ถ้าสามีไม่คิดจะอยู่กับเราและลูก...

คือเรากับแฟนแต่งงานมีลูกด้วยกันแล้ว 2 คนค่ะ หลังเรียนจบป.ตรี
เราก็ย้ายมาช่วยธุรกิจที่บ้านที่ต่างจังหวัดเลย

...เรากับแฟนเป็นคนจังหวัดเดียวกันค่ะ
คบกับตั้งแต่ ม.ปลายเลย แต่ได้โควต้ามหาลัยฯ คนละที่ แฟนได้ที่ กทม. เราก็เหมือนกัน
แต่คนละมหาลัยค่ะ แต่ยอมรับเลยนะว่า...
เราเข้ากับเพื่อนแฟนไม่ค่อยได้...
...เพราะมารู้ทีหลังว่า ในกลุ่มเพื่อนเขามีคนที่ชอบแฟนเราอยู่
...เลยพาลไม่ชอบเราทั้งแก๊งเวลาเราไปเจอแฟนหรือไปนั่งคุยด้วยจะไม่ค่อยมีใครคุยกับเรา
...มีแซะมีแขวะเล็กๆ บ้างแซวเรื่องการแต่งตัวจนหมดความมั่นใจก็มี
แถมเป็นสายปาร์ตี้ แฟนเราจากที่เคยเกลียดๆ ไม่แตะเหล้าบุหรี่เลย
ทุกวันนี้สูบวันละเป็นซองได้มั้ง ปาร์ตี้ทุกอาทิตย์เลย เที่ยวกับเพื่อน
บ่อยกว่ากับเรากับลูกอีก
แต่เราไม่ได้แอนตี้นะ เราว่าสังคมใครสังคมมัน
มันแค่ไม่ใช่ทางของเราเท่านั้นเอง เพราะเราต้องทำงานพิเศษ
หาเงินส่งเสียตัวเองเรียนไปด้วยในช่วงนั้น เพราะภาระทางครอบครัว
มันเยอะอยู่แล้วและเราเป็นพี่คนโต เราเลยมีเพื่อนน้อยไม่ค่อยได้เที่ยว
เรียกได้ว่าใช้ชีวิตแบบเด็กมหาลัยฯ ไม่ค่อยคุ้มเลยนะ555

เรื่องมันเกิดที่แฟนเราเรียนที่นั่นได้ราวๆสองเดือน ก็มีคนมาบอกชอบ
เป็นเพื่อนในกลุ่ม ( ผู้หญิง 2 ชาย 4 ) เขามาบอกเราว่าทำตัวไม่ถูกเลย
แต่บอกว่ามีเราแล้วนะคือปฏิเสธไป ผู้หญิงคนนั้นก็หายไประยะนึง
เหมือนไปทำใจ หรือ...อาจกำลังวางแผนก่อการร้ายก็ไม่รู้555
ก็กลับมาเข้ากลุ่มและทำตัวปกติเหมือนเดิมตามที่แฟนได้เล่าให้ฟัง
และเราไม่อยากระแวง กลัวพูดหรือให้คำแนะนำอะไรไปช่วงนั้น จะเหมือนกับว่าเราอาจชี้โพรงให้กระรอก
เลยเลือกที่จะเชื่อใจ ไม่ระแวง ไม่จุกจิก ไม่ซักไซ้อะไร เรารู้ว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกกล่าวหา
ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เราไม่ชอบและคิดว่าแฟนเราก็คงไม่ต่างกัน
เพราะพื้นฐานเขาเป็นคนดี สุภาพบุรุษ ให้เกียรติเราและยังคงเสมอต้นเสมอปลาย
สมัยนั้นเนอะเมื่อ 14 - 15  ปีที่ผ่านมา ( รู้สึกแก่มากเลย555 )
สื่อยังไม่เยอะขนาดนี้นะ ช่องทางการติดต่อ เฟสบุ๊กเอย อินสตาแกรม ไลน์
ทุกวันนี้มีครบแถมยังเป็นต้นตอแห่งความร้าวฉานครั้งสำคัญในวันนี้ด้วย

