คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13

มารี อังตัวแนต ราชินีใจบาปหรือเพียงเหยื่อของสังคม...
....ราชินีใจบาป ภรรยาที่คบชู้สู่ชาย นางปีศาจ มาดามผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย นังผู้หญิงออสเตรีย...ต่างๆ เหล่านี้คือคำเรียกขาน พระนางมารี อังตัวเนต เจ้าหญิงองค์เล็กแห่งออสเตรียที่ต้องจากแผ่นดินเกิดของตัวเองมาเข้าพิธีสมรสกับเจ้าชายแห่งฝรั่งเศสด้วยวัยเพียง 14 ปี....
มารี อังตัวเนตกลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลก ที่รู้จักกันดีในโชคชะตาของพระนางที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยเครื่องกีโยติน ในปี 1793 ....
มารี อังตัวเนต โฌเซฟ โยฮฌานน์ วอน ฮับส์บวร์ก – ลอแรนน์ ( Maria Antonia Josepha Johanna von Habsburg – Lothringen) อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรีย ประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 1755 พระนางเติบโตภายใต้การดูแลอย่างสบายๆ ง่ายๆ ไม่เข้มงวดเท่าราชินิกูลในราชสำนักฝรั่งเศส ตลอดเวลาพระนางได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ห่างไกลจากกฎเกณฑ์ใดๆ เรียกได้ว่า แทบจะคล้ายกับวิถีชีวิตของสามัญชน....
ด้วยวัยเพียง 13 ชันษา พระนางถูกกำหนดให้เตรียมพร้อมในการเข้าพิธีอภิเษกสมรส ด้วยการหัดเล่นฮาร์ปซิคอร์ด กับคีตกวีชื่อดัง รวมทั้งเรียนนาฏศิลป์ฝรั่งเศสด้วย และหลังจากนั้นในปี 1769 พระนางมารี ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ทั้งนี้ก็เพื่อการเอื้อประโยชน์ให้แก่แผ่นดินของพระนางเอง โดยวันแรกที่ก้าวข้ามแผ่นดินเกิด พระนางก็ถูกเรียกขานจากคนอีกฟากฝั่งทันทีว่า.... ผู้หญิงออสเตรีย....
ทันทีที่ก้าวข้ามแผ่นดิน พระนางมารี ต้องประสบกับชะตากรรมที่ใครก็ไม่อยากเผชิญ การปรับตัวเข้ากับพระราชพิธีและขนบธรรมเนียมแบบฝรั่งเศส การถูกปฏิเสธจากสวามีของตัวเองเป็นเวลาหลายปี ทำให้พระนางมีปฏิกิริยาในด้านตรงข้ามกับจารีตที่กุลสตรีชั้นสูงในราชสำนักควรจะเป็น
หลังจากพระนางได้ขึ้นครองบัลลังค์คู่กับพระสวามีกลายเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศสในปี 1774 แล้ว พระนางมารี อังตัวเนตก็ปฏิเสธขนบเดิมทุกประการ ที่ราชินิกุลควรจะเป็น ไม่ว่าการเป็นพระชายาที่ดี เป็นพระมารดาที่ดี และเป็นคาทอลิคที่ดี พระนางกลับทำในด้านตรงข้ามนั้นสิ้น!!
พระนางกลายเป็นราชินีที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เป็นหนึ่งในผู้ใฝ่อิสรภาพและเสรีภาพ มีความกระหายอยากในความสุขอย่างท่วมท้น และพระนางคือผู้นำแฟชั่นของยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ...ต่างๆ เหล่านี้ กล่าวกันว่าเป็นเพราะพระนางประสบความล้มเหลวในชีวิตคู่อย่างสิ้นเชิง
ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ประกอบกับความเป็น ‘คนนอก’ ไม่ใช่คนของแผ่นดินฝรั่งเศส พระนางจึงถูกต่อต้านมาตลอด แต่...พระนางก็ไม่เคยยี่หระกับคนรอบข้างเช่นนั้น โดยพระนางพยายามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกษัตริย์ ด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีตามอำเภอใจของตน โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมแต่ประการใด....
