คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
สวัสดีค่ะ MC พี่แอ๊ด เรื่องสนุกจังเลย เพิ่งเคยอ่านค่ะ ชอบๆๆๆ
เอาเรื่องนกมาร่วมแจมค่ะ เคยเขียนไว้ในห้องเพลง https://pantip.com/topic/35527072
"ปักษาสวรรค์" (Bird of Paradise) ที่สุดแห่งความงามของนกน้อยสู่ดอกไม้แสนสวย
ปักษาสวรรค์นั้นเป็นทั้งชื่อของนก และดอกไม้ ค่ะ สวยงามติดอันดับทั้งคู่
1. "นกปักษาสวรรค์" หรือ นกการเวก หรือ นกวายุภักษ์
นกปักษาสวรรค์ว่ากันว่าเป็น นกที่สวยที่สุดในโลก มีสีสันที่สวยงาม มีถิ่นกำเนิดบริเวณเกาะนิวกินี เเละออสเตรเลีย
มีหลากหลายสายพันธุ์ ปัจจุบันเหลือทั้งหมด 39 ชนิด มีอยู่ไม่กี่แห่งบนโลกนี้
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่านกปักษาสวรรค์ผ่านวิวัฒนาการทางสายพันธุ์มากว่า 24 ล้านปี
จนมีความหลากหลายและความงามเป็นเลิศอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ลองทายกันดูว่า สายพันธุ์ญาติสนิทของนกปักษาสวรรค์แสนงามคือใคร ? บางคนคงนึกถึง นกยูง นกแก้ว หรือนกสวยๆ
แต่ที่จริงแล้วมันคือสายพันธุ์เดียวกับ "อีกา" ตัวดำๆ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี แล้วค่อยๆ วิวัฒนาการมาจนกลายเป็นอย่างที่เห็น
ปักษาสวรรค์กับอีกากลับมีชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในขณะที่สายพันธุ์หนึ่งมีความสวยสดงดงามเป็นที่ตะลึงงันแก่ผู้พบเห็น
ชนพื้นเมืองในนิวกีนีถือว่านกปักษาสวรรค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ มีค่า และหายาก
ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่งกลับเป็นที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ จนยัดเยียดให้ว่าเป็นสัตว์อัปมงคล
ทั้งๆ ที่มันมีบรรพบุรุษเดียวกันแท้ๆ
ทั้งขน ทั้งหาง สีสัน และอุปกรณ์ประดับยนต์ แต่ละชนิดนี่จัดเต็มกันเลย

รู้แล้วชุดหางเครื่องได้แรงบันดาลใจจากไหน

2. "ดอกปักษาสวรรค์"
ดอกปักษาสวรรค์ มักติดอันดับ 1 ใน 10 เมื่อมีการจัดอันดับดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกประจำ
เป็นไม้ดอก มีลำต้นทั้งที่เป็นลำต้นเดี่ยวและออกเป็นกอ มี 2 ลักษณะ คือ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า (rhizome)
และชนิดที่มีลำต้นเหนือดินเห็นชัดเจน อยู่ในวงศ์ Strelit-ziaceae บางตำราจัดให้อยู่ในวงศ์ Musaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับกล้วย
ดังนั้นปักษาสวรรค์จึงมีลักษณะภายนอกบางชนิดคล้ายคลึงกับกล้วย เช่น มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน
ลำต้นส่วนเหนือพื้นดินเกิดจากกาบใบรวมตัวกันเป็นลำต้นเทียม เช่นเดียวกับกล้วยหรือข่า สูงราว 100-150 เซนติเมตร

ดูสวยเหมือนนกปักษาสวรรค์สีสันฉูดฉาดกำลังเกาะยอดไม้อยู่เลย

ใจคนคอย ★กุ้ง ตวงสิทธิ์ ♫ ♬ ♪
เจ้าบินไปแห่งใดนกเจ้าบินไปแห่งใด ฝากไปทีได้ไหมนกเจ้าวานนำข่าวไป
ถึงคนที่ฉันเฝ้าคอย คอยด้วยความปวดร้าวใจ
หากเจอเขาเจ้าจงบอกเถิดหนา อย่ารอช้ารีบเอื้อนเอ่ยเร็วพลัน...
https://www.youtube.com/watch?v=zOhNQxBPr4c
เอาเรื่องนกมาร่วมแจมค่ะ เคยเขียนไว้ในห้องเพลง https://pantip.com/topic/35527072
"ปักษาสวรรค์" (Bird of Paradise) ที่สุดแห่งความงามของนกน้อยสู่ดอกไม้แสนสวย
ปักษาสวรรค์นั้นเป็นทั้งชื่อของนก และดอกไม้ ค่ะ สวยงามติดอันดับทั้งคู่
1. "นกปักษาสวรรค์" หรือ นกการเวก หรือ นกวายุภักษ์
นกปักษาสวรรค์ว่ากันว่าเป็น นกที่สวยที่สุดในโลก มีสีสันที่สวยงาม มีถิ่นกำเนิดบริเวณเกาะนิวกินี เเละออสเตรเลีย
มีหลากหลายสายพันธุ์ ปัจจุบันเหลือทั้งหมด 39 ชนิด มีอยู่ไม่กี่แห่งบนโลกนี้
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่านกปักษาสวรรค์ผ่านวิวัฒนาการทางสายพันธุ์มากว่า 24 ล้านปี
จนมีความหลากหลายและความงามเป็นเลิศอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ลองทายกันดูว่า สายพันธุ์ญาติสนิทของนกปักษาสวรรค์แสนงามคือใคร ? บางคนคงนึกถึง นกยูง นกแก้ว หรือนกสวยๆ
แต่ที่จริงแล้วมันคือสายพันธุ์เดียวกับ "อีกา" ตัวดำๆ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี แล้วค่อยๆ วิวัฒนาการมาจนกลายเป็นอย่างที่เห็น
ปักษาสวรรค์กับอีกากลับมีชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในขณะที่สายพันธุ์หนึ่งมีความสวยสดงดงามเป็นที่ตะลึงงันแก่ผู้พบเห็น
ชนพื้นเมืองในนิวกีนีถือว่านกปักษาสวรรค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ มีค่า และหายาก
ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่งกลับเป็นที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ จนยัดเยียดให้ว่าเป็นสัตว์อัปมงคล
ทั้งๆ ที่มันมีบรรพบุรุษเดียวกันแท้ๆ
ทั้งขน ทั้งหาง สีสัน และอุปกรณ์ประดับยนต์ แต่ละชนิดนี่จัดเต็มกันเลย

รู้แล้วชุดหางเครื่องได้แรงบันดาลใจจากไหน

2. "ดอกปักษาสวรรค์"
ดอกปักษาสวรรค์ มักติดอันดับ 1 ใน 10 เมื่อมีการจัดอันดับดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกประจำ
เป็นไม้ดอก มีลำต้นทั้งที่เป็นลำต้นเดี่ยวและออกเป็นกอ มี 2 ลักษณะ คือ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า (rhizome)
และชนิดที่มีลำต้นเหนือดินเห็นชัดเจน อยู่ในวงศ์ Strelit-ziaceae บางตำราจัดให้อยู่ในวงศ์ Musaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับกล้วย
ดังนั้นปักษาสวรรค์จึงมีลักษณะภายนอกบางชนิดคล้ายคลึงกับกล้วย เช่น มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน
ลำต้นส่วนเหนือพื้นดินเกิดจากกาบใบรวมตัวกันเป็นลำต้นเทียม เช่นเดียวกับกล้วยหรือข่า สูงราว 100-150 เซนติเมตร

ดูสวยเหมือนนกปักษาสวรรค์สีสันฉูดฉาดกำลังเกาะยอดไม้อยู่เลย

ใจคนคอย ★กุ้ง ตวงสิทธิ์ ♫ ♬ ♪
เจ้าบินไปแห่งใดนกเจ้าบินไปแห่งใด ฝากไปทีได้ไหมนกเจ้าวานนำข่าวไป
ถึงคนที่ฉันเฝ้าคอย คอยด้วยความปวดร้าวใจ
หากเจอเขาเจ้าจงบอกเถิดหนา อย่ารอช้ารีบเอื้อนเอ่ยเร็วพลัน...
https://www.youtube.com/watch?v=zOhNQxBPr4c
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 38
สวัสดีคุณพี่หวาง คุณซุนเทียน และทุกท่านครับ
เห็นกระทู้นกสองหัว แถมได้ข้อคิดดีๆ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล ม้าสองปาก
โดยย่อคือ คืนนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฝัน ๑๖ เรื่อง หนึ่งในนั้น คือเรื่องม้าสองปาก คล้ายกับกระทู้เรื่องนกสองหัว
แล้วพระองค์จึงตกใจตื่น จึงได้ไปถูลถามพุทธองค์ ให้หายสงสัย แต่ละเรื่องนั้นเป็นอย่างรบ้าง เชิญพิจารณาครับ
....
พุทธทำนาย : ฝันบอกอนาคตของกษัตริย์ในสมัยอดีต*
ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญทางด้านวัตถุก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าฉงนว่า ทำไมคนในโลกกลับมีความสุขน้อยลง และดูเหมือนว่าปัญหาในการดำรงชีวิตกลับมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านศีลธรรม จริยธรรมอันเป็นความเจริญทางด้านจิตใจ ดูจะเป็นสมการผกผันกับความเจริญทางด้านวัตถุอย่างน่าเป็นห่วง ทุกวันนี้ หากเราฟังข่าวคราวไม่ว่าในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง หลายๆสิ่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าและรับมือได้ทัน แต่ก็มีไม่น้อยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึง แต่หากจะบอกว่าสภาพการณ์หลายๆอย่างที่อุบัติขึ้นในสมัยปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายล่วงหน้ามาแล้วกว่า ๒๕๐๐ ปี หลายๆคนอาจจะยังไม่เชื่อ หรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่อง " พุทธทำนาย ” อันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินนิมิตชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายพระสุบิน(ความฝัน)ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน ๑๖ ข้อ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนี้
วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่งได้ทอดพระเนตรเห็นพระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวงถึง ๑๖ ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม และครั้นรุ่งเช้าก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิตก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย ๓ ประการ ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว ๒๕๐๐ ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ยืนยาวเพียง ๕,๐๐๐ ปี หลังจากนั้นต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)
ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลและคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๖ ประการ ประกอบด้วย
๑.ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ ๔ ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจาก ๔ ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป ไม่ชนกัน
พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น
๒.ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆและกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว
พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆเหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว
๓.ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆพากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด
ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น
๔.ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ด้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย
ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น
๕.ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง มันก็กินทั้งสองข้าง
ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือ คนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก
๖.ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้นถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น
ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำหรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูลก็จะต้องยกลูกสาวให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด
๗.ทรงฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ทรงทำนายว่า ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่งคอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นและหย่อนลงไว้ใกล้เท้า
๘.ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆเป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่ จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆนั้นเลย
ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจจะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้วก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ
๙.ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น
ทรงทำนายว่า ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมืองก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆสระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น
๑๐.ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี
ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง
๑๑.ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี ๓ ความหมาย คือ ๑. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน ๒.น้ำมันจากไขข้อวัว และ ๓.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า ๒ ความหมายแรก)
ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะที่พระพุทธองค์สอนไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่นจันทน์ ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า
๑๒.ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้
ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคนที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหน้กราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้
๑๓.ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ
ทรงทำนายว่า ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือนเรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย
๑๔.ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาดเหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป
ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กๆแต่กลับกินงูได้
๑๕.ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา
ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูลเหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกา
๑๖.ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆสะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ
ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ
เมื่อพิจารณาความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝันเป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น แม่โคกินนมลูกโค ม้าสองปาก เขียดกินงู และแกะกินเสือ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก " พุทธทำนาย ” เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้เป็นเครื่องเตือนสติให้มนุษย์โลกได้ตระหนักและระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว
เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์มุ่งทำลาย เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน โดยขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด
ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญูและความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่ อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน
(มีต่อครับ สักครู่)
เห็นกระทู้นกสองหัว แถมได้ข้อคิดดีๆ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล ม้าสองปาก
โดยย่อคือ คืนนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฝัน ๑๖ เรื่อง หนึ่งในนั้น คือเรื่องม้าสองปาก คล้ายกับกระทู้เรื่องนกสองหัว
แล้วพระองค์จึงตกใจตื่น จึงได้ไปถูลถามพุทธองค์ ให้หายสงสัย แต่ละเรื่องนั้นเป็นอย่างรบ้าง เชิญพิจารณาครับ
....
