.
บ่อยครั้งที่ผมชอบลงมาที่ภาคใต้ เพราะหลงใหลในเสน่ห์ในหลายๆอย่าง ทั้งธรรมชาติ และวัฒนธรรม ไปบ่อยจนใครต่อใครนึกว่าผมเป็นคนใต้ ทั้งที่เกิดและโตที่กรุงเทพ ตอนนี้ผมยังมีโอกาสก่อนจะเข้าสู่วัยที่ไม่มีอิสระทางเวลา ทริปนี้เกิดขึ้นหลังจากเทศกาลปีใหม่ ผมแพลนไว้สำหรับ 4 คืน 3 วัน สิ่งสำคัญที่สุดต้องเป็นมิตรกับค่าใช้จ่ายในกระเป๋า ทำข้อมูลไว้หลายที่ในคืนเดียว สุดท้ายมาสนใจที่ “ตรัง” จังหวัดที่เมื่อพูดถึงใครๆก็นึกถึงแค่หมูย่าง หรือเป็นแค่ทางผ่านของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่จริงๆนั้น ตรังยังมีอะไรที่น่าสนใจ ดังนั้นผมจึงตกลงกับตัวเอง ไปที่นี่ก็ได้ แต่ถ้าหากเคยล่องใต้บ่อยๆ จะรู้ดีว่าหาความแน่นอนจากสภาพอากาศไม่ได้ เพื่อความมั่นใจว่าสามารถไปท่องเที่ยวในสถานที่ตามแพลนได้ทั้งหมด ผมจึงติดต่อไปยังที่พัก ได้คำตอบกลับมาว่า ที่ตรังมีฝนเล็กน้อยสามารถมาเที่ยวได้ ผมจึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าพกกล้องคู่ใจที่สภาพไม่เต็มร้อย ออกเดินทางกับตั๋วรถไฟขากลับที่จองล่วงหน้าไว้เท่านั้น
ภาพทั้งหมดถ่ายโดยกล้อง Canon KissX4 +Lens18-55
8 มกราคม 2561
ผมเดินทางโดยรถเมล์จากบ้านไม่นานนัก มาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า “หัวลำโพง” ยังคงคราครำไปด้วยผู้คน ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปมีพาหนะอื่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากกว่า แต่ผู้คนส่วนหนึ่ง ก็ยังคงนิยมใช้บริการรถไฟ วันนั้นเป็นวันธรรมดา ผมจึงเลือกเดินทางโดยรถไฟชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นที่ประหยัดที่สุด แต่ผมก็มักเลี่ยงการเดินทางในเทศกาล การเบียดเสียดกับผู้คนไม่ใช่เรื่องที่สนุกแน่
รถไฟออกจากกรุงเทพตรงตามเวลา เมื่อได้ยินเสียงหวีดแหลมเล็กที่เป็นเอกลักษณ์ ตามประสาคนชอบรถไฟ ทำให้รู้ว่ารถไฟของเราทำขบวนโดยรถจักรสัญชาติญี่ปุ่น ชื่อว่า “ฮิตาชิ” โดยปกติเจ้ารถจักรชนิดนี้มักนำไปลากขบวนรถด่วนพิเศษที่มีน้ำหนักมากๆเป็นหลัก เป็นโอกาสอันน้อยนักที่เจ้ารถจักรร่างใหญ่แรงเยอะมาทำขบวนรถเร็ว จึงเป็นเรื่องแปลกใจสำหรับผม รถไฟวิ่งรับส่งผู้โดยสาร จนมาถึงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ จะเป็นช่วงที่ทางรถไฟวิ่งเลียบทะเล ผมตั้งตารอที่จะชมภาพสีเขียวของเรือไดหมึก ที่ชาวประมงออกมาจับหมึกที่ออกมาเล่นแสงจันทร์ในคืนเดือนหงาย แต่ในคืนนั้นเป็นภาพเรือไดหมึกน้อยลำ เพราะเป็นคืนเดือนมืด เป็นอันว่าเมื่อรถออกจากสถานีประจวบฯ ก็ได้เวลานอนของผม
