แต่
แต่ เราไม่ได้ต่อยอด ทุกอย่างถูกเปลี่ยนไป หลังแพ้สงคราม ใช้ระบบซื้อ
องค์ความรู้ต่างๆ ที่ทำมา ก็เลยค่อยๆหายไป หายไป
วันนี้ ทบ. มีจรวดลำกล้อง ทำเองได้
ทอ. มีเครื่องบินฝึก ผลิตเองได้
ทร. ต่อเรือหลวงกระบี่ ขนาด 1900 ตันเองได้ เรือระดับนี้เทียบกับเรือหลวงชั้นเจ้าพระยา ที่เราเคยสั่งจากจีน เมือ 25 ปีที่แล้ว
ทร.ผลิตทุนระเบิดเองได้
.. ถ้าผลิตจรวด essm หรือเอามาประกอบเองได้ เราคงใส่ ลงใน ร ล. นเรศวร และตากสิน ได้ครบ ไม่ต้องซื้อ 8 ลูกแล้วแบ่งใส่
ลำละ 4ลูก ซ้อมยิงไปแล้ว 1 ลูก เพราะมันแพง
วันนั้นพึ่งสอน นร.ประถม ว่าจรวด ยิงไป 1 ลูก คือยิงเงินออกไป 100 ล้านบาท
........ ถ้า เราต่อยอด ให้ความสพคัญกับงานวิจัย มากขั้น พึ่งตัวเอง
ต้นทุนการผลิตเอง อาจได้ราคาถูกลง แต่ก็จะมีคนค้านว่า ซื้อเอาถูกกว่า
วิจัยเอง ลงทุนเอง ไม่คุ้ม
..... อืมๆๆๆ เกาหลีเค้า คิดว่าไม่คุ้มแน่ๆ เลยลงทุน จนมีเครื่องบินรบ มาขายไทย มีเรือรบขายไทย
จีน ตั้งแต่ราชวงศ์ชิง ล่ม เซียงไฮ้ เป็นเขตเช่าของต่างชาติ
จีนกลับมาพัฒนาประเทศ ผลิตอาวุธเองได้
รถถังผลิตเองได้ เรือรบ เรือดำน้ำ
เมกามี เอฟ 22 จีนก็มีมั้ง หน้าตาคล้ายกันจังเลย
____________________
ไม่ได้มโน แล้วก็ไม่ได้โม้ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ ไทยเราสร้างเครื่องบินรบเองถึง ๒๐๐ กว่าเครื่อง ส่งทะยานขึ้นฟ้าเข้าทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยคู่ต่อสู้มีตำแหน่งถึงจ้าวเวหาของยุโรป คือ ฝรั่งเศส
เรียกว่าขึ้นสังเวียนครั้งแรก ก็ชนกับแชมป์โลกเลย มันติดค้างต่อเนืองมาก ตั้งแต่ รศ.112 ที่เอาเรือรบ บุกเข้ามาถึงบางรัก
ในการการรบ แม้สมรรถภาพของเครื่องบินที่ไทยสร้างจะด้อยกว่าของฝรั่งเศส แต่อาศัยที่ใจเหนือกว่า ขนาดลำเดียวยังกล้าสู้กับข้าศึกเป็นฝูง เพราะรบเพื่อชาติ ตายก็ไม่เสียดายชีวิต
ผลของสงคราม ฝรั่งเศสต้องไปขอให้ญี่ปุ่นมาช่วยเจรจาสงบศึก ยอมคืนดินแดนที่ยึดจากไทยไป ..แบบนี้ใครแพ้ใครชนะก็ลองคิดดู
".. แต่บางคนจะบอกว่า สงครามอินโดจีน ไทยก็เทลงไปแทบจะหมดหน้าตักแล้วเหมือนกัน อาวุธเกือบหมดคลัง
ทหารระดมมาหมดละ สมัยนั้น ไทยเรามีทหาร 70000 กว่า นาย
ทร. ไทย เป็นมหาอำนาจอันดับสอง รองจากญี่ปุ่น
______
ประวัติศาสตร์การบินของไทยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๔๕๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ นายแวน เดอบอร์น ชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินปีก ๒ ชั้นแบบเออร์วิลไรท์ มาบินโชว์ที่สนามม้าปทุมวัน ซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และ สมเด็จเจ้าฟ้าจักพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ทรงสนพระทัย ทดลองขึ้นบินทั้งสองพระองค์