กลุ่มคนที่ต่อต้านพระนาง ได้รวมตัวกันมาตั้งแต่พระนางขึ้นสู่ราชบัลลังค์ มีการโจมตีด้วยข่าวคาว ของการคบชู้สู่ชายไม่ว่าจะกับหญิงหรือชาย พระนางถูกกล่าวหาทั้งสิ้น อีกทั้งมีการใช้จ่ายเงินสาธารณะอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อการบันเทิงเริงรมย์ และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายหนุนหลังให้ออสเตรียแผ่นดินเกิดของตัวเอง
เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของพระนางก็คือการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นเหตุให้พระนางเดินทางมาถึงจุดจบแห่งชีวิตตัวเอง ซึ่งระหว่างที่ประชาชนฝรั่งเศสอดอยากยากแค้น ก็มีข่าวแพร่สะพัดตลอดเวลาว่า พระนางกลับถลุงเงินหลวงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใด
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1789 ขบวนประท้วงของสตรีเดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซายเพื่อเรียกร้องขอขนมปังให้กับครอบครัวตัวเอง พระนางกลับกล่าววลีที่บาดลึกลงไปในใจของใครหลายคน ที่ขณะรายงานว่าประชาชนของแผ่นดินไม่มีขนมปังกิน พระนางกลับตอบไปว่า ‘ให้พวกเขากินเค้กสิ’ ....ราวกับน้ำผึ้งหยดเดียว.....
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ประชาชนลุกฮือติดอาวุธที่มีเพียงหอกและมีด บุกเข้าไปในพระราชวัง สังหารองครักษ์เพื่อข่มขวัญเชื้อพระวงศ์ ทำให้บรรดาเชื้อพระวงศ์จำต้องเดินทางกลับกรุงปารีสโดยมีกองทหารม้าตามอารักษ์ขา แต่ระหว่างทางก็ยังมีผู้เรียกร้องยื่นเชือกเส้นหนึ่งให้พระนางทอดพระเนตรว่า จะใช้แขวนคอพระนางกับเสาโคมในกรุงปารีส
เรื่องราวชีวประวัติของพระนางมารีนั้น มีหลายหลากแง่มุม และเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอย่างยากจะแยกจากกัน ประวัติชีวิตของพระนางถูกนำมาสร้างเป็นบทละคร เป็นภาพยนตร์และหนังสือหลากเล่มหลายนักเขียน และต่างมุมมอง
แต่สำหรับตัวดิฉันเองแล้ว มองว่า มารี อังตัวเนตเป็นราชินีผู้มีความซับซ้อน ในยุคสมัยที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนทางการเมือง แม้ว่าใครจะเรียกขานพระนางอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นราชินีผู้งดงาม และบอบบางราวกับฟองสบู่ นางผู้มีกลิ่นหอมหวน เต็มไปด้วยความสง่างาม ความสดใสของการมีชีวิต และผู้นำรสนิยมแบบฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 18 หรือแม้กระทั่งจะให้พระนางเป็นราชินีผู้เลวทราม ผู้หญิงชั่วช้า ผู้คบคิดกับต่างชาติเพื่อทำลายแผ่นดินฝรั่งเศสและกลายเป็นผู้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐ....
บั้นปลายชีวิตพระนางมารี อังตัวเนตถูกลดฐานะลงมาเหลือเพียง แม่ม่าย capet และต้องโทษประหารชีวิต ด้วยเครื่องกีโยติน ในวันที่ 16 ตุลาคม 1793 ณ จัตุรัส revolution ณ กรุงปารีส ด้วยวัย 37 ปี เพียงชั่วข้ามคืนจากผมสีทองบลอนซ์ก็กลายเป็นสีขาวในบัดดล จากเด็กสาวผู้อ่อนด้อยประสบการณ์โลก กลายเป็นหญิงชั่วที่ปั่นป่วนขนบแห่งแวร์ซาย เพียงเพื่อหลีกหนีความเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเอง ทำให้พระนางต้องพบจุดจบเช่นนี้ ในเวลา เที่ยงสิบห้านาที ศีรษะของพระนางก็หลุดออกจากบ่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของฝูงชน.........
