บันทึกการเดินทาง "โพซอ" รอยยิ้มจากตะวันตกของไทย

ความบังเอิญเกิดขึ้นเมื่อผมถูกชักชวนให้ไปร่วมกับหน่วยงานหนึ่งซึ่งเป็นสังกัดเดียวกับที่ผมทำงานอยู่ หน่วยงานนี้จะคอยช่วยส่งเสริมโครงการหลวงและโครงการพระราชดำริ ตอนนั้นไม่ทราบข้อมูลใดๆ ทั้งนั้นเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไป และก็ไม่เคยที่จะลองค้นข้อมูลดูสักนิด รู้คร่าวๆ เพียงว่าสถานที่นั้นเป็นโรงเรียนของเด็กชาวเขา ชาวดอย และเด็กชายขอบ ตำแหน่งที่ตั้งตามแผนที่เลย อีกนิดเดียวก็พม่าแล้วครับ


          ทางทีมผมเดินทางถึงสนามบินเชียงใหม่เวลาประมาณ 19:00 น. ของวันที่ 8 ก.พ. 61 และก็มีพี่ๆ ทีมหลักของหน่วยงานมารับเราที่สนามบินพร้อมเดินทางต่อไปยังจอมทองเพื่อทานมื้อเย็น จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยัง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเข้าที่พักและเช้าจึงเดินทางต่อ ผมก็เพิ่งรู้ตอนนั้นแหละครับว่าผมไม่ได้ไปเชียงใหม่ จริงๆ แล้วเราไปที่แม่ฮ่องสอน


          ระหว่างการเดินทางแทบจะไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังลัดเลาะเส้นทางผ่านภูเขา บรรยากาศสองข้างทางมีแต่ความมืด มีเพียงทางด้านหน้าที่ไฟรถสามารถส่องเห็นได้เท่านั้น ในใจก็ภาวนาว่าเราต้องมีชีวิตรอด _/\_ การเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงก็พาทีมเรามาถึงที่พัก ตอนนั้นน่าจะประมาณห้าทุ่มกว่าๆ ได้แล้ว ต่างก็แยกย้ายไปนอนตามห้องพัก เช้ามาก็ตื่นมารับบรรยากาศหน้าห้องที่เป็นแม่น้ำ ระหว่างรอเดินทาง 8:30 น. ก็ยังพอมีเวลาไปเดินสำรวจบริเวณนั้นและเก็บภาพบรรยากาศเรื่อยเปื่อยครับ




          เมื่อทุกคนในทีมพร้อมเราก็เริ่มเดินทางจากที่พักที่แม่สะเรียงขึ้นสู่ "โรงเรียนบ้านโพซอ" ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบกินนอน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็มาถึง ถนนค่อนข้างแคบและฝุ่นเยอะมาก รวมถึงสะพานที่ใช้สัญจรก็พังจากน้ำหลากก่อนหน้านี้ ซึ่งรถที่เราไปก็จะลุยน้ำข้ามลำธารแทนครับ สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นในภาพเลยสาบานว่าก่อนขึ้นรถสะอาดมากนะครับ


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


          พอมาถึงโรงเรียนเราก็เอาของเข้าที่พักซึ่งก็คือห้องเรียนของเด็กๆ นักเรียนที่นั่นจัดเตรียมที่นอนและมุ้งไว้ให้เรียบร้อยครับ รับประทานอาหารกลางวันเสร็จทีมเราก็เริ่มประชุมวางแผนและดำเนินงานตามที่วางไว้ ซึ่งผมจะไม่ขอพูดรายละเอียดในส่วนนี้ เย็นวันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ 9 ก.พ. 61 แล้วครับ ถ้าเป็นเด็กๆ ในเมืองก็คงจะกลับบ้านพักผ่อนวันหยุด แต่นั่นไม่ใช่สำหรับที่นี่ครับ เพราะที่นี่เด็กๆ จะเรียน 6 วันต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่าจะได้พักวันเดียวคือวันอาทิตย์ (เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดตรงนี้ให้ฟังนะครับ) เย็นวันนั้นผมและทีมกำลังจะออกไปเดินเล่นก็ไปเจอเด็กกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเลยอาสาพาเดินเที่ยวรอบโรงเรียนครับ

และนี่คือโฉมหน้าไกด์ของผมในวันนี้ครับ ต้องขออภัยที่จำชื่อไกด์ได้คนเดียวคือ ชาหมื่อลา (คนขวา)