ทรงเล็งเห็น ว่าเครื่องบินจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในด้านกิจการทหารและพลเรือน จึงได้ส่ง นายพันตรี หลวงศักดาศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) ต่อมาคือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ กับ นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินสุข) ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาทยานพิฆาต ไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้นำการบินของยุโรปในขณะนั้น
เมื่อนักบินทั้ง ๓ กลับมา ไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีก ๒ ชั้น ซึ่งเป็นเครื่องที่ศิษย์การบินไทยใช้ฝึกบินที่ฝรั่งเศสมา ๓ เครื่องในปี ๒๔๕๖ ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ซื้อให้อีก ๑ เครื่อง รวมเป็น ๔ เครื่อง
เมื่อซื้อเครื่องบินมาศึกษาได้ ๒ ปี ไทยก็แสดงฝีมือทันที โดยในปี ๒๔๕๘ สมัยรัชกาลที่ ๖ กองโรงงาน กองบินทหารบก ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีทหารอากาศ ก็สร้างเครื่องบินแบบเบรเกต์นี้ขึ้นเองเป็นเครื่องแรก โดยสั่งเครื่องยนต์มา แล้วสร้างปีกกับลำตัวเอง ใบพัดนั้นทำด้วยไม้โมกมัน ให้ชื่อว่า “ขัติยะนารี ๑” ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ และเปิดให้ประชาชนชมทุกวัน
ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยประกาศสงครามกับเยอรมัน ออสเตรียฮังการี เข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร และส่งทหาร ๔๐๐ นายไปร่วมรบที่ยุโรป ในจำนวนนี้ได้รับการคัดเลือก ๑๒๐ คนให้เข้ารับการฝึกบินในโรงเรียนการบินต่างๆของฝรั่งเศส มีทั้งฝึกบินฝึกทิ้งระเบิด และฝึกบินผาดโผน เมื่อสงครามสงบ นักบินเหล่านี้บางคนก็เข้าเรียนการบินชั้นสูงต่อไป และกลับมาเป็นครูฝึก สร้างนักบินให้กองทัพไทย
_____________
“บริพัตร” เครื่องบินที่ไทยออกแบบเองเครื่องแรก
แค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ก็มีความหมาย. ใครทำวาล์วจรวดได้ คือคนควบคุมเครื่องยนต์-- เมื่อร้อยปีก่อนไทยผลิตเครื่องบินเองได้แล้ว แต่
แต่ เราไม่ได้ต่อยอด ทุกอย่างถูกเปลี่ยนไป หลังแพ้สงคราม ใช้ระบบซื้อ
องค์ความรู้ต่างๆ ที่ทำมา ก็เลยค่อยๆหายไป หายไป
วันนี้ ทบ. มีจรวดลำกล้อง ทำเองได้
ทอ. มีเครื่องบินฝึก ผลิตเองได้
ทร. ต่อเรือหลวงกระบี่ ขนาด 1900 ตันเองได้ เรือระดับนี้เทียบกับเรือหลวงชั้นเจ้าพระยา ที่เราเคยสั่งจากจีน เมือ 25 ปีที่แล้ว
ทร.ผลิตทุนระเบิดเองได้
.. ถ้าผลิตจรวด essm หรือเอามาประกอบเองได้ เราคงใส่ ลงใน ร ล. นเรศวร และตากสิน ได้ครบ ไม่ต้องซื้อ 8 ลูกแล้วแบ่งใส่
ลำละ 4ลูก ซ้อมยิงไปแล้ว 1 ลูก เพราะมันแพง
วันนั้นพึ่งสอน นร.ประถม ว่าจรวด ยิงไป 1 ลูก คือยิงเงินออกไป 100 ล้านบาท
........ ถ้า เราต่อยอด ให้ความสพคัญกับงานวิจัย มากขั้น พึ่งตัวเอง
ต้นทุนการผลิตเอง อาจได้ราคาถูกลง แต่ก็จะมีคนค้านว่า ซื้อเอาถูกกว่า
วิจัยเอง ลงทุนเอง ไม่คุ้ม