[CR] ใครว่า "ตรัง" เป็นเเค่ทางผ่าน
บ่อยครั้งที่ผมชอบลงมาที่ภาคใต้ เพราะหลงใหลในเสน่ห์ในหลายๆอย่าง ทั้งธรรมชาติ และวัฒนธรรม ไปบ่อยจนใครต่อใครนึกว่าผมเป็นคนใต้ ทั้งที่เกิดและโตที่กรุงเทพ ตอนนี้ผมยังมีโอกาสก่อนจะเข้าสู่วัยที่ไม่มีอิสระทางเวลา ทริปนี้เกิดขึ้นหลังจากเทศกาลปีใหม่ ผมแพลนไว้สำหรับ 4 คืน 3 วัน สิ่งสำคัญที่สุดต้องเป็นมิตรกับค่าใช้จ่ายในกระเป๋า ทำข้อมูลไว้หลายที่ในคืนเดียว สุดท้ายมาสนใจที่ “ตรัง” จังหวัดที่เมื่อพูดถึงใครๆก็นึกถึงแค่หมูย่าง หรือเป็นแค่ทางผ่านของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่จริงๆนั้น ตรังยังมีอะไรที่น่าสนใจ ดังนั้นผมจึงตกลงกับตัวเอง ไปที่นี่ก็ได้ แต่ถ้าหากเคยล่องใต้บ่อยๆ จะรู้ดีว่าหาความแน่นอนจากสภาพอากาศไม่ได้ เพื่อความมั่นใจว่าสามารถไปท่องเที่ยวในสถานที่ตามแพลนได้ทั้งหมด ผมจึงติดต่อไปยังที่พัก ได้คำตอบกลับมาว่า ที่ตรังมีฝนเล็กน้อยสามารถมาเที่ยวได้ ผมจึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าพกกล้องคู่ใจที่สภาพไม่เต็มร้อย ออกเดินทางกับตั๋วรถไฟขากลับที่จองล่วงหน้าไว้เท่านั้น
8 มกราคม 2561
ผมเดินทางโดยรถเมล์จากบ้านไม่นานนัก มาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า “หัวลำโพง” ยังคงคราครำไปด้วยผู้คน ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปมีพาหนะอื่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากกว่า แต่ผู้คนส่วนหนึ่ง ก็ยังคงนิยมใช้บริการรถไฟ วันนั้นเป็นวันธรรมดา ผมจึงเลือกเดินทางโดยรถไฟชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นที่ประหยัดที่สุด แต่ผมก็มักเลี่ยงการเดินทางในเทศกาล การเบียดเสียดกับผู้คนไม่ใช่เรื่องที่สนุกแน่
รถไฟออกจากกรุงเทพตรงตามเวลา เมื่อได้ยินเสียงหวีดแหลมเล็กที่เป็นเอกลักษณ์ ตามประสาคนชอบรถไฟ ทำให้รู้ว่ารถไฟของเราทำขบวนโดยรถจักรสัญชาติญี่ปุ่น ชื่อว่า “ฮิตาชิ” โดยปกติเจ้ารถจักรชนิดนี้มักนำไปลากขบวนรถด่วนพิเศษที่มีน้ำหนักมากๆเป็นหลัก เป็นโอกาสอันน้อยนักที่เจ้ารถจักรร่างใหญ่แรงเยอะมาทำขบวนรถเร็ว จึงเป็นเรื่องแปลกใจสำหรับผม รถไฟวิ่งรับส่งผู้โดยสาร จนมาถึงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ จะเป็นช่วงที่ทางรถไฟวิ่งเลียบทะเล ผมตั้งตารอที่จะชมภาพสีเขียวของเรือไดหมึก ที่ชาวประมงออกมาจับหมึกที่ออกมาเล่นแสงจันทร์ในคืนเดือนหงาย แต่ในคืนนั้นเป็นภาพเรือไดหมึกน้อยลำ เพราะเป็นคืนเดือนมืด เป็นอันว่าเมื่อรถออกจากสถานีประจวบฯ ก็ได้เวลานอนของผม