลูกสาวสุดรัก)(สายตาที่มองมายังลูกสาวอย่างอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เปลี่ยมไปด้วยความรัก) ภัสจะต้องโตเป็นสาวน้อยที่สวยงาม ของปะป๊าและหม่าม๊ะแน่ๆเลย}
ภัส : หนูนะหรอ?
ปะป๊า : ใช่แล้ว เพราะหนู อึด ถึก ท…..  (    โอ้ย  !  !  )
ยังไม่ทันสิ้นเสียงกำปั้นของหม่าม๊ะก็ลงมาที่หัวเคกหัวปะป๊า แล้วยิ้มเหมือนเคย (ตอนนี้ภัสคิดว่ารอยยิ้มของหม่าม๊ะนั้นชั่งน่ากลัว)
ภัส : ฮิ ฮิ ฮิๆ
หม่าม๊า : มาว่าลูกสาวตัวเองว่า อึด ถึก ทน!! ได้ยังไงกันค่ะ! มันเสียมารยาท นะค่ะ!
ปะป๊า : ขอโทษคร๊าฟๆ! ~~   พ่อก็แค่หยอกลูกสาวแค่นั้นเอง  . . . ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย
หนูภัสได้แต่ยิ้มและหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิๆๆ ตลอดท่าทีของปะป๊าที่เกรงกลัวหม่าม๊าต่อว่า อยู่สักพัก ทุกคนกลับขึ้นรถพร้อมที่จะออกไป รับประทานอาหารน้อกบ้าน วันนี้เป็นวันพิเศษอีก 1 วันที่หนูและครอบครัวได้อยู่ด้วยพร้อมกันไม่ว่าจะไปที่ใหนขอแค่มี ปะป๊า หม่าม๊ะก็เป็นวันพิเศษของหนู
   ระหว่างเดินทางเหตุการ์ณในรถ คำพูดสั่นๆที่เอ่ยลอยมา
ภัส : เมื่อกี้~ ปะป๊า   หมดความเท่เลยนะค่ะ ฮิ ฮิ ฮิ
ปะป๊ะมองดูผ่านกระจกรถ ยิ้มแล้วตอบคำสั่นๆให้หนูภัสนั้นได้แต่ งงในคำๆนั้น
ปะป๊า : เมื่อหนูโตขึ้นสักวันหนูก็จะเข้าใจ (ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม)
ภัส : ???
หม่าม๊า : เมื่อหนูโตขึ้น จะมีใครสักคนที่จะทำและยอมรับหนูไม่ว่าหนูจะทำอะไร ทุกๆอย่างที่หนูเป็นตัวของหนูเอง จะมีคนที่คอยเป็นห่วงอยู่เสมอถึงแม้หนูอาจจะเบื่อแต่ . . . ภัส จำไว้นะคนๆนั้นคือคนที่จะคอยปกป้องหนูและจะไม่มีวันทิ้งหนุไป
ภัส : ก็ปะป๊า กับ หม่าม๊า ยังไงหละค่ะ  . . . ?
หม่าม๊า : ใช่จ่ะตอนนี้หนูมีปะป๊ากับหม่าม๊าอยู่ยังไงหละ (หม่าม๊ะยิ้มอย่างอ่อนโยน)

18.35 น (6.35)PM
ปะป๊าหม่าม๊าและหนูภัสก็ได้เดินทางมาถึง ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือง
ปะป๊า : วันนี้เราจะกินอะไรกันดีนะ~ (ปะป๊าพรึมพรำพร้อมส่ายสายตามองกระจกสายตาตรงมาที่หนูภัส)
ภัส : หนูกินอะไรก็ได้ ขอเป็นขนมนะค่ะ
หม่าม๊า : ไม่ได้นะค่ะ กินขนมก่อน กินข้าวไม่ได้นะจ๊ะ
ภัส : (งื้อออออ)  
   หนูภัสทำหน้าบึ้งตึงเมื่อรู้ว่าหม่าม๊าไม่ให้กินขนม ตามที่ตัวเองอยากกิน  เมื่อทานข้าวเสร๊จแล้วหนูภัส ปะป๊า หม่าม๊า ได้เดินเที่ยวเล่น จนเวลาร่วงเลย 21.00 น. (9.00) PM
หนูภัสรา ปะป๊า หม่าม๊า จับมือกันเตรียมตัวเดินทางกลับไปที่รถและได้เตรียมตัวที่จะกลับบ้าน และเป็นอีก 1 วันพิเศษ ที่วันนี้ได้ทำอะไรพิเศษๆ ด้วยกันของหนูภัส หนูภัสได้กลิ่น กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่คุ้มเคยของหนูภัส นั้นคือกลิ่นของน้ำ หนูภัสได้แต่พรึมพรำออกมา
ภัส : เดี๋ยวฝนจะตกแล้ว
   ทันทีที่ปะป๊าเมื่อได้ยินเสียงพรึมพรำของหนูภัส
ปะป๊า : ไม่ตกหรอก หึหึ
   หนูภัสหันหน้ามองปะป๊าทันทีพร้อมแก้มบวมๆ งอลปะป๊าที่ไม่เชื่อ คำพูดของเธอ  หม่าม๊าเห็นหน้าตาหนูภัสที่งอลปะป๊าตุ๊บป่อง
หม่าม๊า : หม่าม๊าว่าอากาศแบบนี้เดี๋ยวฝนอาจจะตกลงมาก็ได้นะจ๊ะ
   ทันทีที่หม่าม๊าพูดจบหนูภัสก็ยิ้มและบ่นกับปะป๊าทันที