พุทธทำนาย : ฝันบอกอนาคตของกษัตริย์ในสมัยอดีต*
ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญทางด้านวัตถุก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าฉงนว่า ทำไมคนในโลกกลับมีความสุขน้อยลง และดูเหมือนว่าปัญหาในการดำรงชีวิตกลับมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านศีลธรรม จริยธรรมอันเป็นความเจริญทางด้านจิตใจ ดูจะเป็นสมการผกผันกับความเจริญทางด้านวัตถุอย่างน่าเป็นห่วง ทุกวันนี้ หากเราฟังข่าวคราวไม่ว่าในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง หลายๆสิ่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าและรับมือได้ทัน แต่ก็มีไม่น้อยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึง แต่หากจะบอกว่าสภาพการณ์หลายๆอย่างที่อุบัติขึ้นในสมัยปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายล่วงหน้ามาแล้วกว่า ๒๕๐๐ ปี หลายๆคนอาจจะยังไม่เชื่อ หรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่อง " พุทธทำนาย ” อันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินนิมิตชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายพระสุบิน(ความฝัน)ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน ๑๖ ข้อ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนี้
วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่งได้ทอดพระเนตรเห็นพระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวงถึง ๑๖ ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม และครั้นรุ่งเช้าก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิตก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย ๓ ประการ ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว ๒๕๐๐ ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ยืนยาวเพียง ๕,๐๐๐ ปี หลังจากนั้นต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)
ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลและคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๖ ประการ ประกอบด้วย
๑.ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ ๔ ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจาก ๔ ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป ไม่ชนกัน
พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น
๒.ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆและกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว
พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆเหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว
๓.ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆพากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด
ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น
๔.ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ด้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย
ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น
๕.ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง มันก็กินทั้งสองข้าง
ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือ คนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก
๖.ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้นถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น
ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำหรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูลก็จะต้องยกลูกสาวให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด
๗.ทรงฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ทรงทำนายว่า ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่งคอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นและหย่อนลงไว้ใกล้เท้า
๘.ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆเป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่ จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆนั้นเลย
ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจจะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้วก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ
๙.ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น
ทรงทำนายว่า ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมืองก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆสระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น
๑๐.ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี
ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง
๑๑.ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี ๓ ความหมาย คือ ๑. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน ๒.น้ำมันจากไขข้อวัว และ ๓.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า ๒ ความหมายแรก)
ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะที่พระพุทธองค์สอนไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่นจันทน์ ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า
๑๒.ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้
ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคนที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหน้กราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้
๑๓.ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ
ทรงทำนายว่า ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือนเรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย
๑๔.ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาดเหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป
ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กๆแต่กลับกินงูได้
๑๕.ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา
ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูลเหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกา
๑๖.ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆสะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ
ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ
เมื่อพิจารณาความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝันเป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น แม่โคกินนมลูกโค ม้าสองปาก เขียดกินงู และแกะกินเสือ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก " พุทธทำนาย ” เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้เป็นเครื่องเตือนสติให้มนุษย์โลกได้ตระหนักและระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว
เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์มุ่งทำลาย เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน โดยขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด
ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญูและความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่ อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน
(มีต่อครับ สักครู่)
แสดงความคิดเห็น
ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียง 27/1/2561 - ว่าด้วยเรื่อง "นก ๒ หัว"
สวัสดีครับ
เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา MC ไม่ว่างเพราะมีกิจจำเป็นต้องเดินทางไกล อาทิตย์นี้ว่างแล้วก็กลับมาประจำการเหมือนเดิมครับ
วันนี้ นำเรื่องราวของ "นกสองหัว" มาฝาก ที่มาของคำเปรียบเปรยนี้ ยังไม่ชัดเจนครับว่าแท้จริงมาจากไหนกันแน่ มีทั้งข้อสันนิษฐานบางอย่าง และนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งจะเล่าให้ฟังกันต่อไปตามลำดับ
อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ได้เคยเล่าไว้ในศิลปวัฒนธรรมเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า “นกสองหัว” สำนวนไทยที่แปลว่า การทำตัวฝักใฝ่อยู่สองฝ่ายที่ไม่ค่อยถูกกัน เปรียบว่าเป็นการกระทำของคนที่ไม่จริงใจกับใคร และไม่น่าไว้วางใจ นั้น น่าจะมีที่มาจาก ตรานกอินทรีสองหัว ซึ่งเป็นตราแผ่นดินของรัสเซียที่ใช้มาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์
ตราแผ่นดินขนาดย่อของจักรวรรดิรัสเซีย (ฉากหลังเป็นภาพวิหารเซนต์เบซิล โดย Рисунок: К.О. Брож)
ปราชญ์เมืองเพชรให้เหตุผลในครั้งนั้นว่า คำๆ นี้ น่าจะเป็นคำใหม่ เพราะไม่ค่อยเห็นในเอกสารเก่าๆ และพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ไม่ได้อธิบายอะไรไว้ จึงเป็นไปได้ว่า สำนวนนี้เพิ่งมีมาเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ 5 หลัง “ซาเรวิช” หรือพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 สมัยที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นมกุฏราชกุมารเสด็จมาเมืองไทย (สยามตามนามสมัยนั้น) ซึ่งทางราชสำนักไทยก็ได้ทำการต้อนรับพระองค์อย่างยิ่งใหญ่
อาจารย์ล้อมเชื่อว่า การประดับประดาถนนในสมัยนั้นน่าจะต้องตกแต่งด้วยผืนธงที่มีตราแผ่นดินของรัสเซียประกอบ ทำให้ตรา “นกสองหัว” ถูกพบเห็นโดยประชาชนชาวไทยอย่างแพร่หลาย และอาจถูกใช้เป็นสำนวนเป็นลำดับต่อมา
แต่พอถึงปี 2555 ท่านเล่าว่า ท่านได้ไปพบสำนวนนี้เข้าในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ กล่าวถึงทางเชียงใหม่ เมื่อทราบว่าเชียงทองไปอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา ก็ทรงขัดเคือง ว่า "แต่ก่อนนั้นมันขึ้นกับเรานี้ ถือดียิ่งยกนกสองหัว" ซึ่งแต่งมาก่อนที่ซาเรวิชจะเสด็จมาเมืองไทย
ต่อมา คุณกิตติพงษ์ พึ่งแตง ได้นำเหรียญเก่ามาให้ท่านร่วมพิจารณาอันหนึ่ง บอกว่าไม่ทราบที่พบ แต่ตนเองได้จากแผงขายเหรียญเก่า เห็นระบุปี ค.ศ. ๑๗๘๐ (พ.ศ. ๒๓๒๓) เทียบอายุแล้ว เก่าถึงสมัยกรุงธนบุรี
เมื่อได้พิจารณาดูรายละเอียด ด้านหน้าเป็นรูปบุคคล มีอักษรโรมัน (น่าจะเป็นคำละติน) อยู่โดยรอบ ซึ่งท่านอาจารย์อ่านไม่ออกว่าเป็นใคร สังกัดรัฐใด ด้านหลังมีตรานกสองหัว มีอักษรโรมันและระบุตัวเลข ๑๗๘๐ ซึ่งน่าจะเป็นปี ค.ศ. ตรงกลางตัวนกมีตราอาร์ม และมีลายลักษณ์น่าจะเป็นคติอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ริมขอบบนมีหูห้อย ท่านอาจารย์สันนิษฐานว่าอาจเคยใช้เป็นเหรียญประดับเพื่อบอกสังกัดก็ได้ จึงสรุปว่า พอจะอนุมานหรือเดาได้ว่า เคยเป็นตราของบาทหลวงคนใดคนหนึ่งที่เข้ามาเมืองไทย และเป็นหลักฐานว่า คนไทยได้พบเห็นตรานกสองหัวมาช้านานแล้ว น่าจะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ดี ผู้เขียน (ผิน ทุ่งคา) ยังเห็นว่าข้อสันนิษฐานของอาจารย์ล้อม ยังมีข้อน่าสงสัย เพราะสัญลักษณ์นกสองหัว แม้จะเป็นที่แพร่หลายในยุโรปและเอเชียกลางอยู่มาก แต่ในทางตะวันตก สัญลักษณ์นี้มักใช้ในฝ่ายอาณาจักร มากกว่าที่จะเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายศาสนจักร ต่างจากฝ่ายออร์โธดอกซ์ที่มักใช้สัญลักษณ์นี้ในทางศาสนาด้วย จึงไม่น่าที่บรรดาบาทหลวงที่มาจากโลกตะวันตกอย่างฝรั่งเศสจะเอาสัญลักษณ์นกสองหัวมาให้คนที่เข้ารีตใช้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการเป็นพวกเดียวกัน
