การหาทางออก หากผ่อนบ้านต่อไม่ไหว


บ้านถือเป็นภาระหนี้ก้อนใหญ่ของแทบจะทุกคน อีกทั้งระยะเวลาในการผ่อนที่ค่อนข้างนาน ทำให้หลายๆ คนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี หรือต่อให้เตรียมตัวมาแล้ว แต่มาเจอเหตุการณ์ที่กระทบกับสภาพทางการเงินแบบไม่ตั้งตัว เรียกง่ายๆ ว่าคราวเคราะห์ ก็ทำให้เจอช่วงลำบากในชีวิตกันได้ จากที่เคยผ่อนได้แบบสบายๆ ทุกเดือนก็ทำให้ส่งช้าบ้าง หรือถ้าร้ายกว่านั้นคือ ไม่มีเงินให้ส่งเลย เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากหาทางออกที่ดีที่สุด ไม่มีใครอยากที่จะสูญเสีย

วันนี้ K-Expert จึงอยากมาแนะนำทางออกหากสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถที่จะผ่อนบ้านต่อได้จริงๆ

ทางเลือกแรก การรีไฟแนนซ์บ้าน หรือก็คือการเอาบ้านมาขอกู้ใหม่นั่นเอง กรณีนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะอนุญาตก็ต่อเมื่อเรากู้มาแล้วอย่างน้อย 3-5 ปี เงื่อนไขในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร โดยวิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถขยายเวลาผ่อนบ้านออกไป และยังช่วยให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงได้ โดยบางธนาคารยังมีทางเลือกในการผ่อนแบบขั้นบันไดโดยในปีแรกยอดผ่อนจะยังไม่สูงนัก แล้วจึงค่อยๆ สูงขึ้นในปีหลัง แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ด้านดีเพราะการรีไฟแนนซ์บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หลักๆก็คือ
1.ค่าจำนอง 1% ของวงเงินกู้
2. ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้
3. ค่าประเมินหลักประกันประมาณ 3,000 บาท (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของบ้านแต่ละคน)
4. ค่าประกันอัคคีภัย 0.35% ของราคาสิ่งปลูกสร้าง
ทั้งอาจจะมีค่าธรรมเนียมอื่นๆเพิ่มขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสัญญา วิธีนี้ก็เป็นการช่วยเราได้อีกทางหนึ่ง

ทางเลือกที่สอง การหาคนช่วยผ่อน หากเราสามารถที่จะหยิบยืมจากคนใกล้ตัว เพื่อให้ผ่านช่วงปัญหาไปได้ถือเป็นทางออกที่ดี แต่หากคนที่มาช่วยผ่อนนั้นต้องการมีชื่อเป็นเจ้าของด้วย ก็ต้องแจ้งเรื่องให้กับธนาคารทราบ เพราะการเพิ่มชื่อนั้นจะเข้าลักษณะเป็นการกู้ร่วม และเป็นวิธีที่ผู้กู้เดิม และผู้ที่ต้องการเข้ามากู้ร่วมต้องคิดให้รอบคอบ โดยธนาคารส่วนใหญ่มักกำหนดให้ผู้ที่สามารถทำได้นั้นต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเช่น พ่อ/แม่และลูก พี่น้อง เครือญาติ สามีภรรยา และผู้ที่เข้ามากู้ร่วมนั้นจะถือกรรมสิทธิ์ในบ้านเท่ากับผู้กู้นั่นเอง ทั้งการเป็นเจ้าของบ้าน และลูกหนี้ของทางธนาคาร
นอกจากจะต้องแจ้งแก่ธนาคารให้ทราบแล้ว ยังต้องติดต่อกรมที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ โดยกรมที่ดินจะถือการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการซื้อขายเกิดขึ้น และจะมีค่าใช้จ่ายตามมาได้แก่
1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คิดจากราคาประเมิน
2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% หรือค่าอากรแสตมป์ 0.5% คิดจากราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่า
3. ค่าโอน 2% ของราคาประเมิน
หากใช้ทางเลือกนี้ก็คงต้องตัดสินใจกันดีๆ ทั้งตัวผู้กู้และคนที่จะกู้ร่วม เพราะจะถือกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนั้นเท่าๆ กัน และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นมาด้วยครับ

ทางเลือกที่สาม การขอเจรจากับธนาคาร หากเราไม่สามารถที่จะหาทางออกได้แล้ว การขอเจรจาหรือการปรึกษากับทางธนาคารผู้ให้กู้ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยชี้แจงถึงปัญหาทางการเงินในปัจจุบัน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่นในปีแรกธนาคารอาจจะให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น หรือเจรจายอดผ่อนที่สามารถชำระไหวในแต่ละเดือนแบบปีต่อปี โดยทางเลือกนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาจากประวัติการชำระที่ผ่านมาประกอบในการตัดสินใจด้วย แต่ทั้งนี้การเจรจาขึ้นอยู่ดุลพินิจของแต่ละธนาคาร

สิ่งสำคัญคือ อย่าหยุดจ่ายค่าผ่อนหากสามารถทำได้ หรือเลือกที่จะเงียบหายไปเลย เพราะทางผู้ให้กู้ไม่สามารถรู้ได้ว่าเรามีปัญหาทางการเงินอยู่หรือไม่ หากเราเงียบไม่จ่ายค่าผ่อนตามกำหนด จากการที่จะสามารถหาทางออกได้ ก็อาจจะทำให้เกิดการฟ้องร้อง และถูกยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดในที่สุด การรักษาเครดิตทางบัญชีก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะหากเราประสบปัญหาทางการเงินการรักษาเครดิตที่ดีมาโดยตลอดจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราได้

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ สติคือสิ่งสำคัญ อย่าพยายามหาทางออกด้วยตัวเราคนเดียว พยายามปรึกษาคนอื่นๆ หรือศึกษาข้อมูลจากช่องทางต่างๆ เพราะบางครั้งการคิดด้วยตัวคนเดียวจะได้ภาพที่แคบและวนอยู่ที่เดิม แต่หากศึกษาหรือคุยกับคนอื่นๆ จะได้ทางแก้ปัญหาที่มากขึ้นครับ หากใครที่ตอนนี้มีปัญหาเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว K-Expert ขอเป็นกำลังใจให้ผ่านปัญหานี้ไปได้ และหวังว่า 3 ทางเลือกข้างต้น จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่