'ทิชา' ยื่น 8 หมื่นชื่อ จี้ 'บิ๊กตู่' ให้ 'บิ๊กป้อม' ลาออก กร้าว! อ้างยืมเพื่อนได้ ก็ไม่ต้องมี ปปช.
https://www.matichon.co.th/news/843914
“ทิชา” ยื่น 8 หมื่นรายชื่อ จี้ “บิ๊กตู่” ให้ “บิ๊กป้อม” แสดงสปิริตลาออก ลั่น! ถ้ารัฐบาลมองเป็นแค่เสียงนกเสียงกา เท่ากับเค้าลางหายนะของรัฐบาลเช่นกัน พร้อมกร้าว ถ้ายืมเพื่อนแล้วไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินถือเป็นบรรทัดฐาน ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องมี ป.ป.ช.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นาง
ทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นรายชื่อที่รวบรวมผ่านทางเว็บไซต์ Change.org จำนวน 80,018 ชื่อถึง พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเรียกร้องให ้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจาก
ถูกตรวจสอบความมีอยู่จริงของนาฬิกาหรูจำนวนกว่า 20 เรือน ราคากว่า 30 ล้านบาท แต่ไม่ได้ยื่นแสดงไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม
นาง
ทิชากล่าวว่า ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี 3 ข้อคือ ขอเรียกร้องให้ พล.อ.
ประวิตรลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการแสดงการตัดสินใจที่กล้าหาญทางจริยธรรม และทำตามสัจวาจาที่ พล.อ.
ประวิตรเคยกล่าวต่อสาธารณะไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคมว่า ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมลาออกจากตำแหน่ง
“หลังจากกรณีนาฬิกาหรูหลายเรือนราคากว่า 30 ล้านบาท แต่ พล.อ.ประวิตรกลับอ้างว่ายืมเพื่อนมาหรือวนกันใส่ เราในฐานะประชาชนไม่สามารถเข้าใจและไม่อาจพอใจในคำตอบนั้นได้ ถือว่าเป็นคำตอบที่ไม่แคร์ ไม่เคารพต่อเสียงของประชาชน ในฐานะผู้นำระดับสูงของประเทศ การทำเช่นนี้ทำให้เห็นว่ากฎหมายประเทศไทยไม่ศักดิ์สิทธิ์ จึงคิดว่า พล.อ.ประวิตรหมดความชอบธรรมแล้ว หากไปดูผู้นำในหลายๆ ประเทศ เขาตัดสินใจลาออกด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถือเป็นการแสดงสปิริต และวางบรรทัดฐานให้คนรุ่นหลังว่า เมื่อเราเป็นผู้นำ เพียงแค่เอ่ยวาจาที่ผิดพลาด แสดงออกไม่เหมาะสม เราต้องแสดงความรับผิดชอบ จึงอยากให้พล.อ.ประวิตรกลับไปดูประเทศอื่นเขาบ้าง” นางทิชากล่าว
นาง
ทิชากล่าวต่อไปถึงข้อเรียกร้องข้อที่ 2 ที่ฝากถึง ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง แต่ขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังตีความโน้มเอียง ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ป.ป.ช.เป็นเสมือนผงฟอกขาวให้ พล.อ.
ประวิตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ว่า ป.ป.ช.จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากคำพูดของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า หากเป็นนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมาก็ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ เพราะถือเป็นคำพูดที่จะเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น หมิ่นเหม่ต่อการทำลายบรรทัดฐานและเจตนารมณ์ขององค์กรอย่างยิ่ง
“การออกมาครั้งนี้ของประชาชนเป็นสัญญาณที่บอก ป.ป.ช.ว่า อย่ามาทำไร้เดียงสาต่อเครื่องมือที่ดีที่สุดที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกแบบไว้ให้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ มีกติกาที่จัดการกับข้าราชการระดับสูงและนักการเมือง จึงไม่เข้าใจว่า วันนี้ ป.ป.ช.จะมาทำให้มาตรฐานนั้นต่ำลงไปทำไม เพราะถ้า ป.ป.ช.ทำเช่นนี้ คงไม่มีเหตุผลใดที่ประเทศไทยจะต้องมี ป.ป.ช. เพราะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก และใช้ความหวังของคนไทยที่หวังให้ ป.ป.ช.เป็นฝ่ายถ่วงดุลอำนาจที่ประชาชนไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้น ถ้ายังใช้คำว่ายืมเพื่อนมาแล้วไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นบรรทัดฐาน ก็ไม่จำเป็นต้องมี ป.ป.ช.” นาง
ทิชากล่าว
นาง
ทิชาระบุถึงข้อเรียกร้องที่ 3 ว่า ขอยืนยันคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ระบุในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นว่า คนไทยจะไม่ทนต่อการโกง ซึ่งถ้าคำพูดนี้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แสดงว่าผู้นำของไทยไว้วางใจไม่ได้สักคน เพราะหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกล่าวแล้ว
แต่กลับมาขอให้คนไทยลดราวาศอกต่อกรณีของ พล.อ.ประวิตรลงบ้าง ทั้งนี้ ตนต้องการเห็นนักการเมือง ข้าราชการทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เห็นแก่พวกพ้อง และพร้อมที่จะกล่าวขอโทษประชาชน แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
นาง
ทิชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีเพจออกมาแสดงการสนับสนุนให้ พล.อ.
