รู้ทางสายกลาง
รู้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก็ไม่ใช่ วิภวตัณหา
รู้จักวิภวตัณหา
รู้เวทนาจากการฟังธรรม
บ่อยครั้งที่เราฟังธรรม แต่เรารู้ หรือไม่ว่า ฟังธรรมแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างภายใน ใจ
ถ้าไม่รู้ จะเกิดอะไรขึ้น
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=2111&Z=2227
เคยมีใครบอกไหมว่า เมื่อ ฟัง เมื่อ รู้ ทราบ เข้าใจ ธรรม จะเกิดเวทนา
ทำไมจึงเกิดเวทนา
เพราะมี นามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
สติในเวทนา
การเกิดเวทนา เมื่อ รู้ธรรม
พุทธวจน
ครั้นรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุให้ทุกข์อย่างแท้จริง คือ
ตัณหา ความทะยานอยากนี้ใดๆ
ทำให้มีภพอีก
นันทิราคะสะหะคะตา ( เป็นไปกับความกำหนัด ด้วยความเพลิดเพลิน )
ตัตระ ตัตราภินันทินี ( เพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ )
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
กามะตัณหา ( ความทะยานอยากในอารมณ์ที่พอใจ )
ภะวะตัณหา ( ความทะยานอยากในความมีเรา ความเป็นของเรา )
วิภะวะตัณหา ( ความทะยานอยากในความไม่มีเรา ไม่เป็นของเรา )
ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่
ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง
ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนด
รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็น
ความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเธอ
พิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อม
ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้
หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน
เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เปิดธรรมที่ถูกปิด ฟังบ่อยๆ ทางสายกลาง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก็ไม่ใช่ วิภวตัณหา
รู้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก็ไม่ใช่ วิภวตัณหา
รู้จักวิภวตัณหา
รู้เวทนาจากการฟังธรรม
บ่อยครั้งที่เราฟังธรรม แต่เรารู้ หรือไม่ว่า ฟังธรรมแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างภายใน ใจ
ถ้าไม่รู้ จะเกิดอะไรขึ้น
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=2111&Z=2227
เคยมีใครบอกไหมว่า เมื่อ ฟัง เมื่อ รู้ ทราบ เข้าใจ ธรรม จะเกิดเวทนา
ทำไมจึงเกิดเวทนา
เพราะมี นามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
สติในเวทนา
การเกิดเวทนา เมื่อ รู้ธรรม
พุทธวจน
ครั้นรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุให้ทุกข์อย่างแท้จริง คือ
ตัณหา ความทะยานอยากนี้ใดๆ
ทำให้มีภพอีก
นันทิราคะสะหะคะตา ( เป็นไปกับความกำหนัด ด้วยความเพลิดเพลิน )
ตัตระ ตัตราภินันทินี ( เพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ )
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
กามะตัณหา ( ความทะยานอยากในอารมณ์ที่พอใจ )
ภะวะตัณหา ( ความทะยานอยากในความมีเรา ความเป็นของเรา )
วิภะวะตัณหา ( ความทะยานอยากในความไม่มีเรา ไม่เป็นของเรา )
ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่
ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง
ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนด
รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็น
ความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเธอ
พิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อม
ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้
หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน
เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย