แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึง โครงการติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เนตไวไฟในพื้นที่ชายขอบ หรือ “เนตชายขอบ” ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดประมูลไปตั้งแต่ปลายปี 2559 และมีเป้าหมายจะเปิดให้บริการกลางปี 2561 นี้ โดยลงนามในสัญญากับบริษัทสื่อสารจำนวน 4 ราย เพื่อติดตั้งเนตชายขอบ 8 โซน จำนวน 3,920 หมู่บ้าน ภายใต้วงเงิน 13,000 ล้านบาท นั้นว่า โครงการดังกล่าวยังคงเต็มไปด้วยความล่าช้าเมื่อเทียบกับโครงการเนตประชารัฐที่ติดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มเปิดให้บริการแล้ว
ทั้งนี้โดยเฉพาะในส่วนที่บริษัททีโอทีดำเนินการนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่เริ่มต้น และล่าสุดนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้แจ้งเรื่องไปยัง รมว.ดิจิทัลฯ (ดีอี) เพื่อให้เร่งรัดบริษัททีโอทีเร่งติดตั้งโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากตามสัญญานั้นจะต้องส่งมอบงานในงวดแรกในวันที่ 26 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ามีเพียงกลุ่มบริษัททรูมูฟ ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด และบริษัท อินเตอร์ ลิงค์ เทเลคอม จำกัด(มหาชน) ส่งมอบงานบางส่วนมาให้เท่านั้น ขณะที่บริษัททีโอทียังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากความล่าช้าในการประมูลหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการติดตั้งของทีโอทีแล้ว ยังมีกระแสข่าวว่ามีความพยายามที่จะกดดันจากบุคคลภายนอกกระทรวง ให้กระทรวงดีอี เร่งรีบการอนุมัติปรับเปลี่ยนสัญญาที่กำหนดให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมภายในประเทศเพื่อให้บริการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มาเป็นการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการแทน โดยอ้างว่าได้มีการหารือในหลักการกับกระทรวงดีอีแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบรองรับ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 1-2 เดือนนี้
ทั้งนี้การเร่งรัดปรับสัญญาเพื่อเปิดทางให้บริษัทสื่อสารเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศเข้ามาหากินในประเทศในครั้งนี้ เป็นการทำลายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ และภาครัฐยังไม่ได้ประโยชน์ใดๆ อีกด้วย เพราะรัฐได้เซ็นสัญญากำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไปหมดแล้ว หากต้นทุนเช่าดาวเทียมต่ำลงจริง ภาครัฐก็ไม่ได้เงินคืนใดๆ จากผู้รับเหมาติดตั้งอยู่แล้ว นอกจากนี้ที่สำคัญขณะที่กระทรวงดีอี ไล่บี้ให้ผู้ประกอบการดาวเทียมภายในประเทศ อย่างบริษัทไทยคมให้กลับไปอยู่ในระบบสัมปทานต้องจ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐถึง 22% แต่กลับพยายามจะยกร่างยกระเบียบรองรับการใช้ดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแค่ 4% เท่านั้น ขณะที่ดาวเทียมในประเทศนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 4% ยังจะถูกเรียกเก็บค่าสัมปทาน 22% ด้วยอีก
“แทนที่ กสทช. และดีอี จะสามารถเร่งรัดผู้รับเหมาให้เร่งรัดติดตั้ง“เนตชายขอบ”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเนตประชารัฐให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 แต่กลับมีความพยายามจะแก้ไขสัญญาที่ได้มีการลงนามกันไปแล้วตั้งนานแล้ว ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะมีกระบวนอยู่เบื้องหลัง เพื่อถลุงเม็ดเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) ที่เก็บเงินจากโอปอเรเตอร์ไทยไปประเคนให้บริษัทดาวเทียมต่างชาติกับพวกล็อบบี้ยิสต์”
อนึ่งโครงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และไวไฟอินเตอร์เนตในพื้นที่ชายขอบ หรือ“เนตชายขอบ”ของ กสทช.ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเนตประชารัฐซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ชายขอบโซน C+ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน มูลค่า 13,000 ล้านบาท โดยกสทช.ลงนามกับบริษัทสื่อสารที่รับเหมาติดตั้งรวม 8 สัญญา ประกอบด้วยกลุ่มบริษัททรูจำนวน 3 สัญญา บริษัททีโอที 3 สัญญา ส่วนบริษัท กสท โทรคมนาคม และอินเตอร์ลิงค์ เทเลคอมฯได้ไปคนละ1 สัญญา