...หลังเรียนจบ เราตัดสินใจกลับบ้าน ไปช่วยธุรกิจที่เริ่มเข้าที่ กำลังขยับขยาย
ส่วนแฟน เขาตัดสินใจหางานที่กรุงเทพฯ และเรียนต่อป.โทไปด้วย ไม่ได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัด
หลังจากนั้นไม่นานเราก็ท้องลูกคนแรกแต่โชคยังดีที่ เรียนจบแล้ว เลยไม่ได้กังวลอะไรมาก
แฟนก็ยอมรับและมาเคลียกับครอบครัวเราเรียบร้อย แต่งงาน จดทะเบียน
ไม่ได้มีพิธีใหญ่โตอะไร เหมือนทานข้าวกันในครอบครัวเฉยๆ เท่านั้นค่ะ
เป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลาย กลับบ้านเดือนละ 2 ครั้ง เดือนไหนยุ่งมากก็ครั้งเดียว

หน้าที่การงานแฟนเรามั่นคงในระดับนึงเรายินดีกับเขาไม่ได้ยึดติดว่า
เขาจะต้องมาอยู่ตัวติดแจกับเราและลูกตลอดเวลาแบบนั้นคงไม่แฟร์สำหรับเขาด้วย
อนาคตเขา และเขาบอกว่าทำเพื่อครอบครัว
ส่วนเราธุรกิจที่บ้านก็มั่นคงในระดับนึง ( ขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเครื่องมือช่าง )
เราขายโซฟา ผ้าม่าน เสริมผ่านระบบออนไลน์อีก คือเราสามารถหาเงินเลี้ยงลูกได้
ไม่ได้จะเกทับแฟนว่าเดือนๆนึงเราหาได้เยอะกว่าหรืออะไร คิดว่าเราทำเพื่อลูก
จะมากจะน้อยก็เงินก้อนเดียวกัน...

จนกระทั่งมีลูกค้าคนนึงทักมาหาเรา และบอกว่า
เขาคือผู้หญิงคนนั้นในกลุ่มเพื่อนแฟนที่เคยชอบแฟนเรา เขามีอะไรกับแฟนเรา
และทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยกันทุกวัน ส่งรูปหลักฐานมาครบเลย
ต้องการให้เราหย่ากับแฟน...

เหตุการณ์นี้ไม่เคยลืมเลยค่ะถึงมันจะผ่านมาได้ 2 ปีกว่าแล้วก็ตามที
ยอมรับว่าตอนแรกเราขาดสติมาก ร้องไห้เสียใจ ฟูมฟาย เหมือนคนบ้า
เขาเคยดี ดีมากๆ พอได้รับการยืนยันจากปากแฟนว่ามันเป็นเรื่องจริง
เราก็ยิ่งรับไม่ได้ เรารู้สึกดิ่งมาก แต่เพราะลูก เพราะคำว่าครอบครัวทำให้เราต้องอดทน
...ทุกวันนี้เรานิ่งกับเขามาก ไม่จี้ไม่ซักไซ้เหมือนที่เคยเป็น
อยู่ในพื้นที่ของตัวเองมาตลอด เป็นตัวตลกของเพื่อนเขา
เป็นเมียที่สามีไม่เคยพาไปแนะนำกับที่ทำงาน
พาออกหน้าออกตาเมื่อเทียบกับอีกคนที่มักจะแท็กมาที่เฟสสามี กลุ่มเพื่อน ว่าทำอะไร
เที่ยวที่ไหน มีความสุขแค่ไหน ในวันหยุดสั้นๆ ที่ไม่เคยมีเงาของเขากลับบ้าน
เหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้สามเดือนเจอกันที สองสามวันไม่เกินนี้...