ขอบพระคุณ คุณนพวรรณ สิริเวชกุล , http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022526

มารี อังตัวแนต ราชินีใจบาปหรือเพียงเหยื่อของสังคม...
....ราชินีใจบาป ภรรยาที่คบชู้สู่ชาย นางปีศาจ มาดามผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย นังผู้หญิงออสเตรีย...ต่างๆ เหล่านี้คือคำเรียกขาน พระนางมารี อังตัวเนต เจ้าหญิงองค์เล็กแห่งออสเตรียที่ต้องจากแผ่นดินเกิดของตัวเองมาเข้าพิธีสมรสกับเจ้าชายแห่งฝรั่งเศสด้วยวัยเพียง 14 ปี....
มารี อังตัวเนตกลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลก ที่รู้จักกันดีในโชคชะตาของพระนางที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยเครื่องกีโยติน ในปี 1793 ....
มารี อังตัวเนต โฌเซฟ โยฮฌานน์ วอน ฮับส์บวร์ก – ลอแรนน์ ( Maria Antonia Josepha Johanna von Habsburg – Lothringen) อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรีย ประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 1755 พระนางเติบโตภายใต้การดูแลอย่างสบายๆ ง่ายๆ ไม่เข้มงวดเท่าราชินิกูลในราชสำนักฝรั่งเศส ตลอดเวลาพระนางได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ห่างไกลจากกฎเกณฑ์ใดๆ เรียกได้ว่า แทบจะคล้ายกับวิถีชีวิตของสามัญชน....
ด้วยวัยเพียง 13 ชันษา พระนางถูกกำหนดให้เตรียมพร้อมในการเข้าพิธีอภิเษกสมรส ด้วยการหัดเล่นฮาร์ปซิคอร์ด กับคีตกวีชื่อดัง รวมทั้งเรียนนาฏศิลป์ฝรั่งเศสด้วย และหลังจากนั้นในปี 1769 พระนางมารี ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ทั้งนี้ก็เพื่อการเอื้อประโยชน์ให้แก่แผ่นดินของพระนางเอง โดยวันแรกที่ก้าวข้ามแผ่นดินเกิด พระนางก็ถูกเรียกขานจากคนอีกฟากฝั่งทันทีว่า.... ผู้หญิงออสเตรีย....
ทันทีที่ก้าวข้ามแผ่นดิน พระนางมารี ต้องประสบกับชะตากรรมที่ใครก็ไม่อยากเผชิญ การปรับตัวเข้ากับพระราชพิธีและขนบธรรมเนียมแบบฝรั่งเศส การถูกปฏิเสธจากสวามีของตัวเองเป็นเวลาหลายปี ทำให้พระนางมีปฏิกิริยาในด้านตรงข้ามกับจารีตที่กุลสตรีชั้นสูงในราชสำนักควรจะเป็น
หลังจากพระนางได้ขึ้นครองบัลลังค์คู่กับพระสวามีกลายเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศสในปี 1774 แล้ว พระนางมารี อังตัวเนตก็ปฏิเสธขนบเดิมทุกประการ ที่ราชินิกุลควรจะเป็น ไม่ว่าการเป็นพระชายาที่ดี เป็นพระมารดาที่ดี และเป็นคาทอลิคที่ดี พระนางกลับทำในด้านตรงข้ามนั้นสิ้น!!