ประวิตรอยู่ต่อว่า ถือเป็นสิทธิที่พลเมืองสามารถทำได้ แต่ถ้าวิเคราะห์จากหนึ่งแสนรายชื่อในเพจนั้น จะเห็นว่ารายชื่อเหล่านั้นถูกจัดตั้งมาด้วยกระบวนการใดบ้าง แต่สำหรับพวกตน เป็นเสียงที่บริสุทธิ์ สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์แอบแฝง แต่รู้สึกร้อนหนาวกับผู้นำประเทศที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่โปร่งใส ดังนั้น สังคมไทยก็ต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ด้วยความจริงใจและจริงจัง
เมื่อถามว่า หากยื่นรายชื่อไปในวันนี้แล้วไม่มีท่าทีใดๆ กลับมาจากนายกรัฐมนตรีหรือ พล.อ.
ประวิตร จะดำเนินการต่อไปอย่างไร นางทิชากล่าวว่า หากรัฐบาลเหลิงอำนาจตัวเอง คิดว่าอำนาจรัฐที่มีอยู่ไม่มีใครมาทำอะไรได้ เสียงของประชาชนกว่า 8 หมื่นรายชื่อนี้ก็อาจเป็นแค่เสียงนกเสียงกา ไม่มีความหมายต่อรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลทำเช่นนั้น แสดงว่าเค้าลางแห่งความหายนะของรัฐบาลก็มาด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหนที่เคยบอกว่า หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชนแล้วรัฐบาลจะเข้มแข็งต่อไปได้
“ขณะนี้เราเห็นกันอยู่ว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเริ่มน้อยลง ถ้ารัฐบาลยังทระนงในอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ แสดงว่ารัฐบาลและที่ปรึกษารัฐบาลอาจประเมินสถานการณ์ผิดพลาดได้ ถ้าคุณประวิตรรักรัฐบาลนี้ และเป็นพี่ที่ดี เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่รักน้องจริง ควรจะลาออกเสียก่อน ก่อนที่คุณประวิตรจะกลายเป็นปัจจัยทำให้รัฐบาลนี้เสียหายยิ่งกว่าเดิม” นาง
ทิชากล่าว
รองนายกฯมั่นใจ ล่ารายชื่อไล่ 'บิ๊กป้อม' ไม่กระทบรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/news/843925
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นาง
ทิชา ณ นคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำรายชื่อประชาชน 80,000 รายชื่อมายื่นที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งว่า ไม่แน่ใจว่าจะมีผลอะไรทางกฎหมายหรือไม่ เพราะอยู่ที่ว่า คำลงท้ายที่นางทิชายื่นนั้นระบุว่าขออะไร ถ้าจะยื่นเพื่อให้ผู้ถูกร้องต้องออกจากตำแหน่งต้องไปยื่นที่สภา ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีกฎหมายลูกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาแล้วหรือไม่ แต่โดยหลักการสามารถดำเนินการอย่างนั้นได้ ส่วนจะต้องรวบรวมรายชื่อจำนวนเท่าไหร่นั้น ตนไม่แน่ใจ ขอให้ไปดูในรัฐธรรมนูญดีกว่า
เมื่อถามว่า การที่มีรายชื่อประชาชนที่ต้องการให้ พล.อ.