...ระหว่างที่เรากำลังตั้งกระทู้ สามีเราคงหลับไปแล้ว ( ให้นอนแยกห้องค่ะ )
ทะเลาะกันหลังลูกหลับเรื่องให้ย้ายมาอยู่ที่นี่ หัวฟัดหัวเหวี่ยง เราบอกว่า
นานแค่ไหนก็รอได้ แค่ขอคำยืนยันว่าจะมาและอยากอยู่กับเราและลูก
ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือความรับผิดชอบอะไร อยากให้มาด้วยใจอยากจะมา ไม่ใช่เพราะบังคับ
เขาก็บอกว่ารู้สึกกับเราไม่เหมือนเดิม เพื่อนเขาไม่ชอบเรา อยู่กับเราแล้วมันไม่ชิน
ไม่รู้จะมาทำอะไรด้วย งานหายากโอกาสก้าวหน้าน้อย กลัวมาเป็นภาระให้ดูแล
พ่อแม่เราจะหาว่าเขามาเกาะเรา นี่คือเหตุผลคร่าวๆ หลักๆ ที่พรั่งพรูออกมาในวันนี้ค่ะ
เราพยายามคุยอย่างใจเย็นแล้ว เขาใส่อารมณ์อย่างเดียวเลย

...เราคิดเรื่องนี้จริงจังมาตลอด 1 เดือนเต็มแล้วค่ะก่อนที่จะมาคุยในวันนี้
เรียกได้ว่าสติดีสุดๆ แล้วนะคะ ควบคุมอารมณ์ได้ดีระดับนึงไม่มีการเสียงดัง
หรือใส่อารมณ์ใดๆ ใส่เลย คำตอบของเขา ทำให้เราคิดได้ว่า
เขาคงหมดรักเราแล้วค่ะ เขาคงรักอีกคนมากกว่ามากๆ เลย
ปีใหม่ก็พาอีกคนไปเที่ยว วันเด็กก็พาอีกคนไปเที่ยวทั้งที่ก่อนหน้านัดเราไว้
อ้างว่าไปกันทั้งกลุ่มลืมว่านัดเราไว้ เราก็พูดอะไรเยอะไม่ได้ ไม่อยากทะเลาะ

...มันแย่นะคะ เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ลูก เรามีความสุขมากๆ
เขาเองก็มีความสุข ลูกเองก็มีความสุข ทั้ง 2 คนยังเด็กมากค่ะ
คนแรก 3 ขวบ คนที่สอง 1 ขวบนิดๆ กำลังน่ารัก กำลังจดจำ ยิ่งคนแรกนะคะ
เวลาพ่อเขาไปจะร้องตามจะถามหาตลอด อยากวีดีโอคอลบ้างก็ทำไม่ได้
เพราะเขาอยู่กับอีกคน โทรไปก็คุยได้ไม่นานเดี๋ยวจะมีปัญหากับอีกคน
เราทนอยู่แบบนี้ สร้างภาพกับลูกว่าตัวเรามีความสุข ทั้งที่จริงๆ เราคิดทุกวัน
ถ้าแม่ตัดพ่อทิ้งไปตั้งแต่ตอนนี้ ลูกคงไม่ผูกพันธ์ ไม่ถามหา ไม่ร้องไห้ หรือเปล่า
แม่เห็นแก่ตัวมั้ย ที่แม่อดทนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แม่ทรมาน อยากหยุด
ลูกจะโกรธแม่มั้ย แต่แม่จะไม่สอนให้เกลียดพ่อ ทุกอย่างมันคือความจริง
ลูกจะรู้ ในส่วนที่ควรรับรู้เท่านั้นพอ
แต่คงเสียใจน้อยกว่าหรือเปล่าถ้าแม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

...2 ปีที่ผ่านมา เรานับครั้งได้ว่าได้เจอพ่อกี่ครั้ง ครั้งละกี่วัน
อันที่จริงสำหรับเราเขาเริ่มเหมือนคนแปลกหน้า ไม่เหมือนผู้ชายคนเดิม
แฟมิลี่แมน ผู้ชายที่แสนดีที่เราเคยรัก

