เมื่อไรผมจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง...

กระทู้สนทนา
ตอนนี้ผมอาศัยอยู่บ้านป้า ซึ่งเป็นพี่สาวของพ่อผม ที่บ้านหลังนี้มีคุณย่า ป้า พี่สาว(ลูกป้า) พี่เขย  ผม ลูกๆของพี่สาว 2 คน และหมาอีกหนึ่งตัว พอดีว่าเมื่อสามเดือนก่อนผมได้งานแถวบ้านพอดี เลยต้องกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ซึ่งผมก็อยู่มาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ แต่เมื่อก่อน บรรยากาศในบ้านมันไม่เป็นแบบนี้
ย้อนไป 20 กว่าปีก่อน ผมเกิดมาจากความไม่พร้อมของพ่อแม่ ทำให้พวกท่านต้องดิ้นรนอย่างหนักในการทำงาน เพราะว่าเรียนจบไม่สูง จนได้โอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศทั้งคู่ ผมเลยต้องตกมาอยู่ในความดูแลของป้า จ และลุง พ สามีป้า ท่านทั้งคู่เป็นคนดีมาก ดีชนิดที่ว่าผมไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอคนแบบนี้อีกไหม พวกท่านเมตตาผม รักผมเสมือนลูกคนหนึ่ง
ในตอนนั้นลูกๆของป้า จ และผมเองเรียนอยู่โรงเรียนแถวบ้าน แต่เมื่อพอพี่ๆเรียนสูงขึ้น ก็จำเป็นจะต้องย้ายไปเรียนที่ใหม่ เมื่อจะย้ายก็เลยย้ายพร้อมกันทั้งหมดเลย โดยที่พี่ จจ พี่สาวคนโตเรียน ปวช. อยู่ในตัวเมืองก่อนแล้ว พี่ จ พี่ชายคนกลางไปต่อ ม.4 พี่ ญ พี่สาวคนเล็กไปต่อ ม.1 และผมไปต่อ ป.2 ซึ่งแต่คนเรียนกันคนละที่กันเลย ยังดีที่ว่าโรงเรียนของพวกเราอยู่ในโซนเดียวกันทั้งหมด
ในเมื่อลูกหลานไปเรียนที่นั่นเยอะ ก็เลยซื้อบ้านในตัวเมืองเสียเลย(อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับว่า "เงิน" ที่ซื้อบ้านหลังนี้เป็นเงินส่วนไหนและมาจากใคร) โดยที่มีย่ากับปู่ไปอยู่ดูแลพวกผมที่นั่น
ต่อมาพ่อกับแม่ผมกลับมาจากต่างประเทศ พร้อมข่าวร้ายที่สุดในชีวิตผม คือ พวกท่านแยกทางกัน เพราะมีปัญหาอะไรไม่รู้ตอนอยู่ที่นู่น(ตอนเด็กผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตอนนี้ทราบแล้ว และเข้าใจเหตุผลของทั้งคู่) เมื่อพ่อไปทาง แม่ก็ไปอีกทาง ผมเลยต้องตกอยู่ในความดูแลของปู่กับย่าต่อไป
วันเดือนปีค่อยๆผ่านเลยไป พี่ๆ(ลูกป้า จ)ต่างก็พากันทยอยจบการศึกษากันและย้ายออกไปทีละคน สองคน และก็มีมาอยู่เพิ่มอีกหนึ่งคนคือ พี่ พ ลูกสาวคนโตของ ลุง ก ซึ่งเป็นลูกชายคนกลางของย่า สรุปว่าในตอนนั้นเราอยู่กัน 4 คน
