กระทู้แรกในชีวิต ขอความเห็นผู้รู้ทุกคนครับ...
เนื่องจากการเป็นเพศที่สาม (ชช) อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาความรักหรือคนจริงใจ ทำให้ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องคู่ครองหรือเรื่องรักๆใคร่ๆ เท่าไหร่ ปัจจุบันก็อายุ 30+ แล้ว แต่คงด้วยเป็นคำสาบของเพศสภาพทางเลือกแบบนี้ ก็ไม่วายที่จะไปแอบชอบใครเข้าง่ายๆ ได้เหมือนกัน
แต่เพราะความที่ไม่สนใจเรื่องรักใคร่ที่บอกไว้แต่แรก จึงทำให้คนที่ผมแอบชอบนั้นต้องพิเศษและสำคัญจริงๆ โดยส่วนใหญ่ของความรู้สึกที่แอบชอบเกิดจากการได้พึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกัน ใกล้ชิดกัน จนทำให้ผมมั่นใจได้ว่าเขามีรสนิยมทางเพศแบบ ชช ถึงแม้บางทีเขาจะพยายามแสดงตนว่าเป็น ชญ ก็ตาม 55555 และคนที่ผมแอบชอบตามที่ได้เพ้อพร่ำมาทั้งหมด ก็มีแค่เพียง 2 คนเองครับ
คนแรก เป็นคนที่เรียนมาด้วยกัน สถาบันเดียวกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะได้พึ่งพาอาศัยกัน เห็นกันมานานก็ไม่เคยเห็นเขามีแฟนสักที และด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้ผมแอบเผลอไปชอบเขาโดยไม่รู้ตัว (อาจเพราะเป็นคนแรก555 ) จนผ่านไปเป็นปี เพื่อนของผมก็จับสังเกตผมได้ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เพื่อนถามก็บอก ไม่ถามจะไปบอกทำไม55 และแน่นอนครับว่าคนที่ผมแอบชอบนั้นเขาก็รู้ตัวแล้วด้วยเป็นธรรมดา จนเวลาผ่านไป 2 ปีกว่า ผมก็ยังไม่กล้าบอกชอบหรือบอกรักแต่อย่างใด ก็มีอาการหึงหวง น้อยใจ วี้เหง้าตามประสา บางทีถึงขั้นผมหาเรื่องทะเลาะกันเลยครับ (ก็ไม่รู้จะงี้เหงาน้อยใจทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาซะกน่อย5555) แต่ในระหว่าง 2ปีกว่านี้ เราก็ปรึกษา ช่วยเหลือกันมาตลอดถึงจะทะเลาะกันบ้างโดยไม่มีเหตุผล จนมีคืนนึงที่ผมค่อยข้างเมาจากงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน ขากลับหอพักจึงกล้าที่จะเข้าไปบอกเขาตรงๆในห้องเขา (ปกติผมก็เข้าห้องเขาได้เป็นประจำนะ ดูทีวี เล่นเกมส์ กินข้าว ) ซึ่งมันดึกมากและเจาก็หลับแล้ว ผมตัดสินใจบอกเขาว่าแอบชอบและรักเขามานานแล้ว แต่เขาก็นิ่งครับเพราะรู้มานานแล้วเหมือนกัน อาการของเขาที่ผมคาดหวังคือ yes or no เขาคงต้องเลือกสักอย่างจะได้ไม่คาลาคาซังแบบนี้ แต่ด้วยความเมาของผมเองเขาเลยไม่ตอบอะไร และรีบพาผมกลับมาที่ห้องผมเอง ลืมบอกครับว่าเราอยู่หอเดียวกัน.... หลังจากเขาพาผมมาที่ห้องผมเองแล้วก็นั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ สุดท้ายก็ไม่คำตอบ yes or no อย่างที่หวังครับ แต่มีคำตอบนึงที่เขายืนยันหนักแน่นว่า “เขาไม่ได้เป็นเกย์” 5555 พูดแล้วขำตัวเอง หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็เลิกคุยกันอย่างปกติที่เคยคุยครับ ผมลยเฟส ลบเบอร์(จริงๆก็จำเบอร์ได้อะนะ) ไม่ติดต่อกันเป็นปี จนถึวันที่ผมตัดสินใจบวชให้พ่อกับแม่ คืนวันที่กำลังเตรียมงานที่บ้าน มีเบอร์แปลกๆโทรเขา ในใจไม่เคยคิดจริงๆครับว่าจะเป็นเขา แต่สุดท้ายมันก็ใช่ เราคุยกันปกติครับเป็นการคุยกันเรื่องวานบวชซะมากกว่าแล้วก็ขออโหสิกรรมเรื่องที่ปมเคยก่อปัญหา งี้เหง้า อะไรอื่นๆอีกมาก55 ปัจจุบันเราก็ยังติดต่อกันครับ มีอะไรพอข่วยเหลือกันได้ก็ช่วยตลอดทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน และที่สำคัญเจาก็ยังไม่มีแฟนสักที555ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ทำให้ผมเองก็แอบหวั่นไหวได้ในบางครั้ง5555555 แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้นะครับ เพราะหลายสิ่งมันทำให้เราปลงและเปลี่ยนไป
คนที่สอง ปัญหาที่ถามตามหัวข้อกระทู้มันมาอยู่ที่คนคนนี้ละครับ แน่นอนว่าเป็นคนล่าสุดที่ผมแอบชอบแต่ไม่กล้าบอกเพราะเคยมีบทเรียนจากคนแรก ตอนนี้เราอยู่ในวัยทำงานกันทั้งคู่ ทำงานหน่วยงานเดียวกันแต่คนละส่วนงาน เหตุเกิดของการแอบชอบครั้งนี้ก็เนื่องจากการเจอกันในการไปอบรมสัมมนาของหน่วยงานครับ ความรู้สึกตอนเจอเขาคนนี้ครั้วแรกแล้วมันชอบเลย ใช่เลยครับ (ใจง่ายอีกแล้วววว) รูปร่างหน้าตาอาจไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่ประทับใจและเป็นความประทับใจแรกคือ ความสุภาพ พูดน้อย การวางตัวในระหว่างสัมมนา ซึ่งในระหว่างสัมมนาผมได้แค่แอบมองโดยเขาไม่รู้ตัว หลังจากอบรมเสร็จก็รู้ว่าโอกาสที่ผมจะได้เจอเขาอีกนั้นยากมากกก ทางเดียวที่จะติดต่อเขาได้ก็คือเฟซบุ๊กครับ ค้นหาจากเพื่อนคนนั้นคนนี้จนเจอ แต่พอผม add friend ไปกลับเงียบ ไม่รับ ไม่ตอบอะไรใดๆ ผมก็ได้แต่ส่องเฟซเขาไปวันๆ ซึ่งก็ไม่เห็นอะไรมากอยู่แล้วเพราะเขาน่าจะตั้งสถานะของผู้ที่ตะเห็นโพส หงอยแตกสิครับ555555 ผ่านไป 1 ปี ผมก็ยังส่องเฟซเขาเหมือนเดิม และตัดสินใจ add friend ใหม่อีกครั้ง รอบนี้แจ๊คพ็อตครับเขารับเป็นเพื่อนแล้ว ตะโกนบ้านแทบแตก (คิดในใจจะดีใจอะไรนักหนา5555) อย่าลืมว่าเราอยู่หน่วยงานเดียวกัน ระหว่างที่ได้เป็นเพื่อนกันก็พยายามติดต่อเขาทุกอย่าง ขอคำปรึกษาบ้างแหล่ะ ชวนคุยบ้างแหล่ะ 5555 (แหลไปเรื่อยเปื่อย) จนวันนึงมีโอกาสได้ไปสัมมนาอีกรอบ คิดในใจว่าถ้าเจอเขาจะทำตัวยังไงอยู่หลายวัน วันแรกของการสัมมนาผมไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาเขาเลยครับ กลัวผลที่จะตามมา จนถึงช่วงดึกวันนั้นผมเตรียมเข้านอนพร้อมกับอารมณ์ที่ค่อยข้างจะนอยด์ๆนิดนึงว่าเขาไม่ยอมมาทักเราก่อนทั้งที่คุยกันทางข้อความเรื่อยๆ ก่อนนอนมีข้อความเข้ามาจากเขาสิครับ คำถามแรกของเขาคือ ถามว่าผมอยู่ไหน? ไม่ได้มาสัมมนาใช่ไหม? ผมก็บ่ายเบี่ยงพูดเรื่องอื่น จนเขาถามมาอีกรอบและบอกว่าวันนี้มีคนมาสัมมนาหน้าคล้ายผมมาก จนแล้วจนรอดผมเลยต้องยอมรับว่ามาสัมมนาด้วย และตลอดการสัมมนาในวันต่อมาก็ได้เจอเขาอีกและก็ได้คุนกันบ้างตามเวลาที่เอื้ออำนวย จนการสัมมนาเสร็จสิ้นแนกย้ายกันกับ ผมก็ยังติดต่อเขาทางข้อความเหมือนเดิม แต่ผมเป็นคนทักและเริ่มสนทนาก่อนเสมอ จนวันนี้ผมต้องการความมั่นใจอยากจะบอกเขาให้รู้ถึงความรู้สึก เพราะอายุผมก็มากแล้วการมีคนคอยดูแลกันและกันจึงเป็นจุดประสงค์ใหญ่มากกว่าอะไร แต่เพราะบทเรียนครั้งแรกเลยทำให้กังวลกับการบอกครั้งนี้ จึงหยั่งใจอยู่ครับว่าจะบอกหรือไม่บอกดี??? เพราะกลัวจะเสียมิตรภาพ และถ้าบอกจะบอกแบบไหนให้ผลที่ออกมาไม่กระทบกับมิตรภาพที่ดีต่อกันครับ?????
ต้องขอโทษที่พิมพ์มาซะยืดยาวครับ เพลินไปหน่อย55555
พิมพ์ตกหล่นต้องขออภัยนะครับ ใช้พิมพ์ในโทรศัพท์ก็จะมีปัญหาหน่อย
รบกวนผู้รู้แสดงความเห็นหน่อยครับ ตอนนี้กำลังมึนมากในการตัดสินใจ
ขอบคุณครับ
บอกรักคนที่เราแอบชอบดีไหม..!? อย่างไรดี..!? ( ชช )
เนื่องจากการเป็นเพศที่สาม (ชช) อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาความรักหรือคนจริงใจ ทำให้ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องคู่ครองหรือเรื่องรักๆใคร่ๆ เท่าไหร่ ปัจจุบันก็อายุ 30+ แล้ว แต่คงด้วยเป็นคำสาบของเพศสภาพทางเลือกแบบนี้ ก็ไม่วายที่จะไปแอบชอบใครเข้าง่ายๆ ได้เหมือนกัน
แต่เพราะความที่ไม่สนใจเรื่องรักใคร่ที่บอกไว้แต่แรก จึงทำให้คนที่ผมแอบชอบนั้นต้องพิเศษและสำคัญจริงๆ โดยส่วนใหญ่ของความรู้สึกที่แอบชอบเกิดจากการได้พึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกัน ใกล้ชิดกัน จนทำให้ผมมั่นใจได้ว่าเขามีรสนิยมทางเพศแบบ ชช ถึงแม้บางทีเขาจะพยายามแสดงตนว่าเป็น ชญ ก็ตาม 55555 และคนที่ผมแอบชอบตามที่ได้เพ้อพร่ำมาทั้งหมด ก็มีแค่เพียง 2 คนเองครับ
คนแรก เป็นคนที่เรียนมาด้วยกัน สถาบันเดียวกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะได้พึ่งพาอาศัยกัน เห็นกันมานานก็ไม่เคยเห็นเขามีแฟนสักที และด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้ผมแอบเผลอไปชอบเขาโดยไม่รู้ตัว (อาจเพราะเป็นคนแรก555 ) จนผ่านไปเป็นปี เพื่อนของผมก็จับสังเกตผมได้ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เพื่อนถามก็บอก