          บรรยากาศรอบๆ โรงเรียนอบอวนไปด้วยวิถีชีวิตชองชาวเขา บ้านทำจากไม้ เลี้ยงสัตว์ใต้ถุนบ้าน เดินๆ ไปนี่ราวกับว่าได้ย้อนไปในอดีตเลยนะครับ ชาพาเดินไปรอบๆ เราก็คุยกับเขาไปเรื่อยโชคดีที่ชาสื่อสารภาษาไทยได้ครับ ที่บอกว่าโชคดีเพราะว่าเด็กเกือบทั้งโรงเรียนเป็นเด็กที่ใช้ภาษากะเหรี่ยง นี่เป็นเหตุหนึ่งที่เด็กส่วนมากสอบวัดผลระดับประเทศแล้วอยู่ในระดับต่ำ จริงๆ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจ แค่เขามีปัญหาเรื่องภาษาไทย อารมณ์คงคล้ายๆ กับเด็กไทยที่ถูกจับไปเรียนห้องอินเตอร์แหละครับ



          เดินมาเรื่อยๆ ก็มาเจอทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ที่บ้างก็อาบน้ำ บ้างก็ซักผ้า อย่างเด็กที่เห็นในภาพนั่นเรียนอยู่ ป.4 ครับ ทุกคนที่นี่ต้องซักผ้าเอง ส่วนน้องน้อยอย่างอนุบาลก็จะมีพี่ๆ คอยช่วยซักให้ครับ



          ชาพาเดินดูทั่วเลยครับ และก็มาถึงห้องครัวของโรงเรียน เด็กผู้หญิง 4-5 คน กำลังหั่นผักที่เอาลงมาจากชั้นวางไม้เก่าๆ ซึ่งเรียงรายไปด้วยผักและก็ผัก ใช่แล้วครับแน่นอนว่าน้อยมื้อนักของเด็กที่นี่ที่จะได้ทานเนื้อสัตว์ อย่างดีก็คงได้โปรตีนจากไข่ เพราะทางโรงเรียนเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้และใช้เพียงเพื่อแสงสว่างในบางจุดเท่านั้น ดังนั้นจะตุนเนื้อแช่ไว้ในตู้เย็นคงไม่มีทาง น้ำแข็งก็คงจะหายากน่าดูเพราะอยู่ขนเขานาดนี้ อีกอย่างเนื่องจากเป็นโรงเรียนกินนอนตั้งแต่ อนุบาล 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 6 งบสนับสนุนค่าอาหารก็ได้เพียงบางช่วงชั้นเท่านั้น ดังนั้นจำเป็นต้องลดต้นทุนและถัวเฉลี่ยค่าอาหารเพื่อให้เพียงพอกับนักเรียนในโรงเรียนที่มีมากกว่า 300 คน



          หลังจากที่เดินชมรอบๆ โรงเรียนเสร็จชาก็ไปหยิบเปตองมาเล่นแล้วก็หันมามองผม แววตานั้นทำให้รู้เลยว่าเขาอยากเล่นกับเราก็เลยเดินไปเล่นเปตองกับชาและเพื่อนๆ จากที่ดูเด็กๆ เล่นแล้วผมรู้สึกได้เลยว่าฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ที่สังเกตเห็นคือเด็กๆ ยังวัดระยะห่างของลูกเปตองกับแก่นผิด เพราะจะใช้การประมาณด้วยสายตา จุดนี้แหละที่เราต้องสอนเขา ผมและพี่อีกคนนึงก็เบรคชา "อย่าเพิ่งขยับลูก" พร้อมกับถาม "แน่ใจได้ยังไงว่าลูกนี้ไกลกว่า?" ชาเริ่มทำหน้าไม่มั่นใจ เราก็เริ่มสอนวิธีการวัดโดยใช้เชือกให้กับชา ถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน และก็ตามคาดครับเพราะชามองผิดเมื่อวัดจริงๆ เขาได้แต้ม จากนั้นชาก็ใช้วิธีนี้ตลอดจนจบเกม
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



          เย็นแล้วได้เวลาทานข้าว เมื่อทางฝั่งครัวเรียบร้อยแล้ว (อ้อลืมบอกว่าเด็กๆ ทำอาหารเลี้ยงกันเองนะครับ และครูจะคอยดูแลอยู่ตลอด) เด็กๆ ก็จะรับรู้จากสัญญาณระฆังทองครับ เด็กทุกคนจะพกช้อนของตัวเองไว้ ถึงเวลาก็มาล้างช้อนเตรียมรับอาหารที่พี่ๆ จะตักใส่ถาดหลุมให้ ทุกคนจะมานั่งเรียงแถวและทานอาหารพร้อมกัน และหลังจากรับประทานมื้อเย็นเสร็จ สัก 19:00 น. เด็กๆ ก็จะมาสวดมนต์ก่อนนอนกันครับ


