กสิณ ในพระไตรปิฎก มี ๑๐ อย่าง
ดังเช่นในพระสูตรนี้
ปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน
ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า
ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า
ถ้าภิกษุเจริญอาโปกสิณ ...
เจริญเตโชกสิณ ...
เจริญวาโยกสิณ ...
เจริญนีลกสิณ ...
เจริญโลหิตกสิณ ...
เจริญโอทาตกสิณ ...
เจริญอากาสกสิณ ...
เจริญวิญญาณกสิณ...
เรื่องราวการฝึกกสิณแบบพิศดารอยู่ในเรื่องราวของพระลูกชายนายช่างทอง แต่จะไม่ขอยกมาแล้วกันนะครับ
คิดว่าใครต้องการจะอ่านก็สามารถหาอ่านได้โดยง่าย เฉพาะในพันทิปก็คุยกันไปหลายครั้งแล้ว
เรื่องกสิณนั้น ยังมีการแตกแขนงออกไปเป็นอภิภายตนะบ้าง วิโมกข์ ๘ บ้าง ซึ่งกระทู้นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเอามาเป็นประเด็น
ประเด็นของกระทู้นี้คือ... วิสุทธมรรคเป็นตำราที่ใช้กันมานาน ได้รับการยอมรับอย่างสูง
การยอมรับนี่ไม่ได้ยอมรับในสมัยเราหรือร้อยปีก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่เป็นการยอมรับตั้งแต่เขียนเสร็จกันเลย
เพราะเป็นตำราที่ชื่อว่าเป็นนิพนธ์เพื่อสอบผ่านการเป็นผู้แปลอรรถกถาภาษาสิงหลที่ประเทศลังกาในครั้งสมัยนั้น
(เกือบพันปีหลังพระพุทธเจ้านิพพาน) ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถทางด้านภาษาและปฏิเวธของท่าน
ทีนี้ประเด็นของกระทู้นี้อยู่ที่ กสิณ...
กระทู้นี้ไม่ต้องเถียงกันนะครับว่ากสิณเป็นยังไงอะไรดีแค่ไหน เอาเป็นว่าพระพุทธเจ้าสอนแล้วกันนะ
กระทู้นี้เป็นเรื่องกสิณทั้ง ๑๐ ในวิสุทธมรรค ที่เหมือนจะตรงกับในพระไตรปิฎกทุกอย่าง มี ๑๐ อย่างเหมือนกัน
แต่... ในวิสุทธิมรรค ไม่มี วิญญาณกสิณ
โดย อรรถกถาซึ่งก็อ้างอิงว่า เรื่องกสิณหาอ่านโดยพิศดารในวิสุทธมรรรค แต่อธิบายเรื่องวิญญาณกสิณแยกออกมาดังนี้
"ก็วิญญาณกสิณมาในวิสุทธิมรรคนั้นทั้งสิ้น วิญญาณกสิณนั้นโดยใจความก็คือวิญญาณอันเป็นไปในอากาสกสิณ.
ก็วิญญาณนั้นแล ท่านกล่าวโดยเป็นอารมณ์ ไม่ใช่กล่าวโดยเป็นสมาบัติ. ก็ภิกษุนี้กระทำวิญญาณกสิณนั้นให้เป็นวิญญาณไม่มีที่สุด
แล้วเจริญวิญญาณัญจายตนะสมาบัติอยู่ เรียกว่าเจริญวิญญาณกสิณ. "
"ก็ในคำว่า วิญฺญาณกสิณํ นี้ได้แก่ วิญญาณที่เป็นไปในกสิณุคฆาติมากาศ (อากาศที่เพิกกสิณ).
บัณฑิตพึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง"
"ในวิญญาณที่เป็นไปในกสิณนั้น ด้วยสามารถแห่งกสิณุคฆาติมากาศด้วยอำนาจแห่งกสิณในวิญญาณนั้น.
นี้เป็นความย่อในกสิณนี้."
ซึ่งเมื่อมาอ่านในวิสุทธิมรรคก็คือเรื่องของ วิญญาณัญจายตนะ
เอาละ วิญญาณกสิณ ในพระไตรปิฎก กับ อรูปฌานที่ชื่อ วิญญาณัญจายตนะ ทั้งในพระไตรปิฎกและวิสุทธิมรรค
เหตุใดเล่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ถึงไม่อธิบายกสิณ ๑๐ เรียงตามพุทธพจน์ ดังที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น
แต่กลับยกเอาวิญญาณกสิณออกเสีย ไปใส่รวมไว้ในอรูปสมาบัติทั้ง ๔ (ซึ่งจะว่าไปแล้วในบาลีก็เรียงไว้ ๔ ตามนั้นแหละ)
แล้วก็ไปเอา อาโลกสิณมาใส่ไว้แทน ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า อาโลกกสิณนี้ก็คือ อาโลกสัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายครั้ง
คือ การเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์ (วิธีการเดียวกับกสิณนั่นแหละ)
สำหรับผมแล้ว ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปเพื่อความสะดวกในการศึกษาทำความเข้าใจ ในอารมณ์ของกรรมฐานต่างๆที่แตกต่างกัน
เป็นการตั้งหัวข้อขึ้นมาแล้วก็อธิบายไปตามลำดับ แยกแยะเพื่อความเข้าใจเท่านั้น
เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สมถะ(สมาธิ)และวิปัสสนา พระพุทธเจ้าตรัสให้ปฏิบัติคู่เคียงกันไป จะขึ้นต้นลงท้ายอะไรยังไงก็ตามแต่
จึงยกเอาวิญญาณกสิณออกเสีย แล้วอาโลกสัญญามาใส่ไว้แทน
ที่เป็นอาโลกกสิณ ก็อาจจะเป็นการเพ่งอารมณ์เหมือนกสิณ และก็ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหมวดใหม่ เป็นอาโลกสัญญาเดี่ยวๆ
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายในอารมณ์เดียวกัน เกี่ยวเนื่องกัน จึงใส่อาโลกสัญญามาในชื่อ อาโลกสิณแทน
แต่ท่านอื่นมีความเห็นประการใด ก็น่าสนใจใคร่รู้จึงเป็นที่มาของกระทู้นี้ อย่างนี้ แบบนี้ เช่นนี้แหละครับ
อีกครั้งหนึ่ง ประเด็นของกระทู้นี้คือ การที่วิสุทธิมรรค จึงแยกวิญญาณกสิณออกจาก กสิณ ๑๐
และใส่อาโลกสิณมาไว้แทนนั้น ท่านมีความเห็นกันว่าอย่างไรบ้างครับ
ปล. ใครมีวิสุทธิมรรคที่มีการใช้ภาษาที่แปลแล้วอ่านเข้าใจง่ายๆบ้างมั้ยครับ
ผมนี่ยอมรับเลยว่า... วิสุทธมรรคอ่านยากกว่าพระไตรปิฎกอีก ศัพท์แสงแพรวพราวเหลือเกิน อ่านผ่านๆไม่ได้เลย
กสิณที่ ๑๐ วิญญาณกสิณ
ดังเช่นในพระสูตรนี้
ปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน
ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า
ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า
ถ้าภิกษุเจริญอาโปกสิณ ...
เจริญเตโชกสิณ ...
เจริญวาโยกสิณ ...
เจริญนีลกสิณ ...
เจริญโลหิตกสิณ ...
เจริญโอทาตกสิณ ...
เจริญอากาสกสิณ ...
เจริญวิญญาณกสิณ...
เรื่องราวการฝึกกสิณแบบพิศดารอยู่ในเรื่องราวของพระลูกชายนายช่างทอง แต่จะไม่ขอยกมาแล้วกันนะครับ
คิดว่าใครต้องการจะอ่านก็สามารถหาอ่านได้โดยง่าย เฉพาะในพันทิปก็คุยกันไปหลายครั้งแล้ว
เรื่องกสิณนั้น ยังมีการแตกแขนงออกไปเป็นอภิภายตนะบ้าง วิโมกข์ ๘ บ้าง ซึ่งกระทู้นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเอามาเป็นประเด็น
ประเด็นของกระทู้นี้คือ... วิสุทธมรรคเป็นตำราที่ใช้กันมานาน ได้รับการยอมรับอย่างสูง
การยอมรับนี่ไม่ได้ยอมรับในสมัยเราหรือร้อยปีก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่เป็นการยอมรับตั้งแต่เขียนเสร็จกันเลย
เพราะเป็นตำราที่ชื่อว่าเป็นนิพนธ์เพื่อสอบผ่านการเป็นผู้แปลอรรถกถาภาษาสิงหลที่ประเทศลังกาในครั้งสมัยนั้น
(เกือบพันปีหลังพระพุทธเจ้านิพพาน) ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถทางด้านภาษาและปฏิเวธของท่าน
ทีนี้ประเด็นของกระทู้นี้อยู่ที่ กสิณ...