ประวิตรลาออกมากถึง 80,000 รายชื่อ จะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นหรือสปิริตของรัฐบาลหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
ไม่น่าจะเป็นปัญหา ไม่กระทบอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่สะทกสะท้าน แต่ถือว่าเป็นการทำไปตามสิทธิหน้าที่ของแต่ละคน
“วิษณุ” น้อมรับ ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย ทุจริตสูงขึ้น ยันรบ.ทำงานเหน็ดเหนื่อย-จริงจังแล้ว
https://www.matichon.co.th/news/844074
“วิษณุ” น้อมรับ ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย พบว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นสูงขึ้น เชื่อไม่กระทบองค์กรต่างชาติวัดความโปร่งใสของไทย
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยที่พบว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นสูงขึ้น และคาดการณ์ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในปี 2561 จะรุนแรงขึ้น ว่า รัฐบาลได้เห็นและรับทราบผลสำรวจดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยินดีรับฟัง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง จากนั้น หน่วยงานใดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องไปเร่งปรับปรุงและพิจารณาว่าปัญหาอยู่ที่ตรงจุดไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะมีผลต่อการประเมินประเทศไทยโดยองค์กรตรวจสอบความโปร่งใสนานาชาติ เพราะเป็นตัวชี้วัดคนละตัว องค์กรนั้นก็ทำของเขาไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า สะท้อนว่ากลไกของรัฐบาลที่พยายามแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่สามารถทำงานได้ใช่หรือไม่ นาย
วิษณุ กล่าวว่า มันสะท้อนทัศนะของคนจำนวนหนึ่ง รัฐบาลมั่นใจว่าได้แก้ปัญหานี้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เอาจริงเอาจัง และทำหลายเรื่องทั้งมาตรการทางกฎหมาย มาตรการในทางที่ทำกับตัวบุคคล แต่อาจมีบางจุดที่คนในสังคมยังสงสัยหรือข้อสังเกต ซึ่งต้องทำไปตามกระบวนการที่ยังดำเนินการไม่สิ้นสุด
“ยกตัวอย่างกรณีล่าเสือดำในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นเรื่องที่ผมและสังคมติดตามอยู่เช่นกัน แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ต้องอยู่ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องจะจบลงอย่างไร เพราะเรื่องนี้เข้าสู่คดีแล้วซึ่งนำไปสู่การมีโทษ ต่างจากการทุจริตที่มีหลายเรื่องเป็นการกล่าวหาเลื่อนลอยและทำให้เกิดความรู้สึก ดังนั้น เราจะเอาสิ่งที่เป็นคดีแล้วไปปะปนกับเรื่องทุจริตที่เป็นการกล่าวหา คงไม่ได้ ซึ่งผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ทำออกมานี้ดูจะเป็นเรื่องเพอร์เซพชั่นที่อาจชัด เพราะเขาไปสำรวจจากสำนักงานทนายความ นักลงทุน ผู้ประกอบการที่เคยจ่ายเงินใต้โต๊ะ-บนโต๊ะ” นาย
วิษณุ กล่าว
บิ๊กป้อมเลื่อนให้ข้อมูลอีก ส่งผล ป.ป.ช.สรุปปมนาฬิกาหรูไม่ทันเดือนนี้
https://www.matichon.co.th/news/844042
บิ๊กป้อมเลื่อนให้ข้อมูลอีก ป.ป.ช.สรุปปมร้อนนาฬิกาหรูไม่ได้ใน ก.พ.นี้
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นาย
วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ให้ พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงข้อมูลปมนาฬิกา 25 เรือนเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครบกำหนดชี้แจงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า พล.อ.
ประวิตรได้ส่งหนังสือขอขยายระยะเวลาในการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรต่อ ป.ป.ช.ออกไปอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่ายังติดปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง และมีเอกสารที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ต้องรวบรวมนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม จึงขอขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน โดยเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น เมื่อครบกำหนดในวันที่ 2 มีนาคมนี้ พล.อ.
ประวิตรจะต้องยื่นคำชี้แจงต่อ ป.ป.ช. และจะไม่สามารถขอขยายระยะเวลาได้อีก เนื่องจาก ป.ป.ช.ให้ขยายเวลาได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจากการขอขยายระยะเวลาในรอบล่าสุดนี้ ทำให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถจะตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่เคยบอกไว้ได้
นาย
วรวิทย์ยังกล่าวถึงกรณีที่นาย
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. ยื่นให้ตรวจสอบกรณีการถือหุ้นสัมปทานเอสซีซี จำนวน 5,000 หุ้นของ นพ.
ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าข่ายต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติแล้ว ยังไม่ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแต่อย่างใด
JJNY : รวมข่าวใจเพชร ยื่น8หมื่นชื่อให้'บิ๊กป้อม'ลาออกฯ วิษณุบอกไม่กระทบรบ.ฯ ยอมรับดัชนีทุจริตสูงฯ เลื่อนยื่นข้อมูลปปช.ฯ
https://www.matichon.co.th/news/843914
“ทิชา” ยื่น 8 หมื่นรายชื่อ จี้ “บิ๊กตู่” ให้ “บิ๊กป้อม” แสดงสปิริตลาออก ลั่น! ถ้ารัฐบาลมองเป็นแค่เสียงนกเสียงกา เท่ากับเค้าลางหายนะของรัฐบาลเช่นกัน พร้อมกร้าว ถ้ายืมเพื่อนแล้วไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินถือเป็นบรรทัดฐาน ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องมี ป.ป.ช.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นรายชื่อที่รวบรวมผ่านทางเว็บไซต์ Change.org จำนวน 80,018 ชื่อถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเรียกร้องให ้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกตรวจสอบความมีอยู่จริงของนาฬิกาหรูจำนวนกว่า 20 เรือน ราคากว่า 30 ล้านบาท แต่ไม่ได้ยื่นแสดงไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม
นางทิชากล่าวว่า ขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี 3 ข้อคือ ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตรลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการแสดงการตัดสินใจที่กล้าหาญทางจริยธรรม และทำตามสัจวาจาที่ พล.อ.ประวิตรเคยกล่าวต่อสาธารณะไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคมว่า ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมลาออกจากตำแหน่ง
“หลังจากกรณีนาฬิกาหรูหลายเรือนราคากว่า 30 ล้านบาท แต่ พล.อ.ประวิตรกลับอ้างว่ายืมเพื่อนมาหรือวนกันใส่ เราในฐานะประชาชนไม่สามารถเข้าใจและไม่อาจพอใจในคำตอบนั้นได้ ถือว่าเป็นคำตอบที่ไม่แคร์ ไม่เคารพต่อเสียงของประชาชน ในฐานะผู้นำระดับสูงของประเทศ การทำเช่นนี้ทำให้เห็นว่ากฎหมายประเทศไทยไม่ศักดิ์สิทธิ์ จึงคิดว่า พล.อ.ประวิตรหมดความชอบธรรมแล้ว หากไปดูผู้นำในหลายๆ ประเทศ เขาตัดสินใจลาออกด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถือเป็นการแสดงสปิริต และวางบรรทัดฐานให้คนรุ่นหลังว่า เมื่อเราเป็นผู้นำ เพียงแค่เอ่ยวาจาที่ผิดพลาด แสดงออกไม่เหมาะสม เราต้องแสดงความรับผิดชอบ จึงอยากให้พล.อ.ประวิตรกลับไปดูประเทศอื่นเขาบ้าง” นางทิชากล่าว
นางทิชากล่าวต่อไปถึงข้อเรียกร้องข้อที่ 2 ที่ฝากถึง ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง แต่ขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังตีความโน้มเอียง ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ป.ป.ช.เป็นเสมือนผงฟอกขาวให้ พล.อ.ประวิตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ว่า ป.ป.ช.จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากคำพูดของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า หากเป็นนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมาก็ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ เพราะถือเป็นคำพูดที่จะเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น หมิ่นเหม่ต่อการทำลายบรรทัดฐานและเจตนารมณ์ขององค์กรอย่างยิ่ง
“การออกมาครั้งนี้ของประชาชนเป็นสัญญาณที่บอก ป.ป.ช.ว่า อย่ามาทำไร้เดียงสาต่อเครื่องมือที่ดีที่สุดที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกแบบไว้ให้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ มีกติกาที่จัดการกับข้าราชการระดับสูงและนักการเมือง จึงไม่เข้าใจว่า วันนี้ ป.ป.ช.จะมาทำให้มาตรฐานนั้นต่ำลงไปทำไม เพราะถ้า ป.ป.ช.ทำเช่นนี้ คงไม่มีเหตุผลใดที่ประเทศไทยจะต้องมี ป.ป.ช. เพราะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก และใช้ความหวังของคนไทยที่หวังให้ ป.ป.ช.เป็นฝ่ายถ่วงดุลอำนาจที่ประชาชนไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้น ถ้ายังใช้คำว่ายืมเพื่อนมาแล้วไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นบรรทัดฐาน ก็ไม่จำเป็นต้องมี ป.ป.ช.” นางทิชากล่าว