ต่อมาปู่กับย่าก็แก่ตัวลงเรื่อยๆ และพวกท่านก็อยากกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิด ท่านจึงกลับไป ทิ้งผมไว้กับพี่ พ สองคน ตอนนั้นพวกผมก็โตกันแล้ว ผมอยู่ประมาณ ม.2 ส่วนพี่ พ อยู่ ม.5
สามปีต่อมา ย่าประกาศขายบ้าน พี่ พ จบการศึกษา ผมต้องออกไปอยู่หอพักกับน้องชายพี่ พ ชื่อ น้อง ต ซึ่งเพิ่งเข้ามาเรียนในเมืองด้วยเหมือนกัน แต่เราทั้งคู่ก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยได้สนใจกันเท่าไร
ต่อมาผมจบ ม.6 และกำลังหาที่เรียนต่อ ประจวบเหมาะกับที่พ่อผมกำลังจะแต่งงานใหม่ซึ่งพ่อจะย้ายไปอยู่ที่บ้านแม่เลี้ยงที่จังหวัดหนึ่งแถวภาคตะวันออก พ่อจึงชวนผมไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งผมก็ไป แต่จริงๆก็ไม่ค่อยได้อยู่หรอก เพราะผมก็ไปอยู่หอใกล้มหาลัยอยู่ดี เพราะผมเรียนใน กทม. ส่วนช่วงปิดเทอมผมก็กลับมาบ้านเกิดเพราะคุ้นชินที่นี่มากกว่าที่บ้านใหม่ของพ่อ ผมไปๆมาๆระหว่างบ้านกับ กทม. จนกระทั่งจบปริญญาตรี พอจบปุ๊ปผมก็กลับมาอยู่บ้านของป้า จ กับ ลุง พ เลย ลืมบอกไปว่า ลุง พ กับ ปู่ เสียชีวิตไปแล้วในระยะเวลาปีสองปีก่อนที่ผมจะกลับมาอยู่บ้าน พี่ จ กับ พี่ ญ ก็ทยอยแต่งงานและออกเรือนไป เหลือแต่ พี่ จจ ซึ่งแต่งงานใหม่กับพี่เขยผม อยู่บ้านดูแลธุรกิจและครอบครัว
ที่บ้านนี้ทำธุรกิจร้านค้าส่งซึ่งเป็นร้านเก่าตั้งแต่สมัยย่าจนมา ป้า จ และกำลังจะถูกส่งต่อให้ พี่ จจ เป็นคนดูแลต่อไป ส่วนพี่เขยผมก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองอีกอย่างหนึ่ง เขาเลยเอาชื่อบริษัทรับเหมาที่ลุง พ ก่อตั้งขึ้นมา ออกประมูลงาน ผมเองเมื่อจบมาใหม่ไม่มีงาน ก็ต้องอยู่ช่วยงานพี่ๆไปพลาง ในความคิดผม ผมเองก็อยากไปสมัครงานที่อื่นเพราะว่า ผมอยากมีตังค์ใช้ เพราะทำงานอยู่กับพี่ๆอย่างนี้ มีแต่ข้าวกินกับที่นอน ไม่มีเงินเก็บเป็นของตัวเอง ป้า จ เองก็บอกว่าอยากให้ผมอยู่ช่วยก่อน จนกว่าจะสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ ผมเข้าใจนะว่าผมเป็นหนี้บุญคุณบ้านหลังนี้ แต่คนที่อยู่ที่นี่เปลี่ยนไปแล้ว
ในเมื่อผมไม่มีทางเลือก เดือนต่อมาผมตัดสินใจสละสิทธิ์การผ่อนผันทหาร และจับได้ใบแดง(สมน้ำหน้า) ทหารบกผลัดที่ 2 นั่นหมายความว่าผมต้องรอไปอีกหกเดือน ถึงจะได้เข้ากรม ในระหว่างนั้นมีเปิดสอบบรรจุพอดี ผมจึงอ่านหนังสือไปสมัครสอบ และโชคดีเหลือเกิน ผมมีชื่อขึ้นบัญชีไว้