...เราตัดสินใจว่า เราอยากขอหย่าค่ะ เราอยากได้คำแนะนำ
ทรัพย์สินส่วนใหญ่หลังจดทะเบียน ยกเว้นรถยนต์ส่วนตัวของเรา
เราโอนเป็นชื่อน้องสาวทั้งหมดค่ะ พ่อแม่มีแปลงว่างยกให้รับขวัญหลาน
เราเลยสร้างบ้านเป็นของเราแต่แยกโฉนดมา เพิ่งโอนเป็นชื่อน้องสาว
เมื่อไม่นานมานี้ค่ะ เงินสดที่ได้จากธุรกิจอยู่ในบัญชีเรา แต่ว่าเรากับสามี
มีบัญชีเปิดคู่กันเป็นเงินเก็บเพื่อลูก เดือนละ 5000 บาททุกเดือนค่ะ
รถยนต์ออกแยกกันค่ะของเราไม่ต้องมีคนค้ำค่ะดาวน์สูงหน่อย
รถเขาก็เพื่อนค้ำค่ะ
ไม่อยากมีทะเบียนไว้ให้ราขึ้น กระดาษแผ่นเดียว ที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม
ทรมานใจอีกคนเล่น? มันไม่ได้มีความสุขเลยค่ะ เรามีลูก 2 คน
ที่เราจะต้องดูแลให้เขามีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดีงาม เราคิดว่า
ทะเบียนสมรสไม่ได้มีส่วนที่จะชี้ว่าลูกเราจะดีจะแย่อยู่ที่กระดาษแผ่นนี้
เราคิดว่าเรามีฐานะมั่นคงมากพอที่จะดูแลเขาได้ เราอาจจะไม่ใช่แม่หรือผู้หญิงที่ดีปานผ้าขาว
แต่เราคิดว่าเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนนึงจะทำได้ค่ะ

เราคิดประมาณนี้ ไม่รู้ว่าเห็นแก่ตัวหรือเปล่าที่อยากหลุดพ้นจากสถานะ
จากความรู้สึกบ้าบอนี้ด้วยการหย่า ผู้หญิงคนนั้นอยากให้เราหย่านะ
แต่พอถามสามีวันนี้ก็ไม่ยอมหย่าให้ ทั้งที่หน้าที่การงานเขาก็ดีพร้อมทั้งคู่
ไม่ยอมหย่าเพราะกลัวเราเอาลูกหนีแต่ทุกวันนี้ใครหนีใครกันแน่
ปีนึงได้เจอกัน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3-4 วัน วันสำคัญแทบจะไร้เงา
ถามกี่ครั้งคุยกี่ครั้งก็ไม่เคยมีแพลนว่าจะมาอยู่กับเราและลูก คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง
โรงเรียน อนาคตลูกยังแล้วแต่เราๆ ตอบแบบส่งๆ ตลอด เราก็ไม่รู้ว่า จะมีเขาไว้ทำไม
ในเมื่อเขาให้ความสำคัญกับอีกคนมากกว่าเราและลูก เราถึงอยากหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ค่ะ

พรุ่งนี้เย็นเขาก็เดินทางกลับแล้วค่ะ คงเข้าสู่โหมดเดิม...
แต่เรารู้สึกไม่อยากทนค่ะ มันทำให้ทุกครั้งเวลาที่ลูกถามหาเขา
เรารู้สึกดิ่ง เซื่องซึม จนคนรอบข้างทัก มันไม่หิวอะไร รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง
ไม่อยากทำอะไรมันเบื่อไปหมด เราอยากหลุดพ้นจากอะไรแบบนี้
ถ้าหมดสถานะสามีภรรยาตามกฏหมายไปเราคงรู้สึกดีกว่านี้
เพราะยังไงสะ อนาคตเขา ก็ไม่เคยมีเราและลูกอยู่ในนั้นเลย
อย่างน้อยๆ ไม่ต้องมีเราก็ได้นะ ขอแค่มีลูกในอนาคตเขาบ้างเราก็ดีใจละ
แต่นี่ไม่เลย เหมือนตุ๊กตา ของเล่นแก้เหงา คิดถึงก็มา เบื่อก็จาก
...เราสงสารลูกค่ะ