ไม่ถามจะไปบอกทำไม55 และแน่นอนครับว่าคนที่ผมแอบชอบนั้นเขาก็รู้ตัวแล้วด้วยเป็นธรรมดา จนเวลาผ่านไป 2 ปีกว่า ผมก็ยังไม่กล้าบอกชอบหรือบอกรักแต่อย่างใด ก็มีอาการหึงหวง น้อยใจ วี้เหง้าตามประสา บางทีถึงขั้นผมหาเรื่องทะเลาะกันเลยครับ (ก็ไม่รู้จะงี้เหงาน้อยใจทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาซะกน่อย5555) แต่ในระหว่าง 2ปีกว่านี้ เราก็ปรึกษา ช่วยเหลือกันมาตลอดถึงจะทะเลาะกันบ้างโดยไม่มีเหตุผล จนมีคืนนึงที่ผมค่อยข้างเมาจากงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน ขากลับหอพักจึงกล้าที่จะเข้าไปบอกเขาตรงๆในห้องเขา (ปกติผมก็เข้าห้องเขาได้เป็นประจำนะ ดูทีวี เล่นเกมส์ กินข้าว ) ซึ่งมันดึกมากและเจาก็หลับแล้ว ผมตัดสินใจบอกเขาว่าแอบชอบและรักเขามานานแล้ว แต่เขาก็นิ่งครับเพราะรู้มานานแล้วเหมือนกัน อาการของเขาที่ผมคาดหวังคือ yes or no เขาคงต้องเลือกสักอย่างจะได้ไม่คาลาคาซังแบบนี้ แต่ด้วยความเมาของผมเองเขาเลยไม่ตอบอะไร และรีบพาผมกลับมาที่ห้องผมเอง ลืมบอกครับว่าเราอยู่หอเดียวกัน.... หลังจากเขาพาผมมาที่ห้องผมเองแล้วก็นั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ สุดท้ายก็ไม่คำตอบ yes or no อย่างที่หวังครับ แต่มีคำตอบนึงที่เขายืนยันหนักแน่นว่า “เขาไม่ได้เป็นเกย์” 5555 พูดแล้วขำตัวเอง หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็เลิกคุยกันอย่างปกติที่เคยคุยครับ ผมลยเฟส ลบเบอร์(จริงๆก็จำเบอร์ได้อะนะ) ไม่ติดต่อกันเป็นปี จนถึวันที่ผมตัดสินใจบวชให้พ่อกับแม่ คืนวันที่กำลังเตรียมงานที่บ้าน มีเบอร์แปลกๆโทรเขา ในใจไม่เคยคิดจริงๆครับว่าจะเป็นเขา แต่สุดท้ายมันก็ใช่ เราคุยกันปกติครับเป็นการคุยกันเรื่องวานบวชซะมากกว่าแล้วก็ขออโหสิกรรมเรื่องที่ปมเคยก่อปัญหา งี้เหง้า อะไรอื่นๆอีกมาก55 ปัจจุบันเราก็ยังติดต่อกันครับ มีอะไรพอข่วยเหลือกันได้ก็ช่วยตลอดทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน และที่สำคัญเจาก็ยังไม่มีแฟนสักที555ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ทำให้ผมเองก็แอบหวั่นไหวได้ในบางครั้ง5555555 แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้นะครับ เพราะหลายสิ่งมันทำให้เราปลงและเปลี่ยนไป