พระนางกลายเป็นราชินีที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เป็นหนึ่งในผู้ใฝ่อิสรภาพและเสรีภาพ มีความกระหายอยากในความสุขอย่างท่วมท้น และพระนางคือผู้นำแฟชั่นของยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ...ต่างๆ เหล่านี้ กล่าวกันว่าเป็นเพราะพระนางประสบความล้มเหลวในชีวิตคู่อย่างสิ้นเชิง
ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ประกอบกับความเป็น ‘คนนอก’ ไม่ใช่คนของแผ่นดินฝรั่งเศส พระนางจึงถูกต่อต้านมาตลอด แต่...พระนางก็ไม่เคยยี่หระกับคนรอบข้างเช่นนั้น โดยพระนางพยายามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกษัตริย์ ด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีตามอำเภอใจของตน โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมแต่ประการใด....
กลุ่มคนที่ต่อต้านพระนาง ได้รวมตัวกันมาตั้งแต่พระนางขึ้นสู่ราชบัลลังค์ มีการโจมตีด้วยข่าวคาว ของการคบชู้สู่ชายไม่ว่าจะกับหญิงหรือชาย พระนางถูกกล่าวหาทั้งสิ้น อีกทั้งมีการใช้จ่ายเงินสาธารณะอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อการบันเทิงเริงรมย์ และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายหนุนหลังให้ออสเตรียแผ่นดินเกิดของตัวเอง
เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของพระนางก็คือการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นเหตุให้พระนางเดินทางมาถึงจุดจบแห่งชีวิตตัวเอง ซึ่งระหว่างที่ประชาชนฝรั่งเศสอดอยากยากแค้น ก็มีข่าวแพร่สะพัดตลอดเวลาว่า พระนางกลับถลุงเงินหลวงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใด
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1789 ขบวนประท้วงของสตรีเดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซายเพื่อเรียกร้องขอขนมปังให้กับครอบครัวตัวเอง พระนางกลับกล่าววลีที่บาดลึกลงไปในใจของใครหลายคน ที่ขณะรายงานว่าประชาชนของแผ่นดินไม่มีขนมปังกิน พระนางกลับตอบไปว่า ‘ให้พวกเขากินเค้กสิ’ ....ราวกับน้ำผึ้งหยดเดียว.....
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ประชาชนลุกฮือติดอาวุธที่มีเพียงหอกและมีด บุกเข้าไปในพระราชวัง สังหารองครักษ์เพื่อข่มขวัญเชื้อพระวงศ์ ทำให้บรรดาเชื้อพระวงศ์จำต้องเดินทางกลับกรุงปารีสโดยมีกองทหารม้าตามอารักษ์ขา แต่ระหว่างทางก็ยังมีผู้เรียกร้องยื่นเชือกเส้นหนึ่งให้พระนางทอดพระเนตรว่า จะใช้แขวนคอพระนางกับเสาโคมในกรุงปารีส
เรื่องราวชีวประวัติของพระนางมารีนั้น มีหลายหลากแง่มุม และเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอย่างยากจะแยกจากกัน ประวัติชีวิตของพระนางถูกนำมาสร้างเป็นบทละคร เป็นภาพยนตร์และหนังสือหลากเล่มหลายนักเขียน และต่างมุมมอง
แต่สำหรับตัวดิฉันเองแล้ว มองว่า มารี อังตัวเนตเป็นราชินีผู้มีความซับซ้อน ในยุคสมัยที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนทางการเมือง แม้ว่าใครจะเรียกขานพระนางอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นราชินีผู้งดงาม และบอบบางราวกับฟองสบู่ นางผู้มีกลิ่นหอมหวน เต็มไปด้วยความสง่างาม ความสดใสของการมีชีวิต และผู้นำรสนิยมแบบฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 18 หรือแม้กระทั่งจะให้พระนางเป็นราชินีผู้เลวทราม ผู้หญิงชั่วช้า ผู้คบคิดกับต่างชาติเพื่อทำลายแผ่นดินฝรั่งเศสและกลายเป็นผู้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐ....