แต่ความเป็นไปได้ที่สัญลักษณ์นกสองหัวจะเข้ามาในยุคพระนารายณ์ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มาพร้อมกับบาทหลวงคาทอลิก หากเป็น “ออกญาวิไชเยนทร์” หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ก็จะมีความเป็นไปได้มากกว่า
เพราะชื่อตระกูลของท่านก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “นกอินทรี” และท่านยังเป็นชาวกรีก ไม่ว่าท่านจะนับถือออร์โธดอกซ์หรือไม่ ก็ย่อมคุ้นเคยกับสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางมานาน และเป็นตราสัญลักษณ์แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ซึ่ง “เคย” มีศูนย์กลางอยู่บนดินแดนของชาวกรีก ก่อนที่รัฐอื่นๆ โดยเฉพาะรัสเซีย จะนำไปใช้เพื่อสื่อถึงความสืบเนื่องจากจักรวรรดิโรมันตะวันออกอันยิ่งใหญ่
ดังนั้น หากออกญาวิไชเยนทร์จะหาสัญลักษณ์ประจำตัวสักอันจึงน่าจะมองหา “นกอินทรี” ซึ่งสื่อถึงรากตระกูลของท่านได้ดี และสัญลักษณ์นกอินทรีสองหัวแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ก็อยู่ในข่ายที่เป็นไปได้
หากท่านออกญาจะถูกเรียกว่าเป็นพวก “นกสองหัว” ด้วยเหตุนี้ และคำๆ นี้จะถูกใช้สื่อความหมายเชิงลบในสมัยต่อๆ มาก็ฟังดูเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน แต่! นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันเป็นข้อสรุปได้
มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าว่า...
บนสวรรค์แห่งนก มีเทวดานกเป็นผู้ปกครอง บรรดานกกาที่ทำความดีทั้งหลาย ได้ขึ้นมาอยู่บนสวรรค์ สวรรค์ของนกมีแต่ความสุขสบาย นึกคิดอะไรก็สมดังใจ แต่มาวันหนึ่ง เทวดาแห่งนกเกิดทำขนปีกอันหนึ่งร่วงลงมาสู่พื้นโลก ขนปีกแห่งเทวดานก เมื่อตกลงมาถึงพื้นดินก็ถูกแย่งชิงจากนกทั้งหลาย ใครได้ขนแห่งเทวดานก จะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ครองโลกในบรรดานกทั้งหลาย
เทวดานกเห็นว่าจะเป็นที่เดือดร้อนโดยทั่วไป เกรงว่านกตัวที่ได้ขนของเทวดานกไป จะทำให้โลกของนกเดือดร้อน วุ่นวาย เทวดานกจึงมีบัญชาให้นกหนุ่มตัวหนึ่งบินลงมาจากสวรรค์ ติดตามนำขนนกกลับคืนไป
นกหนุ่มทำงานครั้งนี้สำเร็จด้วยดี เทวดานกพึงพอใจมาก จึงเอ่ยปากให้นกหนุ่มขอรางวัล
นกหนุ่มได้มีโอกาสลงมายังโลกของนก รู้สึกติดใจ พอใจ ยิ่งกว่าการอยู่บนสวรรค์ ดังนั้นนกหนุ่มจึงเอ่ยปากขอลงมาอยู่ยังโลกของนก ไม่ขออยู่บนสวรรค์อีกต่อไป เทวดานกได้ฟังดังนั้น ก็อนุญาตและถามขึ้นว่า "เจ้าต้องการเพียงแค่นี้เองหรือ"
นกหนุ่มจึงคิดว่า ถ้าตนลงไปอยู่บนโลกของนก จำต้องมีสิ่งพิเศษเหนือนกอื่นๆ จะลงไปอย่างธรรมดาคงไม่ดีแน่นอน คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยปากขอขึ้นอีกว่า "ข้าพเจ้าขอหัวเพิ่มขึ้นอีกหัวหนึ่ง จะได้มีสองหัว ยิ่งใหญ่กว่าใครๆ"
เทวดานกได้ฟังก็หัวเราะ พลางพูดว่า "เจ้าจะเอาอย่างนั้นหรือ มันผิดธรรมชาตินา เจ้านกหนุ่ม"
"เอาอย่างนั้นครับท่าน" นกหนุ่มยืนยัน
เทวดานกจึงให้นกหนุ่มบังเกิดหัวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหัว
นกหนุ่มกลายเป็นนกที่มีสองหัว ท่าทางน่าเกรงขาม และรู้สึกพอใจเป็นอันมาก
นกหนุ่มลงมาอยู่ยังโลกแห่งนก ด้วยความลำพองใจและหยิ่งในความพิเศษของตัวเอง บรรดานกทั้งหลายพากันเกรงกลัวและเข้ามานอบน้อม ยอมรับนับถือ
นกหนุ่มภาคภูมิใจในหัวสองหัวของตัวมาก มันจะบินขึ้นบนท้องฟ้า แล้วชูคอเต็มที่ เพื่ออวดความพิเศษของตัวเอง
"โน่นแน่ะ นกสองหัว โน่นแน่ะ นกสองหัว ผู้ยิ่งใหญ่" บรรดานกทั้งหลายพากันกล่าวขานดังนี้ ในยามที่นกสองหัวบินอวดตัวไปมา
แต่ไม่นานนัก นกสองหัวก็รู้สึกลำบาก
มันรู้สึกว่าในขณะบิน จะกางปีกบินไม่ค่อยถนัด น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และก่อนจะถลาขึ้นบินยิ่งลำบากเข้าไปอีก เพราะเกะกะหัวของตัวเอง ดังนั้นมันจะบินอยู่บนท้องฟ้าได้ไม่นาน ก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเร็ว และความคิดของสองหัวก็เริ่มแตกต่างกัน ในขณะที่หัวข้างหนึ่งคิดจะบินไปทางทิศตะวันออก แต่หัวอีกข้างหนึ่งกลับต้องการจะบินไปทางทิศตะวันตก
