JJNY : เสดตะกิดต้มกบดี๊ดี...ซี้จุกสูญ บาทแข็งค่าแรงเพิ่ม สินค้าเกษตร-เครื่องนุ่งห่มอ่วม/SMEs ส่งออกเครื่องเงินผวาฯ

กระทู้คำถาม
บาทแข็งค่าแรงเพิ่ม สินค้าเกษตร-เครื่องนุ่งห่มอ่วม
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/791837

ประเมินเงินบาทแข็งค่าบวกค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น กำไรหดเฉลี่ย 0.6% กลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์-ชิ้นส่วนโดนหนักสุด


แม้คาดว่าการส่งออกไทยปี 2561 แนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.8ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเฉลี่ย64 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล สร้างรายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 2.1 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน แต่หลังจากเข้าสู่ปี 2561 เป็นต้นมา ธุรกิจส่งออกต้องเผชิญกับปัจจัยที่กระทบต่อการดำเนินงาน ทั้งเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีโดยคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นถึง 5% ในปีนี้ ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำจากปีก่อน 1-7% ขึ้นกับพื้นที่ตั้งเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายนนี้

                จากปัจจัยทั้ง 2 ส่วนนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี TMB Analytics ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจผ่านโครงสร้างธุรกิจและการเงิน และคาดการณ์การส่งออกในปี 61  เพื่อช่วยให้เห็นภาพผลกระทบและการปรับตัวของธุรกิจส่งออกในปีนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  โดยรวมพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติเฉลี่ยที่ 0.6%จากผลของเงินบาทที่แข็งทำให้กำไรลดลง0.2%เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเป็นเงินบาทลดลง ส่วนของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรลดลง0.4% จากภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยจัดกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

            1.กลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบมากได้แก่ สินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์/ชิ้นส่วน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้พึ่งพารายได้จากการส่งออกสูงและมีการจ้างแรงงานสูง ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 1-3%และด้วยแนวโน้มการส่งออกที่เติบโตอย่างจำกัดที่1-4% จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกำไรที่ลดลงที่กำลังลดทอนความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก

            2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเฉพาะด้าน ด้วยลักษณะผลกระทบที่แตกต่างกัน จึงแยกออกมาเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

            กลุ่มที่ได้ผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ข้าว และอาหาร ด้วยการพึ่งพารายได้จากการส่งออกที่สูง แต่การจ้างแรงงานต่ำ ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ1-2% อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มส่งออกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 5% ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดผลกระทบ

                กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านการตลาดได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค กระดาษ/สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ เนื่องจากธุรกิจถูกกระทบจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 0.1-0.5%และด้วยแนวโน้มการส่งออกอยู่ในระดับต่ำกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเรื่องขยายตลาด การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการผลิตเพื่อลดต้นทุน และรักษาส่วนแบ่งตลาดและผลกำไร

            3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือผู้ผลิตรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์

เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปีนี้ และด้วยลักษณะผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออกต่อ จึงช่วยลดผลกระทบจากการแข็งของเงินบาท(Natural Hedging) ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรเป็นในการผลิต จึงมีต้นทุนแรงงานอยู่ในระดับต่ำ กำไรขั้นต้นจึงได้รับผลกระทบน้อยเพียง0.1% จากระดับปกติผู้ประกอบการที่สามารถปรับปรุงการดำเนินงาน การผลิตและบริหารความเสี่ยงได้ดีจะช่วยรักษาศักยภาพในการทำกำไรและการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

                จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการส่งออกไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าจ้างแรงงานที่เกิดขึ้นได้ แต่ยังสามารถลดผลกระทบได้ จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาและมีข้อมูลที่บอกช่วยทิศทางแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน สถานภาพทางการเงิน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและขยายช่องทางตลาด ข้อมูลตลาดส่งออกและข้อมูลคู่แข่ง  จะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกมีขีดความสามารถในการเติบโตและพร้อมรับมือกับแข่งขันตลาดโลกได้



SMEs ส่งออกเครื่องเงินผวา ผู้ซื้อขอเช็ก รง.-กม.ฟอกเงินกระทบส่งออก
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-114415