บั้นปลายชีวิตพระนางมารี อังตัวเนตถูกลดฐานะลงมาเหลือเพียง แม่ม่าย capet และต้องโทษประหารชีวิต ด้วยเครื่องกีโยติน ในวันที่ 16 ตุลาคม 1793 ณ จัตุรัส revolution ณ กรุงปารีส ด้วยวัย 37 ปี เพียงชั่วข้ามคืนจากผมสีทองบลอนซ์ก็กลายเป็นสีขาวในบัดดล จากเด็กสาวผู้อ่อนด้อยประสบการณ์โลก กลายเป็นหญิงชั่วที่ปั่นป่วนขนบแห่งแวร์ซาย เพียงเพื่อหลีกหนีความเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเอง ทำให้พระนางต้องพบจุดจบเช่นนี้ ในเวลา เที่ยงสิบห้านาที ศีรษะของพระนางก็หลุดออกจากบ่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของฝูงชน.........
ขอบพระคุณ คุณนพวรรณ สิริเวชกุล , http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022526
แสดงความคิดเห็น
ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียง 17/2/2561 - พระนางยังคงอยู่...
เมื่อวันอังคาร ได้นำเรื่องของ ราชินี มารี อังตัวแน็ต มาเล่าแล้ว แต่เห็นว่า ยังมีอีกแง่มุมหนึ่ง อยากจะเพิ่มเติมครับ เป็นเกร็ดเพิ่มเติมจากคราวก่อน ตามด้วยเรื่องลึกลับน่ากลัว...ตามมาเลยครับ
พระนาง มารี อองตัวเน็ตต์ เป็นธิดาของ พระจักรพรรดิ และ จักรพรรดินีออสเตรีย ด้วยเหตุนี้เอง ผมของพระนาง จึงเป็นสีทองขาว ตาสีอ่อน ด้วยเชื้อสายยุโรปเหนือ แลดูคล้ายรูปปั้นตุ๊กตา ซึ่งจัดว่างามมากในสมัยนั้น
เดิมนางมีพระนามว่า อาร์ชดัชเชส แอนโทเนีย,ตามตำนานกล่าวว่า นางนั้นถูกจับส่งตัวให้มาแต่งงานกับเจ้าชายรัชทายาทฝรั่งเศส คือ หลุยส์ ที่ 16 ชาวฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (ดังที่ได้เล่าไปในคราวก่อน)
ทั้งหลุยส์ และมารีอองตัวเน็ตต์ ต่างมีอุปนิสัยคล้ายเด็ก และยามเป็นกษัตริย์ และราชินีนั้น ก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการบ้านการเมือง หรือการสู้รบใดๆเหมือนอย่างบุคคลอื่นๆ ในประวัติซึ่งมีแต่การนองเลือด, ทั้งคู่ให้ความสนใจเรื่อง งานเลี้ยงราชพิธแบบต่างๆ, แฟชั่น ศิลปะ ดนตรี, วัฒนธรรม และ การบันเทิง มากกว่าเรื่องวางแผนการปกครองประเทศหรือการบ้านการเมือง อีกทั้งทั้งสองไม่ใช่กษัตริย์ที่โหดร้ายอีกด้วย แถมยังหน้าบาง ขี้เกรงใจ
หลายครั้ง พวกพ่อค้าแม่ค้า หรือมาดามชั้นสูง มักจะนำของมีค่า หายาก ราคาแพงมาให้กษัตริย์ และ ราชินีทอดพระเนตร และขะยั้นขะยอให้ทรงซื้อแกมบังคับ โดยการยกคำพูดที่ทำให้พระองค์ทั้งสองปฏิเสธไม่ได้ จำต้องซื้อเอาไว้ในที่สุด อย่างเช่น ครั้งหนึ่ง มาดามแฟชั่นดีไซเนอร์ นำผ้ามาขายให้มารีอองตัวเน็ตต์ โดยการกล่าวต่อหน้าทารกำนัลว่า