กระทู้นี้ไม่ต้องเถียงกันนะครับว่ากสิณเป็นยังไงอะไรดีแค่ไหน เอาเป็นว่าพระพุทธเจ้าสอนแล้วกันนะ
กระทู้นี้เป็นเรื่องกสิณทั้ง ๑๐ ในวิสุทธมรรค ที่เหมือนจะตรงกับในพระไตรปิฎกทุกอย่าง มี ๑๐ อย่างเหมือนกัน
แต่... ในวิสุทธิมรรค ไม่มี วิญญาณกสิณ
โดย อรรถกถาซึ่งก็อ้างอิงว่า เรื่องกสิณหาอ่านโดยพิศดารในวิสุทธมรรรค แต่อธิบายเรื่องวิญญาณกสิณแยกออกมาดังนี้
"ก็วิญญาณกสิณมาในวิสุทธิมรรคนั้นทั้งสิ้น วิญญาณกสิณนั้นโดยใจความก็คือวิญญาณอันเป็นไปในอากาสกสิณ.
ก็วิญญาณนั้นแล ท่านกล่าวโดยเป็นอารมณ์ ไม่ใช่กล่าวโดยเป็นสมาบัติ. ก็ภิกษุนี้กระทำวิญญาณกสิณนั้นให้เป็นวิญญาณไม่มีที่สุด
แล้วเจริญวิญญาณัญจายตนะสมาบัติอยู่ เรียกว่าเจริญวิญญาณกสิณ. "
"ก็ในคำว่า วิญฺญาณกสิณํ นี้ได้แก่ วิญญาณที่เป็นไปในกสิณุคฆาติมากาศ (อากาศที่เพิกกสิณ).
บัณฑิตพึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง"
"ในวิญญาณที่เป็นไปในกสิณนั้น ด้วยสามารถแห่งกสิณุคฆาติมากาศด้วยอำนาจแห่งกสิณในวิญญาณนั้น.
นี้เป็นความย่อในกสิณนี้."
ซึ่งเมื่อมาอ่านในวิสุทธิมรรคก็คือเรื่องของ วิญญาณัญจายตนะ
เอาละ วิญญาณกสิณ ในพระไตรปิฎก กับ อรูปฌานที่ชื่อ วิญญาณัญจายตนะ ทั้งในพระไตรปิฎกและวิสุทธิมรรค
เหตุใดเล่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ถึงไม่อธิบายกสิณ ๑๐ เรียงตามพุทธพจน์ ดังที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น
แต่กลับยกเอาวิญญาณกสิณออกเสีย ไปใส่รวมไว้ในอรูปสมาบัติทั้ง ๔ (ซึ่งจะว่าไปแล้วในบาลีก็เรียงไว้ ๔ ตามนั้นแหละ)
แล้วก็ไปเอา อาโลกสิณมาใส่ไว้แทน ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า อาโลกกสิณนี้ก็คือ อาโลกสัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายครั้ง
คือ การเพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์ (วิธีการเดียวกับกสิณนั่นแหละ)
สำหรับผมแล้ว ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปเพื่อความสะดวกในการศึกษาทำความเข้าใจ ในอารมณ์ของกรรมฐานต่างๆที่แตกต่างกัน
เป็นการตั้งหัวข้อขึ้นมาแล้วก็อธิบายไปตามลำดับ แยกแยะเพื่อความเข้าใจเท่านั้น
เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สมถะ(สมาธิ)และวิปัสสนา พระพุทธเจ้าตรัสให้ปฏิบัติคู่เคียงกันไป จะขึ้นต้นลงท้ายอะไรยังไงก็ตามแต่
จึงยกเอาวิญญาณกสิณออกเสีย แล้วอาโลกสัญญามาใส่ไว้แทน
ที่เป็นอาโลกกสิณ ก็อาจจะเป็นการเพ่งอารมณ์เหมือนกสิณ และก็ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหมวดใหม่ เป็นอาโลกสัญญาเดี่ยวๆ
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายในอารมณ์เดียวกัน เกี่ยวเนื่องกัน จึงใส่อาโลกสัญญามาในชื่อ อาโลกสิณแทน
แต่ท่านอื่นมีความเห็นประการใด ก็น่าสนใจใคร่รู้จึงเป็นที่มาของกระทู้นี้ อย่างนี้ แบบนี้ เช่นนี้แหละครับ
อีกครั้งหนึ่ง ประเด็นของกระทู้นี้คือ การที่วิสุทธิมรรค จึงแยกวิญญาณกสิณออกจาก กสิณ ๑๐
และใส่อาโลกสิณมาไว้แทนนั้น ท่านมีความเห็นกันว่าอย่างไรบ้างครับ
ปล. ใครมีวิสุทธิมรรคที่มีการใช้ภาษาที่แปลแล้วอ่านเข้าใจง่ายๆบ้างมั้ยครับ
ผมนี่ยอมรับเลยว่า... วิสุทธมรรคอ่านยากกว่าพระไตรปิฎกอีก ศัพท์แสงแพรวพราวเหลือเกิน อ่านผ่านๆไม่ได้เลย