นางทิชาระบุถึงข้อเรียกร้องที่ 3 ว่า ขอยืนยันคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ระบุในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นว่า คนไทยจะไม่ทนต่อการโกง ซึ่งถ้าคำพูดนี้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แสดงว่าผู้นำของไทยไว้วางใจไม่ได้สักคน เพราะหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกล่าวแล้ว แต่กลับมาขอให้คนไทยลดราวาศอกต่อกรณีของ พล.อ.ประวิตรลงบ้าง ทั้งนี้ ตนต้องการเห็นนักการเมือง ข้าราชการทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เห็นแก่พวกพ้อง และพร้อมที่จะกล่าวขอโทษประชาชน แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
นางทิชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีเพจออกมาแสดงการสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตรอยู่ต่อว่า ถือเป็นสิทธิที่พลเมืองสามารถทำได้ แต่ถ้าวิเคราะห์จากหนึ่งแสนรายชื่อในเพจนั้น จะเห็นว่ารายชื่อเหล่านั้นถูกจัดตั้งมาด้วยกระบวนการใดบ้าง แต่สำหรับพวกตน เป็นเสียงที่บริสุทธิ์ สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์แอบแฝง แต่รู้สึกร้อนหนาวกับผู้นำประเทศที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่โปร่งใส ดังนั้น สังคมไทยก็ต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ด้วยความจริงใจและจริงจัง
เมื่อถามว่า หากยื่นรายชื่อไปในวันนี้แล้วไม่มีท่าทีใดๆ กลับมาจากนายกรัฐมนตรีหรือ พล.อ.ประวิตร จะดำเนินการต่อไปอย่างไร นางทิชากล่าวว่า หากรัฐบาลเหลิงอำนาจตัวเอง คิดว่าอำนาจรัฐที่มีอยู่ไม่มีใครมาทำอะไรได้ เสียงของประชาชนกว่า 8 หมื่นรายชื่อนี้ก็อาจเป็นแค่เสียงนกเสียงกา ไม่มีความหมายต่อรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลทำเช่นนั้น แสดงว่าเค้าลางแห่งความหายนะของรัฐบาลก็มาด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหนที่เคยบอกว่า หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชนแล้วรัฐบาลจะเข้มแข็งต่อไปได้
“ขณะนี้เราเห็นกันอยู่ว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเริ่มน้อยลง ถ้ารัฐบาลยังทระนงในอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ แสดงว่ารัฐบาลและที่ปรึกษารัฐบาลอาจประเมินสถานการณ์ผิดพลาดได้ ถ้าคุณประวิตรรักรัฐบาลนี้ และเป็นพี่ที่ดี เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่รักน้องจริง ควรจะลาออกเสียก่อน ก่อนที่คุณประวิตรจะกลายเป็นปัจจัยทำให้รัฐบาลนี้เสียหายยิ่งกว่าเดิม” นางทิชากล่าว
รองนายกฯมั่นใจ ล่ารายชื่อไล่ 'บิ๊กป้อม' ไม่กระทบรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/news/843925
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางทิชา ณ นคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำรายชื่อประชาชน 80,000 รายชื่อมายื่นที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งว่า ไม่แน่ใจว่าจะมีผลอะไรทางกฎหมายหรือไม่ เพราะอยู่ที่ว่า คำลงท้ายที่นางทิชายื่นนั้นระบุว่าขออะไร ถ้าจะยื่นเพื่อให้ผู้ถูกร้องต้องออกจากตำแหน่งต้องไปยื่นที่สภา ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีกฎหมายลูกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาแล้วหรือไม่ แต่โดยหลักการสามารถดำเนินการอย่างนั้นได้ ส่วนจะต้องรวบรวมรายชื่อจำนวนเท่าไหร่นั้น ตนไม่แน่ใจ ขอให้ไปดูในรัฐธรรมนูญดีกว่า
เมื่อถามว่า การที่มีรายชื่อประชาชนที่ต้องการให้ พล.อ.ประวิตรลาออกมากถึง 80,000 รายชื่อ จะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นหรือสปิริตของรัฐบาลหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหา ไม่กระทบอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่สะทกสะท้าน แต่ถือว่าเป็นการทำไปตามสิทธิหน้าที่ของแต่ละคน
“วิษณุ” น้อมรับ ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย ทุจริตสูงขึ้น ยันรบ.ทำงานเหน็ดเหนื่อย-จริงจังแล้ว
https://www.matichon.co.th/news/844074