"โอ ผ้าชิ้นนี้นะเพคะ ดีเกินไป ตัดเย็บมาจากของล้ำค่า ไม่มีใครคู่ควรที่จะใช้มันอีกแล้ว นอกจากมหาราชินีอย่างพระองค์เท่านั้น ! ถ้าหากไม่ได้ขายให้พระองค์แล้วละก็ หม่อมฉันคงต้องเก็บเอาไว้เฉยๆ เอาไปทำอะไรไม่ได้ เพราะมันมีค่าสูงเกินไปสำหรับคนธรรมดา"
ในขณะที่ประชาชนนั้น อดอยาก ไม่มีอะไรจะกิน ในราชสำนักกลับเต็มไปด้วยความหรูหราฟุ้งเฟ้อ มีการจ้างข้าราชบริพารเพิ่มจนแน่นวัง
แต่มารีอองตัวเน็ตต์ ก็ยังไม่ทรงเห็นโทษที่จะตามมา พระเจ้าหลุยส์ พระสวามี ก็เป็นชายหนุ่มร่างอ้วน สุภาพ ใจดี ทรงเป็นคนง่ายๆ และไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องผู้หญิง พูดง่ายๆคือ ไม่ใช่คนโรแมนติก ด้วยเหตุนี้เอง ราชินีสาวแสนสวยช่างแต่งตัวอย่าง มารีอองตัวเน็ต จึงเริ่มทรงมองหาแฟนหนุ่มจากบรรดาข้าราชบริพารชายที่ติดสอยห้อยตามพระองค์ โดยหารู้ไม่ว่า ตำแหน่งยิ่งสูง คนที่หวังจะเข้ามาหาผลประโยชน์ ก็ยิ่งมีมาก
ในที่สุด พระนางก็มีความสัมพันธ์ลับๆกับท่านลอร์ดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนุ่มชาวสวีดิชที่รูปหล่อมากๆ นามว่า แอคเซล เดอ เฟรย์เซง
กล่าวกันว่า หนึ่งในบรรดาโอรสของพระนาง ไม่ใช่บุตรของกษัตริย์หลุยส์ ที่16 ผู้ใจดี, หากแต่เป็นลูกของเฟรเซง !!
ในยามที่พระนางกำลังทรงทำตัวล่อแหลมต่อภัยแก่พระองค์เองนั้น ศัตรูตัวฉกาจของพระนาง คือ จีน เดอ ลา ม็อต สาวชาวบ้านจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะ แต่มีบิดาผู้สืบเชื้อสายมาจากหญิงชาวบ้านที่ตั้งครรภ์จากกษัตริย์ฝรั่งเศสราชวงค์ก่อน กษัตริย์ เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศสก็กำลังวางแผนจะชิงอำนาจกลับคืนสู่ราชวงค์เดิมของตน
เสด็จปู่ หลุยส์ที่ 14 ปู่ของ หลุยส์ที่16 พระสวามีของมารีอองตัวเน็ตต์นั้น เป็นผู้ชายผู้เป็นที่เลื่องลือกระฉ่อนในเรื่องกามารมย์มาแต่ไหนแต่ไร พระองค์มีนางบำเรอจดทะเบียนมากมาย อย่างเช่น มาดาม เดอ มอง เตสแปงค์, มาดาม ดู แบรี่, และ มาดาม ปอมปาดัวร์, ซึ่งปอมปาดัวร์นั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นที่โปรดปรานมากที่สุด
