[Call Me By Your Name] : จงอย่าเร่งลืมความเศร้า จนลืมความสุขที่เคยมีไปด้วย (วิเคราะห์สัญลักษณ์/ตอบคำถาม)



“ We had the stars, you and I. And this is given once only. “ -Elio


         หากจะกล่าวถึงหนัง LGBT ที่กระแสมาแรงที่สุดเมื่อปีที่แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อ Call Me By Your Name คือหนังที่มีการพูดถึงเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปี 2017 ที่เทศกาลหนัง Sundance สร้างความประทับใจจนได้รับ Standing ovation จากผู้ชม Call Me By Your Name เป็นหนังลำดับที่ 3 ของผู้กำกับชาวอิลาเลียน ลูก้า กัวดาญิโน (Luca Guadagnino) ซึ่งเคยฝากผลงานคุณภาพไว้อย่าง I Am Love (2009), A Bigger Splash (2015) โดย Call Me By Your Name เป็นหนังปิดไตรภาค "a Trilogy of Desire" ของเขานั่นเอง

         
         Call Me By Your Name ได้รับการถ่ายทอดผ่านกล้องฟิล์ม 35 มม.โดยฝีมือของผู้กำกับภาพชาวไทย สยมภู มุกพร้อมดี ซึ่งเคยฝากผลงานไว้กับหนังของคุณเจ้ย อย่าง ลุงบุญมีระลึกชาติ (2010) ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอเมริกัน อังเดร อซิแมน (André Aciman)


         Call My by Your Name เล่าถึงเหตุการที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของอิตาลีเมื่อปี 1983 เมื่อบ้านของ เอลิโอ (Timothée Chalamet) เด็กหนุ่มวัย 17 ปีต้องเปิดรับแขกนักศึกษาชาวอเมริกัน โอลิเวอร์ (Armie Hammer) เพื่อมาเป็นผู้ช่วยในงานวิจัยของพ่อเป็นเวลา 6 สัปดาห์ แลกกับการที่จะช่วยดูแลและปรับแก้ไขวิทยานิพนธ์ให้สมบูรณ์

         ตัวหนังได้พาเราไปทำความรู้จักและหลงไหลแขกผู้มาเยือน..โอลิเวอร์ ผ่านมุมมองของเอลิโอ ทั้งอารมณ์กระหาย ใคร่รู้ หึงหวง ที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจรู้ใจตัวเองได้ ตามสไตล์ของหนัง Coming of Age ซึ่งรายล้อมไปด้วยบรรยากาศอันงดงามของชนบทในประเทศอิตาลี แสงแดด ประติมากรรม บทกวีและเสียงดนตรี การดื่มกินต่างๆตลอดทั้งเรื่องที่เราจะได้เห็นพฤติกรรมของตัวละครที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเสพย์ความสุข ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์


         หากสังเกตให้ดีหนังจะเน้นการเล่าเรื่องโดยใช้ภาพมุมกว้างเสียส่วนใหญ่เพื่อเก็บรายละเอียดของฉากและพฤติกรรมของตัวละคร และทำเสมือนว่าเหล่าผู้ชมนั้นเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ หากไม่โฟกัสให้ดี อาจจะพลาดภาษากายเล็กๆ(แต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย)เช่นการแอบมอง เบือนหน้าหนี หรือยิ้มมุมปากก็เป็นได้
         นอกจากนี้หนังยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครผ่านเครื่องแต่งกาย มุมกล้อง ทั้งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจนถึงฉากจบที่ส่งผลให้ Timothée Chalamet ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Oscar อีกด้วย  

โดยรวมแล้ว Call Me By Your Name นั้นเปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่งดงามทั้งด้านภาพ ดนตรี และตัวละคร แฝงมุมมองในด้านความรักและความเข้าใจของคนในครอบครัว การเฉลิมฉลองของความเยาว์วัย ให้ทั้งความรู้สึกอบอุ่น อิ่มเอมและแตกสลายในคราวเดียวกัน คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคนไปอีกนาน

พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองได้ที่โรงภาพยนต์
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่