"เฮ้ย ไปตะวันออกซิ ที่นั่นมีอาหารสมบูรณ์ " หัวหนึ่งพูดขึ้น ไม่ค่อยสบอารมณ์มากนัก
"ไม่" อีกหัวหนึ่งแย้ง "ทิศตะวันออกมีนกบินไปมากมาย ไปตะวันตกดีกว่า "
กว่าหัวทั้งสองจะตกลงกันได้ ก็เป็นเวลาสายมากแล้ว พอบินไปถึงที่หาอาหาร ปรากฎว่าแมลงหรือหนอน ถูกนกตัวอื่นๆ เก็บกินไปแทบหมดสิ้น
"เพราะแกนั่นเทียว เจ้าหัวขี้เลื่อย" หัวหนึ่งต่อว่าอีกหัวหนึ่ง
"ไม่จริง เพราะแกนั่นแหละ" อีกหัวหนึ่งค้าน
หัวนกทั้งสองจึงโกรธกัน ไม่ยอมพูดกันอีกต่อไป
คืนนั้นนกหนุ่มต้องนอนค้างที่นั่น ไม่ต้องบินกลับรัง เพราะหัวทั้งสองไม่สามัคคีกัน ต่างก็ไม่ยอมให้ปีกบิน ทั้งหนาวเหน็บและทั้งหิว คืนนั้นทั้งคืนนกหนุ่มไม่มีความสุขเลย
เช้าขึ้นมา ก็มีเรื่องอีก หัวข้างหนึ่งจะบินกลับ อีกข้างหนึ่งไม่ยอมกลับ จะหากินอยู่ที่นี่
นกหนุ่มนั้นทั้งหิวและอ่อนเพลีย พอดีมีหนอนตัวหนึ่งคลานมาใกล้ๆ หัวข้างหนึ่งหันไปหาหนอนเพื่อจะกินเป็นอาหาร แต่หัวอีกข้างหนึ่ง มองเห็นตั๊กแตนเข้าพอดี จึงพุ่งไปทางตั๊กแตน นกหนุ่มแนบจะถูกฉีกร่างออกเป็นสองซีก
หัวทั้งสองไม่ยอมกันเลย หนอนก็หนีไปได้ ตั๊กแตนก็บินไปไกล
"เพราะเจ้านั้นแหละ" หัวหนึ่งร้องขึ้นไม่พอใจ
"ไม่ใช่" อีกหัวหนึ่งโมโห หันมาจิกเข้าที่หัวแรก
หัวทั้งสองโกรธกันมาก จิกกันเป็นพัลวัน จนมีเลือดไหลออกมา นกหนุ่มรู้สึกเจ็บสุดประมาณ ทั้งหิวและอ่อนแรง จึงร่วงหล่นลงไปยังพื้นดินหัวทั้งสองก็ยังไม่เลิกราต่อกัน นกหนุ่มแทบจะหมดแรงสิ้นใจตาย หัวทั้งสองก็บาดเจ็บ อ่อนแรงไปด้วยกัน
นกหนุ่มได้คิด การมีหัวถึงสองหัวนั้น ดูเหมือนว่าจะเกินความจำเป็น มันรู้ตัวในตอนนี้เองว่า มันได้คิดผิดไปแล้ว จึงได้นึกถึงเทวดาแห่งนก ขอให้ลงมาช่วยเหลือตน
"ฮะ ฮะ ฮ่า" เทวดาแห่งนกปรากฎกายขึ้น "ก็เจ้าอยากได้ของเจ้าเอง เจ้านกหนุ่ม ข้าก็ตามใจเจ้า การจะมีอะไรพิเศษเหนือใคร จะต้องคิดให้ดี มันต้องให้เหมือนๆ ผู้อื่นเขานั่นแหละจึงจะดี ความพิเศษของเจ้า น่าจะเป็นความดี ความขยัน หรือความเป็นผู้นำมากกว่า ไม่ใช่ว่าจะมีสองหัว สี่ขา หกปีก ฮะ ฮะ ฮ่า" เทวดาแห่งนกหัวเราะต่อ
นกหนุ่มเริ่มเข้าใจตัวเอง และเข้าใจคำพูดของเทวดานก
เทวดานกรู้สึกสงสาร จึงเอ่ยปากบอกให้หัวข้างหนึ่งหายไป
นกหนุ่มกลับมีเพียงหัวเดียว ค่อยๆพยุงตัวยืนขึ้น ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณเทวดานก แล้วจึงโผบินกลับรังในขณะที่บินไป มันคิดกับตัวเองว่า "เราคิดผิดมากตั้งแต่แรก เกิดเป็นนกอย่างเรา มีหัวเพียงหัวเดียวก็ถมเถไปแล้ว ความพิเศษที่มีสองหัวหรืออื่นๆ มีค่าน้อยกว่าการมีหัวเดียวและมีความดีประกอบกันไป"
โดยสรุป "นกสองหัว" คือสำนวนที่มีความหมายว่า "คนที่ทำตัวฝักใฝ่เข้าด้วยทั้ง 2 ฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกัน โดยหวังประโยชน์เพื่อตน" ดุจเดียวกับ "ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย"
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ฉบับพันธสัญญาใหม่ มัทธิว 6:24 กล่าวว่า "ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้"
ดังนั้น คนที่ทำตัวเป็น "นกสองตัว" จึงมิใช่มิตร ถ้าเขาเป็นเพื่อนของเรา หรือเป็นคนที่เรารู้จัก ก็เป็นคนที่คบไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้แล
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_4995
http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1355565030&grpid=03&catid=
และ http://www.rspg.org/fabel/noksonghua.htm
สุดท้าย ขอนำเพลง "นกสองหัว" ของคุณกี้ร์ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง มาฝากครับ
พบกันวันพรุ่งนี้ อีก 1 วันครับ