ต่อมาพอถึงเวลาที่จะต้องไปเป็นทหาร ตามกฎหมายในเมื่อถึงเวลาเข้ากรมก่อน ก็ต้องไปก่อน โดยที่ผมได้ปรึกษากับผู้ใหญ่และทางเขตการศึกษาไว้เรียบร้อยแล้วล่ะว่า ผมต้องทำอย่างไร ก็คือ ผมต้องไปเป็นทหารก่อน หากว่าทางเขตเรียกรายชื่อในบัญชีถึงลำดับของผม ทางเขตจะแจ้งเรื่องไปยังค่ายและให้ผู้บังคับกองพันพิจารณาต่อไป ซึ่งสองเดือนหลังจากผมกำลังเป็นทหาร หนังสือเรียกตัวก็มาและผมออกมารายงานตัวเพื่อรักษาสิทธิ์เอาไว้ ก่อนที่จะกลับเข้าไปเป็นทหารให้ครบกำหนดก่อน แล้วถึงจะได้ออกมารับราชการครู (อ้าว ผมต้องบอกจนได้ว่าผมเป็นครู)
ในระหว่างเป็นทหาร ในช่วพัก 10 วันในแต่ละเดือน ผมก็จะกลับมาที่บ้านป้า จ ตลอด มีบางครั้งที่ไปเที่ยวหาพ่อที่ชลบุรีบ้าง (น่านไง ต้องบอกจังหวัดอีกจนได้) แต่ตั้งแต่ผมเรียนจบมา ผมก็ไม่เคยขอเงินใครเลย ในช่วงหกเดือนแรกผมใช้เงินที่เก็บเงินค่าเช่าบ้านของผม เพราะผมมีบ้านหลังหนึ่งเนื่องจากพ่อแม่หย่าร้างกัน พวกท่านตัดสินใจยกบ้านหลังนั้นให้ผม และก็พากันไปสร้างครอบครัวที่ใหม่ทั้งคู่ และในระหว่างเป็นทหารก็ใช้เงินเดือนทหาร
ต่อมาพ่อผมย้ายครอบครัวมาอยู่ที่บ้านเกิด และผมก็ครบกำหนดปลดประจำการออกมา หลังจากผมปลดจากทหาร 19 วัน ผมก็ได้บรรจุเป็นครู ที่ไหนทราบไหมครับ ที่บ้านเกิดผมเลย โรงเรียนเก่าสมัยอนุบาลของผม จนหลายคนเอาผมไปนินทาว่าใช้เส้นสาย อะไรจะโชคดีปานนั้นบรรจุครั้งแรกที่บ้านตัวเองเลย แต่พวกเขาเหล่านั้นรวมถึงตัวผมเองยังไม่รู้หรอกครับ ว่ากำลังจะมีปัญหาอีกมากมายตามมาซึ่งก๋็เนื่องมาจากการที่ได้มาอยู่ใกล้บ้านเกิน
สองเดือนแรกผมใช้เงินจากการยืมย่าบ้าง ยืมป้า จ บ้าง ยืมพ่อบ้าง ค่าเช่าบ้านบ้าง เพราะบรรจุใหม่ๆต้องรอเงินตกเบิก
สามเดือนต่อมา ผมได้เงินตกเบิกเป็นเงินก้อน แล้วผมก็ใช้หนี้ทุกคนที่ผมยืมอย่างครบถ้วน ยกเว้นย่า เพราะว่าเงินที่จะเอามาคืนย่า พี่ จจ ขอยืมไปจ่ายค่างวดรถยนต์ ซึ่งผมรู้มาทีหลังว่า รถใกล้จะถูกยึดแล้ว แล้วเรื่องต่างๆมันก็เริ่มแดงขึ้นมา ไม่ใช่แค่เริ่มหรอก ผมเองที่ไม่รู้อยู่คนเดียว เพราะผมไม่อยากยุ่งเรื่องเงินๆทองๆสิ่งของ มรดก อะไรของพวกผู้ใหญ่ทั้งนั้น แต่คราวนี้ผมเริ่มคิดขึ้นมาแล้วหน่อยๆ