พิมพ์ยาวมาก อาจงงหรือผิดพลาดยังไงไม่ด่าทอต่อว่ากันนะคะ
แค่นี้ชีวิตก็ดราม่ามากแล้วค่ะ
...ที่สำคัญคือกำลังใจนะคะ ไม่เคยเสียใจที่มีเขาสองคนค่ะ
ลูกเราเป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซนมาก เรามีความสุขที่มีเขา
เขาสองคนทำให้ชีวิตของผู้หญิงธรรมดาๆ คนนึงอย่างเรา มีแรงผลักดันที่จะทำอะไรต่อไปได้
สื่อสมัยนี้ มันกว้างและไปไกล เราเห็นและรู้อะไรได้ง่ายขึ้น
คนพบรักกัน นอกใจกันได้ง่ายขึ้น
ไม่เคยคิดเหมือนกันค่ะว่าเราจะเป็นบ้าง อยู่ยากขึ้นทุกวัน
ตอนนี้ก็ตัดๆ โซเชี่ยลออกไปบ้างค่ะใช้แค่ที่จำเป็น ไม่ส่องก็ไม่เจ็บเนอะ

- ขอบพระคุณที่อ่านจนจบนะคะ -
สรุปสั้นสุดแล้วนะคะ ถ้าลงดีเทลเยอะกกว่านี้คงพิมพ์ราวๆ 3 วันกว่าจะจบ555
ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครอีก
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ปกติเราไม่ตอบกระทู้แนวนี้เท่าไหร่ แต่รอบนี้อยากตอบค่ะ

เรายังไม่มีครอบครัว มีแต่แฟน อายุเท่าที่อ่านคงรุ่นราวคราวเดียวกัน
แต่ก็ขอแนะนำประมาณนี้ค่ะ (ที่บอกว่าต้องประมาณเพราะไม่ได้เปิดประมวลหรืออะไรเลย ช่วงนี้โฟกัสอย่างอื่นอยู่ 555 เอาตามความจำคร่าวๆ นะคะ)

1. ฟ้องหย่า เขาไม่อยากหย่าก็ฟ้องหย่าค่ะ คุณเหตุฟ้องหย่าชัดเจน มีการพาหญิงชู้ออกงาน มีหลักฐานแชทที่มือที่สามส่งมาให้พร้อมรูป คุณมีพยานหลายๆ อย่าง แนะนำว่าปรึกษาทนายความ เอาสิ่งที่คุณมีเกี่ยวกับเขาและมือที่สามให้ทนาย แล้วฟ้องศาลค่ะ ฟ้องหย่าสามี และฟ้องหญิงชู้ด้วย สามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้ค่ะ บอกเขาไปเสียว่าถ้าไม่หย่าให้ดีๆ ก็เป็นความกัน เสียเงินเสียทองกันไป อย่าให้มันไปถึงขั้นนั้นเลย ส่วนมือที่สาม...หมดคำพูดค่ะ

2. เรื่องสินสมรส โดยปกติแล้วก็ต้องแบ่งครึ่งนะคะ การจัดการสินสมรสปกติต้องจัดการร่วมกันทั้งสามีภรรยา ตาม ป.พ.พ. 1476 ก็จะมีเหตุว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะโอนย้ายซื้อขายให้โดยเสน่หา หรืออื่นๆ (ตามในกฎหมาย) ต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจึงต้องดูว่าที่โอนให้น้องสามีคุณยินยอมรึเปล่า ไม่อย่างนั้นเขาจะมีสิทธิ์เพิกถอนนิติกรรม (คือการโอน) ของคุณที่โอนสินสมรสให้น้องสาวตาม ป.พ.พ. 1480 เว้นแต่ว่าเขาจะให้สัตยาบันแล้ว คือหมายถึงเขายอมรับว่า โอเค โอนได้ อะไรงี้นะคะ หรือไม่ก็บุคคลที่ 3 รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนประมาณนี้