ที่มา :
http://www.naewna.com/business/324776
คน ‘ดีอี’ สุดทนแฉไอ้โม่งโผล่ฉุด ‘เนตชายขอบ’ อืด
ทั้งนี้โดยเฉพาะในส่วนที่บริษัททีโอทีดำเนินการนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่เริ่มต้น และล่าสุดนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้แจ้งเรื่องไปยัง รมว.ดิจิทัลฯ (ดีอี) เพื่อให้เร่งรัดบริษัททีโอทีเร่งติดตั้งโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากตามสัญญานั้นจะต้องส่งมอบงานในงวดแรกในวันที่ 26 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ามีเพียงกลุ่มบริษัททรูมูฟ ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด และบริษัท อินเตอร์ ลิงค์ เทเลคอม จำกัด(มหาชน) ส่งมอบงานบางส่วนมาให้เท่านั้น ขณะที่บริษัททีโอทียังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากความล่าช้าในการประมูลหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการติดตั้งของทีโอทีแล้ว ยังมีกระแสข่าวว่ามีความพยายามที่จะกดดันจากบุคคลภายนอกกระทรวง ให้กระทรวงดีอี เร่งรีบการอนุมัติปรับเปลี่ยนสัญญาที่กำหนดให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมภายในประเทศเพื่อให้บริการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มาเป็นการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการแทน โดยอ้างว่าได้มีการหารือในหลักการกับกระทรวงดีอีแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบรองรับ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 1-2 เดือนนี้
ทั้งนี้การเร่งรัดปรับสัญญาเพื่อเปิดทางให้บริษัทสื่อสารเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศเข้ามาหากินในประเทศในครั้งนี้ เป็นการทำลายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ และภาครัฐยังไม่ได้ประโยชน์ใดๆ อีกด้วย เพราะรัฐได้เซ็นสัญญากำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไปหมดแล้ว หากต้นทุนเช่าดาวเทียมต่ำลงจริง ภาครัฐก็ไม่ได้เงินคืนใดๆ จากผู้รับเหมาติดตั้งอยู่แล้ว นอกจากนี้ที่สำคัญขณะที่กระทรวงดีอี ไล่บี้ให้ผู้ประกอบการดาวเทียมภายในประเทศ อย่างบริษัทไทยคมให้กลับไปอยู่ในระบบสัมปทานต้องจ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐถึง 22% แต่กลับพยายามจะยกร่างยกระเบียบรองรับการใช้ดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแค่ 4% เท่านั้น ขณะที่ดาวเทียมในประเทศนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 4% ยังจะถูกเรียกเก็บค่าสัมปทาน 22% ด้วยอีก
“แทนที่ กสทช. และดีอี จะสามารถเร่งรัดผู้รับเหมาให้เร่งรัดติดตั้ง“เนตชายขอบ”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเนตประชารัฐให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 แต่กลับมีความพยายามจะแก้ไขสัญญาที่ได้มีการลงนามกันไปแล้วตั้งนานแล้ว ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะมีกระบวนอยู่เบื้องหลัง เพื่อถลุงเม็ดเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) ที่เก็บเงินจากโอปอเรเตอร์ไทยไปประเคนให้บริษัทดาวเทียมต่างชาติกับพวกล็อบบี้ยิสต์”
อนึ่งโครงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และไวไฟอินเตอร์เนตในพื้นที่ชายขอบ หรือ“เนตชายขอบ”ของ กสทช.ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเนตประชารัฐซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ชายขอบโซน C+ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน มูลค่า 13,000 ล้านบาท โดยกสทช.ลงนามกับบริษัทสื่อสารที่รับเหมาติดตั้งรวม 8 สัญญา ประกอบด้วยกลุ่มบริษัททรูจำนวน 3 สัญญา บริษัททีโอที 3 สัญญา ส่วนบริษัท กสท โทรคมนาคม และอินเตอร์ลิงค์ เทเลคอมฯได้ไปคนละ1 สัญญา
ที่มา : http://www.naewna.com/business/324776