ผมไม่ได้อยากได้มรดกอะไรหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าทำไมผมต้องมาผ่อนรถยนต์ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เป็นของเรา ทั้งๆที่เจ้าของเขาก็ยังอยู่คือพี่ จจ กับพี่เขยผมนั่นแหละ แกทำอะไรมาหลายอย่างมากเลยนะครับ แต่ผมงงมากว่าทำไมไม่มีเงินมาผ่อนรถ ตอนแรกนะที่พวกพี่ผมแต่งงานกัน พากันทำรับเหมาก่อสร้าง ก็ไปฟันราคาเขาเยอะๆ จ้างลูกน้องถูกๆ ไม่มีเงินมาหมุน เกิดปัญหาเยอะแยะ ผมก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอก ต่อมาพี่เขยผมซื้อบิ๊กไบค์ ทั้งๆที่มีรถยนต์อยู่แล้ว แล้วหนี้สินก็เยอะแยะ ต่อมาไปลงทุนเลี้ยงปลา ปลูกตะไคร้ที่บ้านสวน แต่เดี๋ยวนี้ปลาขายไม่ได้ ตระไคร้ตายหมด ก็ไม่ไปดูแลเลย ต่อมาลงทุนขายเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยใช้สถานที่ของร้านค้าส่งของป้าเนี่ยแหละต่อยอด แต่ก็ขายแปปเดียวก็เปลี่ยนไปซื้อรถแบ็คโฮมารับจ้างขุดนู่นนี่นั่น แล้วก็เปลี่ยนอีกไปเช่าที่ยายผมทำร้านเหล้า แต่ล่าสุดกำลังจะไปไม่รอด เลยจะเปลี่ยนไปทำร้านอาหารตามสั่ง แล้วที่ทำมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดก็ทิ้งความรับผิดชอบมาให้คนที่บ้าน ตัวเองก็ไปทำแต่งานที่คิดว่าเป็นงานของตัวเอง ทั้งๆที่ไม่มีกำไรเลย สุดท้ายตอนนี้บิ๊กไบค์ก็ขาย ปลาก็ปล่อยไปตามกรรม หมาที่เคยเฝ้าอยู่บ้านสวนก็ต้องกลับมาอยู่บ้านเนื่องจากไปทำความเดือดร้อนให้บ้านอื่น
ผมนี่เครียดมากเลยครับตอนนี้เพราะ ผมเลือกอะไรไม่ได้ คนที่มีบุญคุณกับผมในบ้านนี้ทยอยตายไปแล้วเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ แต่ผมต้องอยู่ที่เดิมร่วมกับผู้นำครอบครัวคนใหม่ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับลุง พ
หากผมจะไปจากที่นี่ก็กลัวป้า จ กับย่าจะคิดว่า ผมนี่ปีกกล้าขาแข็งแล้วก็ไปไม่ใยดี แต่ตอนนี้ผมอยู่ผมก็พูดอะไรไม่ได้ จริงอยู่ที่ผมเพิ่งได้จ่ายค่างวดรถช่วยที่บ้านแค่งวดเดียว แต่ผมคิดไม่ออกเลยว่างวดต่อๆไปจะจ่ายยังไง งวดรถคันหนึ่งแพงกว่าเงินเดือนผมอีก คราวนี้มีสองคันด้วยสิ เศรษฐกิจก็แย่ลง ธุรกิจสีขาวก็ทำกำไรได้น้อย ส่วนธุรกิจสีเทาของป้า จ ก็เหลือความน่าเชื่อถือน้อยลงทุกที ผมเองก็เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ทำไมนะ ผมเจอแต่เรื่องแย่ๆมาตลอดชีวิตเลย พอชีวิตจะดีขึ้นหน่อยก็ต้องมาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ กรรมแท้ๆ ผมควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ ?
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่