ซึ่ง การที่จะเพิกถอนนิติกรรมเนี่ย จะต้องทำภายในเวลา 1 ปีนับตั้งแต่เขารู้ว่าคุณโอนทรัพย์สิน หรือภายใน 10 ปีนับตั้งแต่คุณโอน ถ้าเขารู้ นับเวลาที่รู้ 1 ปีค่ะ ที่เขาจะมีสิทธิ์ฟ้องเพิกถอน ทีนี้ก็ต้องมาดูกันละว่าคุณโอนไปนานรึยัง เขารู้มั้ย ยอมรับรึเปล่า หรืออะไรยังไง

3. เรื่องอื่นๆ พูดตรงๆ เราอ่านแล้วเรารู้สึกถึงความเหนื่อย ความล้า ท้อ อยากวางแล้ว ไม่อยากแบกแล้ว ซึ่งคงเป็นความรู้สึกที่เรามีตอนนี้เช่นกัน ซึ่งมันแย่เนอะ เราขอแนะนำว่า ถ้าเริ่มไม่โอเค ไปหาจิตแพทย์นะคะ หรือถ้าแค่รู้สึกแย่ หาจิตแพทย์เลย

เพราะอย่างแรก ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองดิ่งอยู่ในความรู้สึกแย่ นานๆ ไป เราจะดึงตัวเองออกมาไม่ได้ค่ะ เราไม่รู้ว่าคุณเข้มแข็งมากมายแค่ไหน แต่อะไรที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงก็อย่าเสี่ยงมันเลย คุณมีลูกอีกสองคน คนเล็กก็ยังเล็กมากด้วย การเลี้ยงลูกเล็ก เจอปัญหาครอบครัว และอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาอีกมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ และถ้าเก็บไว้ สักวันมันจะระบายออกในทางที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ อย่างเช่นจะทำให้เรากลายเป็นคนฉุนเฉียวขึ้น อารมณ์ร้อนมากขึ้น และมันจะส่งผลกระทบถึงเด็กนะคะ และมันเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าด้วย

เรามีเพื่อนเป็นซึมเศร้าหลายคน บางคนจุดเริ่มต้นเล็กนิดเดียว และคิดว่าตัวเองเอาอยู่ สุดท้ายก็...นั่นแหละค่ะ

อีกอย่าง การไปหาจิตแพทย์ อย่างน้อยที่สุด จิตแพทย์ก็ไม่ได้รู้จักคุณหรือคนรอบตัวคุณ เขาจะทำงานเป็นกลางไม่ตัดสินคุณไปก่อน คุณสามารถเล่าเรื่องอะไรออกมาได้อย่างสบายใจที่สุดโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมารู้จักหรือจำได้ไหม หรือรับรู้ว่าเรากำลังมีปัญหา (ถ้าอยากปกปิดคนรอบข้าง) ดีกว่าที่พันทิปตรงที่การลงข้อความสาธารณะ เราจะห้ามความเห็นคนอื่นไม่ได้ ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ตรงใจ อาจจะอ่านแล้วทำให้ดาวน์กว่าเดิม แต่พันทิปดีตรงที่เม้นท์น่ารักมีเยอะค่ะ ได้กำลังใจเยอะเหมือนกันนะ ^_^

ยังไงก็ตาม เราเป็นกำลังใจให้คุณก้าวผ่านเรื่องแย่ๆ ความรู้สึกแย่ๆ นี้ไปให้ได้นะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่