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


         เช้าวันเสาร์ที่ 10 ก.พ. 61 เวลาสักประมาณ 05:00 น. เราได้ยินเสียงคนนับเลขเป็นจังหวะ และก็นึกขึ้นได้ว่า เด็กๆ ที่นี่ตื่นเวลานี้ครับจากนั้นก็มารวมตัวกันเพื่อทำกายบริหารยามเช้าพร้อมกับท่องสูตรคูณ ผมก็นอนฟังอยู่จนสิ้นเสียงและฟ้าเริ่มสางจึงออกไปแปรงฟังล้างหน้า ระหว่างเลยมีโอกาสไปเก็บภาพและเดินดูหอพักของเด็กๆ หอพักนี่มีแสงสว่างแค่หน้าประตูนะครับ ปลั๊กไฟภายในทางโรงเรียนจำเป็นต้องระงับเพราะกลัวนักเรียนเล่นแล้วจะเกิดเพลิงไหม้




          และแล้วเสียงระฆังก็ดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณว่าต้องไปทานมื้อเช้า ทุกคนช้อนพร้อม!!! จากนั้นจะมีเสียงระฆังอีกครั้งเป็นสัญญาณเรียกรวมว่ามาเข้าแถวเคารพธงชาติ อยากให้ทุกท่านลองฟังเพลงชาติไทยเวอร์ชั่นโพซอดูนะครับไพเราะจริงๆ



          เสร็จสิ้นกิจกรรมหน้าเสาธงทุกคนก็แยกย้ายเข้าห้องเรียน ผมและทีมก็ไปทำงานของตัวเองต่อพอตกเย็นเฮียชาก็มาเล่นเปตองโชว์อีกแล้วครับท่าน พร้อมหันมาถามด้วยสายตาอ้อนวอนว่า "เล่นด้วยกันไหมครับ?" ผมก็เลยเดินไปเล่นเปตองกับชาและเพื่อนชา สักพักพี่อีกคนเดินทาชวนไปเดินเล่นในหมู่บ้านชาวเขานอกโรงเรียน เลยบอกชาว่าเดี๋ยวกลับมาเล่นด้วย ตอนกำลังจะเดินไปก็แกล้งถาม "ไปเที่ยวด้วยกันป่าวชา?" เท่านั้นแหละวางลูกเปตอง เช็ดมือ และก็มาเป็นไกด์วันที่สองให้พวกผมเลยครับ



          วันนี้ไปเดินมาไม่นาน เพราะต้องกลับมาช่วยเด็กๆ ทำกับข้าวของทีมผมเนื่องจากครูที่ดูแลติดธุระ ก่อนเข้าครัวก็เลยแวะถ่ายรูปกับคณะทัวร์ของเฮียชาสักหน่อย มื้อนี้ชาแสดงฝีมือเองเลยครับ มาช่วยๆ พี่ๆ เขาทำกับข้าวในครัว ส่วนผมก็เจียวไข่ 555+ ระหว่างอยู่ในครัวก็เหลือบไปเห็นเด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเตรียมอาหารเย็นของโรงเรียนอยู่ ได้บรรยากาศมากๆ เลยครับ




          หลังจากทำอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันไปทานมื้อเย็น เมนูวันนี้ก็ผักตามเคยครับ เด็กต่อแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย รอรับบริการจากพี่ๆ ที่คอยตักให้ เมื่อทุกคนทานข้าวเสร็จก็จะไปล้างถาดหลุมแยกช้อนเก็บของตัวเอง พร้อมพักผ่อนตามอัธยาศัยเพราะวันนี้เป็นเย็นวันเสาร์ครับ บางคนก็ไปจับจ่ายขนมที่ร้านค้าสวัสดิการของโรงเรียน และที่น่าทึ่งหว่านั้นคือตัวร้านนี่เด็กๆ สร้างเองนะครับ ^^




          ตกเย็นของวันเสาร์คนบ้านใกล้ก็อาจจะกลับบ้าน คุณครูบ้านใกล้บ้างก็ลงตัวเมือง ก็จะเหลือเพียงคนบ้านไกลๆ ที่จะรอกลับช่วงปิดเทอมใหญ่เท่านั้น เด็กๆ ก็เล่นกีฬากันไปเรื่อยเปื่อย ที่เห็นก็จะมีฟุตบอล เปตอง ตะกร้อ และแบตมินตัน ส่วนสนามก็ไม่มีหรอกครับ ตามมีตามเกิด อย่างสนามตะกร้อเด็กก็จะเอานำมาราดเพื่อลดฝุ่น จากนั้นก็ตีเส้นด้วยปูนขาวเอา ส่วนเฮียชาก็มาเล่นเปตองตามเดิมผมก็มายืนดูด้วยและจัดทีมแข่งเล็กๆ ให้กับเขา ชาหาเชือกไม่เจอเลยเอาด้ามไม้กวาดมาประยุกต์ใช้แทนครับ 555+

***และนี่คือความสุขที่ผมได้ไปสัมผัสมาที่โรงเรียนบ้านโพซอ ดินแดนที่แทบต่างจากสังคมเมืองอย่างสุดขั้ว แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขครับ***
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่