ในสมัยนั้น พระองค์โดนพ่อค้าที่นำของจากประเทศอีกซีกโลกหนึ่งมาขาย ตามตื้อให้เสด็จปู่ซื้อผ่อน สร้อยเพชรสีน้ำเงินที่เป็นเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นสีน้ำเงิน แกะมาจากดวงเนตรของรูปปั้นเทพฮินดูในอินเดีย, ให้มอบให้แก่นางบำเรอจดทะเบียนคนโปรดของพระองค์ คือ มาดาม ปอมปาดัวร์ คนสวยคนนี้เอง
ผู้คนกล่าวกันว่า เพชรนั้นมีอาถรรพณ์ ใครได้ไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว หลุยส์ที่ 14 นั้นทรงรวยกว่าหลุยส์ที่ 16 หลานชายของตนเองมาก จึงทรงทำสัญญาซื้อสร้อยนั้นไว้ แต่ปรากฏว่า กษัตริย์เฒ่าเกิดเสียชีวิตลงในขณะที่ยังจ่ายเงินไม่ครบจำนวน
จีนเข้าทำงานในราชสำนัก นางได้หมายตาไปที่ คานินัล เดอ โรฮาน เพื่อหลอกใช้เขาในการทำลายมารีอองตัวเน็ตต์ เพราะรู้ว่า คาดินัลผู้นี้อยากจะได้ตำแหน่งนายกจากกษัตริย์อยู่ นางได้หลอกเขาต่างๆนานาว่า ตนเองเป็นคนสนิทของราชินีมารีอองตัวเน็ตต์ จนคาดินัลสนใจในตัวจีน และแล้วนางก็ได้เป็นนางบำเรอของเขา และหลอกใช้เขาเพื่อให้ทำลายราชินี
แผนแรก นางได้ให้โสเภณี ปลอมแปลงจดหมายเขียนเป็นลายมือของราชินี นำไปส่งให้คาดินัล โดยบอกว่าจะปูนบำเหน็จให้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ หากเขาทำตามที่นางขอ
พักหลังๆ จีนปลอมจดหมาย แสร้งทำเป็นว่าเป็นราชินีเอง ทำทีว่าราชินี เริ่มตกหลุมรักคาดินัลผู้นี้ และนัดเจอในสวนตอนกลางคืน จีนได้จ้างโสเภณีคนหนึ่งมาและสวมชุดของราชินีนัดพบเจอคาดินัลและพรอดรักกับเขา ซึ่งคาดินัลผู้ไม่เคยเห็นหน้าราชินีใกล้ๆ จึงเชื่อว่านั้นคือราชินีจริงๆ
หลังจากนั้น จีน เดอ ลา ม็อต ก็ได้ยินข่าวเรื่องสร้อยเพชรสมัยหลุยส์ที่ 17 ที่ยังผ่อนไม่ครบ และพวกพ่อค้าก็มาตื้อให้นางช่วยเสนอให้ราชินีซื้อต่อที
จีนปฏิเสธในครั้งแรก แต่แล้วนางก็ตกลงรับงานในภายหลัง นางได้หลอกใช้คาดินัล เดอ โรฮาน อีกครั้ง โดยปลอมพระหัตถ์เป็นราชินีอีกเช่นเคย และขอร้องให้คาดินัล ช่วยผ่อนค่าเพชรให้เธอ ซึ่งคาดินัลก็ตกลงตามนั้น
แต่จีนก็ยังคงให้โสเภณีที่ปลอมจดหมายเป็นมารีอองตัวเน็ตต์ เขียนจดหมายส่งตอบกลับว่ายังไม่ได้รับสร้อยเพชร
คาดินัลเริ่มสงสัย การไตร่สวนจึงเกิดขึ้น ความจึงเกิดแตก ...เมื่อมารีอองตัวเน็ตต์ และพระเจ้าหลุยส์ต้องไปให้การพร้อมทั้งกล่าวว่า คาดินัล โรฮานนั้นไม่รู้พิธีกรรมของในวัง เพราะกษัตริย์ และราชินี เวลาเซ็นต์ชื่อ จะไม่เซ็นต์นามสกุลเช่นคนธรรมดา คาดินัลจึงโดนเนรเทศไปอยู่ที่ ลา จิเซอ ดูแอ็บบี้ และขบวนการของจีนก็โดนจับ