ภัส : เห็นมะ หม่าม๊ายังบอกฝนจะตกเลย ปะป๊าใจร้ายไม่เชื่อหนูเลย แบร่ ~
ปะป๊าได้แต่หัวเราะในท่าทีของหนูภัส ฮ่าๆๆ

21.25 น. (9.25) PM
หนูภัส ได้เห็นสิ่งผิดปกติจากในรถแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ได้เห็นกลุ่มเมฆกลุ่มควันสีดำแล้วเรียกปะป๊าให้มองดู
ภัส : ปะป๊าๆ ดูนู้นๆ หนูบอกแล้วว่าจะมีฝนตกนั้นไงๆ ดูบนท้องฟ้าซิ
  ปะป๊าและหม่าม๊า ได้แหงนคอและมองดูท้องฟ้าเป็นกลุ่มก้อนเมฆและควันสีดำค่อยๆ ขยายตัวขึ้นแล้วกว้างออกอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาทีได้ครอบคลุมเมืองไปทั้งเมือง สิ่งที่ตามและตกลงมาจากกลุ่มหมอกควันไม่ใช่ฝน แต่กลุ่มเมฆหมอกควันได้ตกลงมายังพื้นดิน ทั้งเมือง การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดใช้การไม่ได้ ไฟฟ้าดับทั้งเมือง ไม่นานรถยนต์ที่หนูภัส และปะป๊าหม่าม๊า ได้ประสบอุบัติเหตุรถชนจนหยุดชะงักเดินทางต่อไม่ได้ เส้นทางเดินรถถูกปกคลุ่มไปด้วยหมอกสีดำ ไม่กี่นาทีได้มีเสียงกรีดร้องของเสียงเด็ก เสียงร้องให้ เสียงของความเจ็บปวด เสียงของแข็งปะทะของแข็งเสียงต่างๆนาๆ ในความมืดชั่งน่ากลัว เสียงเหล่านี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มหมอกควันปกคลุ่มไปทั่ว
หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ
ปะป๊า : ภัส! เป็นอะไรหรือป่าวลูก
ภัส : หนูไม่เป็นอะไรค่ะ! เกิดอะไรขึ้นหรอค่ะ? ปะป๊า!
ทันทีที่หนูภัสตอบได้เหลือบมองไปที่หม่าม๊า หนูภัสตาเบิกกว้าง
ภัส : หม่าม๊า เลือดออก! (เสียงกังวลใจ) หม่าม๊าๆ  หม่าม๊า!เจ็บมากหรือป่าวค่ะหม่าม๊า!
หนูภัส ถามอาการของหม่าม๊า ตอนนั้นน้ำตาของหนูน้อยก็ไหลออกมา เพราะความกลัวและห่วงหม่าม๊าอย่างมาก
ปะป๊า : คุณเป็นอะไรหรือป่าว (ปะป๊าได้ถามหม่าม๊า)
   ปะป๊าเป็นห่วงหม่าม๊ามาก เมื่อเห็นหม่าม๊ามีเลือดออกตามหางคิ้ว
หม่าม๊า : ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ (และหันมายิ้มให้หนูภัส) หม่าม๊าไม่เป็นอะไรนะคะ แค่หางคิ้วแตกนิดหน่อยเอง (ยิ้ม)
หม่าม๊าพูดกับหนูภัสทุกครั้ง จะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ทุกครั้ง ยิ่งเห็นน้ำตาของลูกสาวที่เป็นห่วงยิ่งแสดงอาการความเจ็บปวดไม่ได้ ได้แต่เก็บเอาไว้เพื่อให้ลูกสาวสุดรักนั้นหยุดร้องให้ และคอยปลอบหนูภัสที่กลัวอยู่เสมอ จนหนูภัสเข้าไปโอบกอดหม่าม๊าไว้ไม่ลุกหรือห่างไปใหน
เสียงกรีดร้องดังไม่หยุด ปะป๊าพยายามที่จะลงจากรถเพื่อดูเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้มากนักเพราะหมอกควันสีดำได้ปกคลุมไปทั่ว
ปะป๊า : อย่าออกจากรถนะ!  (เสียงที่ดุดันของปะป๊า ทำให้หนูภัส นั้นกลัว)
ภัส : แล้วปะป๊าจะไปใหนค่ะ!?
ปะป๊า : เดี๋ยวปะป๊ากลับมา (ปะป๊า เอามือลูบหัวหนูภัสแล้วยิ้มปลอบ) ไม่ต้องกลัวนะ
  ปะป๊าได้ปิดประตูรถเดินดุ่มหายไปในหมอกควันสีดำ เสียงกรีดร้องและความเจ็บปวดค่อยๆดังมากขึ้นๆ เพียงไม่กีวินาทีปะป๊าวิ่งกลับมาที่รถแล้วบอกให้หม่าม๊า และหนูภัสลงจากรถ
ปะป๊า : คุณลงจากรถเร็วเข้า ต้องรีบไปกันแล้ว
หม่าม๊ะและหนูภัสตกใจกับท่าทีของปะป๊าที่ตื่นตกใจ ภัสรีบหยิบร่มคู่ใจและปร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่