“วิษณุ” น้อมรับ ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย พบว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นสูงขึ้น เชื่อไม่กระทบองค์กรต่างชาติวัดความโปร่งใสของไทย
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยที่พบว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นสูงขึ้น และคาดการณ์ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในปี 2561 จะรุนแรงขึ้น ว่า รัฐบาลได้เห็นและรับทราบผลสำรวจดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยินดีรับฟัง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง จากนั้น หน่วยงานใดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องไปเร่งปรับปรุงและพิจารณาว่าปัญหาอยู่ที่ตรงจุดไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะมีผลต่อการประเมินประเทศไทยโดยองค์กรตรวจสอบความโปร่งใสนานาชาติ เพราะเป็นตัวชี้วัดคนละตัว องค์กรนั้นก็ทำของเขาไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า สะท้อนว่ากลไกของรัฐบาลที่พยายามแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่สามารถทำงานได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มันสะท้อนทัศนะของคนจำนวนหนึ่ง รัฐบาลมั่นใจว่าได้แก้ปัญหานี้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เอาจริงเอาจัง และทำหลายเรื่องทั้งมาตรการทางกฎหมาย มาตรการในทางที่ทำกับตัวบุคคล แต่อาจมีบางจุดที่คนในสังคมยังสงสัยหรือข้อสังเกต ซึ่งต้องทำไปตามกระบวนการที่ยังดำเนินการไม่สิ้นสุด
“ยกตัวอย่างกรณีล่าเสือดำในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นเรื่องที่ผมและสังคมติดตามอยู่เช่นกัน แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ต้องอยู่ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องจะจบลงอย่างไร เพราะเรื่องนี้เข้าสู่คดีแล้วซึ่งนำไปสู่การมีโทษ ต่างจากการทุจริตที่มีหลายเรื่องเป็นการกล่าวหาเลื่อนลอยและทำให้เกิดความรู้สึก ดังนั้น เราจะเอาสิ่งที่เป็นคดีแล้วไปปะปนกับเรื่องทุจริตที่เป็นการกล่าวหา คงไม่ได้ ซึ่งผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ทำออกมานี้ดูจะเป็นเรื่องเพอร์เซพชั่นที่อาจชัด เพราะเขาไปสำรวจจากสำนักงานทนายความ นักลงทุน ผู้ประกอบการที่เคยจ่ายเงินใต้โต๊ะ-บนโต๊ะ” นายวิษณุ กล่าว
บิ๊กป้อมเลื่อนให้ข้อมูลอีก ส่งผล ป.ป.ช.สรุปปมนาฬิกาหรูไม่ทันเดือนนี้
https://www.matichon.co.th/news/844042
บิ๊กป้อมเลื่อนให้ข้อมูลอีก ป.ป.ช.สรุปปมร้อนนาฬิกาหรูไม่ได้ใน ก.พ.นี้
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงข้อมูลปมนาฬิกา 25 เรือนเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครบกำหนดชี้แจงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประวิตรได้ส่งหนังสือขอขยายระยะเวลาในการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรต่อ ป.ป.ช.ออกไปอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่ายังติดปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง และมีเอกสารที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ต้องรวบรวมนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม จึงขอขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน โดยเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น เมื่อครบกำหนดในวันที่ 2 มีนาคมนี้ พล.อ.ประวิตรจะต้องยื่นคำชี้แจงต่อ ป.ป.ช. และจะไม่สามารถขอขยายระยะเวลาได้อีก เนื่องจาก ป.ป.ช.ให้ขยายเวลาได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจากการขอขยายระยะเวลาในรอบล่าสุดนี้ ทำให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถจะตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่เคยบอกไว้ได้
นายวรวิทย์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. ยื่นให้ตรวจสอบกรณีการถือหุ้นสัมปทานเอสซีซี จำนวน 5,000 หุ้นของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าข่ายต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติแล้ว ยังไม่ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแต่อย่างใด