จีนโดนจับได้ สามวันให้หลัง นางถูกส่งตัวไปอยู่ในคุกโสเภณี แต่ก็หนีออกมาได้โดยปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย
จากคดีสร้อยเพชรนี้ ทำให้ความนิยมของราชวงค์ตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น หลังจากความยากจนของประชาชนที่ท่วมท้น นโปเลียนได้ก่อรัฐประหารเพื่อล้มราชวงค์กษัตริย์ หลังจากนั้นข้อหาต่างๆ เช่น คบชู้, ฟุ่มเฟือย,กระทำชำเราลูกชายวัยไม่กี่ขวบ (ซึ่งข้อนี้มารีอองตัวเนตต์ปฏิเสธหัวชนฝา) และอะไรต่อมิอะไรก็ถูกขุดออกมาเป็นข้ออ้างในการประหารพระเจ้าหลุยส์ และราชวงศ์
มารีอองตัวเน็ตต์ โดนจับแยกกับเหล่าโอรสและพระสวามี ถูกจับขังคุกคนละที่กัน
ในคุกนั้น พระนางป่วยเป็นเนื้องอกในท้อง คาดว่าเป็นมะเร็ง บรรดาลูกสาวขุนนางและเจ้าชั้นรองๆต่างๆ ที่เป็นสหายของนาง ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนี โดนพวกชาวบ้านและคณะปฏิวัติดึงตัว ฉุดลากลงมาจากรถม้า บางคนโดนข่มขืนกระทำชำเรา และถูกเรียกหยาบๆคายๆ
ในคุกนั้นเอง มารีอองตัวเน็ตต์ ทรงรอการลงอาญาอยู่
ในวันที่มารีอองตัวเน็ตต์ถูกคณะปฏิวัติที่นำโดยนโปเลียนสั่งประหารด้วยเครื่องกิโยตินนั้น เล่ากันว่า นางรับไม่ได้และกลัวเป็นอย่างยิ่ง จนวิ่งหนีออกจากลานประหาร จนเป็นเหตุให้รองเท้าไหมสีชมพูของนางหลุด นางโดนผู้คุมจับกลับไปและรวบรวมสติอารมย์สุดท้ายก่อนที่จะทำใจได้ แต่เมื่อเห็นเครื่องประหารกิโยติน พระนางก็หวาดกลัวสุดขีดจนพระเกศาหงอกขาวโพลนหมดทั้งพระเศียร!
ทุกวันนี้ ยังมีคนพบผีหัวขาดของพระนาง ที่วิหาร ตริอาฌองเปอตี ใกล้ๆ กรุงแวร์ซาย
ไม่กี่ปีมานี้ ครูนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษสองคน ได้เจอวิญญาณคนสวน แต่งกายประหลาด ที่สวนของพระราชวังแวร์ซาย
บางคนก็เล่าว่า เจอผู้ชายหน้าตาน่าเกลียด แต่งตัวเหมือนสมัยโบราณ มีผิวขรุขระ ซึ่งคาดว่าคือ ก็องเต้ เดอ โวเดรอุยล์ (Comte de Vaudreuil) เพื่อนของมารีอองตัวเน็ตต์ซึ่งเป็นโรคฝีดาษ
บ้างก็เล่าว่า เห็นผีคนส่งสารให้มารีอองตัวเน็ตต์ วิ่งผ่านสวนพระราชวังแวร์ซายไปบอกนาง ในวันที่จะมีคณะปฏิวัติมาจับคุม โดยการวิ่งผ่านสวนไปมา ในสภาพเหตุการณ์เดิมๆ
ขอบคุณ ข้อมูลจาก http://palungjit.org/threads/ตำนานรักเลือด-เรื่องผี-ที่ดังเรื่องชื่อที่สุดของยุโรป.391574/ และวิกิฯ
พบกันวันพรุ่งนี้ อีก 1 วันครับ