เอสเอ็มอีเครื่องประดับเงินไทยกระอัก เจอปัญหาหลายเด้งกระทบส่งออกปี’61 หลายประเทศออกกฎตรวจรับรองโรงงานผ่านถึงให้นำเข้า ขณะที่กฎหมายฟอกเงินคุมเข้มผู้ซื้อต่างประเทศยังหนักอก แถมหลายประเทศหันมาทำเครื่องประดับเงินส่งออก “เวียดนาม” คู่แข่งสำคัญใช้สิทธิ์ GSP ได้เปรียบไทย เป้าหมายส่งออกปี’61 ขยายตัว 3-5%

นายวิบูลย์ หงส์ศรีจินดา นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2561 จากการประเมินเบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3-5% โดยกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสามารถผลักดันให้เติบโตได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีประมาณ 35% ของผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินยังประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน ทั้งปัญหาการไม่ได้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) พ่อค้าคนกลาง ซึ่งปกติจะรับซื้อไปจำหน่ายต่อเริ่มหยุดรับซื้อ เนื่องจากความต้องการหายจากเศรษฐกิจไม่ดี โดยเฉพาะตลาดยุโรปการไม่ได้สิทธิ์ GSP ส่งผลให้สินค้าไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง

ขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าเริ่มวางกติกาว่า สินค้าที่จะส่งเข้าไปขายต้องผลิตจากโรงงานที่ผ่านการตรวจรับรองเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เอสเอ็มอีไทยไม่มีโรงงาน ขณะเดียวกันการขออนุญาตตั้งโรงงานใหม่มีขั้นตอนและระเบียบที่ยุ่งยาก ทำให้ผู้ส่งออกรายย่อยไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เอื้อให้นักลงทุนต่างชาติมากกว่า ทั้งเรื่องของพื้นที่ เงินลงทุน เครื่องจักร การดูแลไม่ให้มีมลภาวะทำลายสิ่งแวดล้อม

รวมถึงเรื่องพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่กำหนดให้บริษัทผู้ผลิต ผู้ส่งออกเครื่องประดับ ต้องส่งรายละเอียดของผู้ซื้อ หรือผู้นำเข้าให้กับ ปปง. เมื่อซื้อสินค้าในมูลค่าที่กำหนดในกฎหมาย ยกตัวอย่าง ซื้อสินค้ามูลค่า 100,000 บาทขึ้นไปให้ส่งรายละเอียดของผู้ซื้อ กรณีนี้หากซื้อขายภายในประเทศอาจจะไม่มีปัญหา ผู้ซื้ออาจจะยินยอมให้ข้อมูลได้ แต่กรณีผู้ซื้อจากต่างประเทศ หากขอข้อมูลที่มาที่ไปของลูกค้า อาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจถึงการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการซื้อขายและการส่งออกสินค้า

นายวิบูลย์กล่าวต่อไปว่า ยังมีประเด็นเรื่องของการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการคืนภาษีให้อย่างรวดเร็วเพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถนำเงินดังกล่าวไปเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ เนื่องจากขั้นตอนในปัจจุบันล่าช้ามาก

“ในอดีตไทยมีอินเดียเป็นคู่แข่งสำคัญ แต่ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มหันมาทำตลาดส่งออกเครื่องประดับเงิน เช่น เวียดนาม กัมพูชา จีน เมียนมา แม้ตอนนี้ยังส่งออกไม่มาก แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเวียดนามได้สิทธิ์ GSP ขณะที่สินค้าเครื่องเงินของจีนขายในราคาถูกกว่าไทย”
นายวิบูลย์กล่าวและว่า

นายวิบูลย์กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งนั้นไม่มีผลกระทบมากนัก ขณะที่ตัวโลหะเงินแม้มีความผันผวนในเรื่องราคา ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 17.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตหรือการส่งออก ผู้ส่งออกสามารถปรับตัวได้เนื่องจากเป็นปัจจัยที่รับมือได้เนื่องจากรู้ถึงสถานการณ์ ยกเว้นกรณีที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการส่งออกในปี 2561 ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาช่วย เช่น การผลักดันตลาดส่งออกใหม่และในการรักษาตลาดเดิม การพาไปร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างการรับรู้สินค้า โปรโมตสินค้าไทยให้กับลูกค้าใหม่ การช่วยงานวิจัยและนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าเครื่องประดับเงินไทย

อย่างไรก็ดี ตลาดสำคัญยังต้องรักษาไว้ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐ ยุโรป ฮ่องกง เป็นต้น ขณะที่ภาพรวมการส่งออกเครื่องประดับเงินปี 2560 มูลค่า 1,789 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยาย 14.74% โดยเฉพาะตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐ จีน ฮ่องกง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่