คนที่สอง ปัญหาที่ถามตามหัวข้อกระทู้มันมาอยู่ที่คนคนนี้ละครับ แน่นอนว่าเป็นคนล่าสุดที่ผมแอบชอบแต่ไม่กล้าบอกเพราะเคยมีบทเรียนจากคนแรก ตอนนี้เราอยู่ในวัยทำงานกันทั้งคู่ ทำงานหน่วยงานเดียวกันแต่คนละส่วนงาน เหตุเกิดของการแอบชอบครั้งนี้ก็เนื่องจากการเจอกันในการไปอบรมสัมมนาของหน่วยงานครับ ความรู้สึกตอนเจอเขาคนนี้ครั้วแรกแล้วมันชอบเลย ใช่เลยครับ (ใจง่ายอีกแล้วววว) รูปร่างหน้าตาอาจไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่ประทับใจและเป็นความประทับใจแรกคือ ความสุภาพ พูดน้อย การวางตัวในระหว่างสัมมนา ซึ่งในระหว่างสัมมนาผมได้แค่แอบมองโดยเขาไม่รู้ตัว หลังจากอบรมเสร็จก็รู้ว่าโอกาสที่ผมจะได้เจอเขาอีกนั้นยากมากกก ทางเดียวที่จะติดต่อเขาได้ก็คือเฟซบุ๊กครับ ค้นหาจากเพื่อนคนนั้นคนนี้จนเจอ แต่พอผม add friend ไปกลับเงียบ ไม่รับ ไม่ตอบอะไรใดๆ ผมก็ได้แต่ส่องเฟซเขาไปวันๆ ซึ่งก็ไม่เห็นอะไรมากอยู่แล้วเพราะเขาน่าจะตั้งสถานะของผู้ที่ตะเห็นโพส หงอยแตกสิครับ555555 ผ่านไป 1 ปี ผมก็ยังส่องเฟซเขาเหมือนเดิม และตัดสินใจ add friend ใหม่อีกครั้ง รอบนี้แจ๊คพ็อตครับเขารับเป็นเพื่อนแล้ว ตะโกนบ้านแทบแตก (คิดในใจจะดีใจอะไรนักหนา5555) อย่าลืมว่าเราอยู่หน่วยงานเดียวกัน ระหว่างที่ได้เป็นเพื่อนกันก็พยายามติดต่อเขาทุกอย่าง ขอคำปรึกษาบ้างแหล่ะ ชวนคุยบ้างแหล่ะ 5555 (แหลไปเรื่อยเปื่อย) จนวันนึงมีโอกาสได้ไปสัมมนาอีกรอบ คิดในใจว่าถ้าเจอเขาจะทำตัวยังไงอยู่หลายวัน วันแรกของการสัมมนาผมไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาเขาเลยครับ กลัวผลที่จะตามมา จนถึงช่วงดึกวันนั้นผมเตรียมเข้านอนพร้อมกับอารมณ์ที่ค่อยข้างจะนอยด์ๆนิดนึงว่าเขาไม่ยอมมาทักเราก่อนทั้งที่คุยกันทางข้อความเรื่อยๆ ก่อนนอนมีข้อความเข้ามาจากเขาสิครับ คำถามแรกของเขาคือ ถามว่าผมอยู่ไหน? ไม่ได้มาสัมมนาใช่ไหม? ผมก็บ่ายเบี่ยงพูดเรื่องอื่น จนเขาถามมาอีกรอบและบอกว่าวันนี้มีคนมาสัมมนาหน้าคล้ายผมมาก จนแล้วจนรอดผมเลยต้องยอมรับว่ามาสัมมนาด้วย และตลอดการสัมมนาในวันต่อมาก็ได้เจอเขาอีกและก็ได้คุนกันบ้างตามเวลาที่เอื้ออำนวย จนการสัมมนาเสร็จสิ้นแนกย้ายกันกับ ผมก็ยังติดต่อเขาทางข้อความเหมือนเดิม แต่ผมเป็นคนทักและเริ่มสนทนาก่อนเสมอ จนวันนี้ผมต้องการความมั่นใจอยากจะบอกเขาให้รู้ถึงความรู้สึก เพราะอายุผมก็มากแล้วการมีคนคอยดูแลกันและกันจึงเป็นจุดประสงค์ใหญ่มากกว่าอะไร แต่เพราะบทเรียนครั้งแรกเลยทำให้กังวลกับการบอกครั้งนี้ จึงหยั่งใจอยู่ครับว่าจะบอกหรือไม่บอกดี??? เพราะกลัวจะเสียมิตรภาพ และถ้าบอกจะบอกแบบไหนให้ผลที่ออกมาไม่กระทบกับมิตรภาพที่ดีต่อกันครับ?????
ต้องขอโทษที่พิมพ์มาซะยืดยาวครับ เพลินไปหน่อย55555
พิมพ์ตกหล่นต้องขออภัยนะครับ ใช้พิมพ์ในโทรศัพท์ก็จะมีปัญหาหน่อย
รบกวนผู้รู้แสดงความเห็นหน่อยครับ ตอนนี้กำลังมึนมากในการตัดสินใจ
ขอบคุณครับ