..... อืมๆๆๆ เกาหลีเค้า คิดว่าไม่คุ้มแน่ๆ เลยลงทุน จนมีเครื่องบินรบ มาขายไทย มีเรือรบขายไทย
จีน ตั้งแต่ราชวงศ์ชิง ล่ม เซียงไฮ้ เป็นเขตเช่าของต่างชาติ
จีนกลับมาพัฒนาประเทศ ผลิตอาวุธเองได้
รถถังผลิตเองได้ เรือรบ เรือดำน้ำ
เมกามี เอฟ 22 จีนก็มีมั้ง หน้าตาคล้ายกันจังเลย
____________________
ไม่ได้มโน แล้วก็ไม่ได้โม้ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ ไทยเราสร้างเครื่องบินรบเองถึง ๒๐๐ กว่าเครื่อง ส่งทะยานขึ้นฟ้าเข้าทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยคู่ต่อสู้มีตำแหน่งถึงจ้าวเวหาของยุโรป คือ ฝรั่งเศส
เรียกว่าขึ้นสังเวียนครั้งแรก ก็ชนกับแชมป์โลกเลย มันติดค้างต่อเนืองมาก ตั้งแต่ รศ.112 ที่เอาเรือรบ บุกเข้ามาถึงบางรัก
ในการการรบ แม้สมรรถภาพของเครื่องบินที่ไทยสร้างจะด้อยกว่าของฝรั่งเศส แต่อาศัยที่ใจเหนือกว่า ขนาดลำเดียวยังกล้าสู้กับข้าศึกเป็นฝูง เพราะรบเพื่อชาติ ตายก็ไม่เสียดายชีวิต
ผลของสงคราม ฝรั่งเศสต้องไปขอให้ญี่ปุ่นมาช่วยเจรจาสงบศึก ยอมคืนดินแดนที่ยึดจากไทยไป ..แบบนี้ใครแพ้ใครชนะก็ลองคิดดู
".. แต่บางคนจะบอกว่า สงครามอินโดจีน ไทยก็เทลงไปแทบจะหมดหน้าตักแล้วเหมือนกัน อาวุธเกือบหมดคลัง
ทหารระดมมาหมดละ สมัยนั้น ไทยเรามีทหาร 70000 กว่า นาย
ทร. ไทย เป็นมหาอำนาจอันดับสอง รองจากญี่ปุ่น
______
ประวัติศาสตร์การบินของไทยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๔๕๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ นายแวน เดอบอร์น ชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินปีก ๒ ชั้นแบบเออร์วิลไรท์ มาบินโชว์ที่สนามม้าปทุมวัน ซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และ สมเด็จเจ้าฟ้าจักพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ทรงสนพระทัย ทดลองขึ้นบินทั้งสองพระองค์
ทรงเล็งเห็น ว่าเครื่องบินจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในด้านกิจการทหารและพลเรือน จึงได้ส่ง นายพันตรี หลวงศักดาศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) ต่อมาคือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ กับ นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินสุข) ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ต่อมาคือ นายพันเอก พระยาทยานพิฆาต ไปเรียนการบินที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้นำการบินของยุโรปในขณะนั้น
เมื่อนักบินทั้ง ๓ กลับมา ไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีก ๒ ชั้น ซึ่งเป็นเครื่องที่ศิษย์การบินไทยใช้ฝึกบินที่ฝรั่งเศสมา ๓ เครื่องในปี ๒๔๕๖ ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ซื้อให้อีก ๑ เครื่อง รวมเป็น ๔ เครื่อง
เมื่อซื้อเครื่องบินมาศึกษาได้ ๒ ปี ไทยก็แสดงฝีมือทันที โดยในปี ๒๔๕๘ สมัยรัชกาลที่ ๖ กองโรงงาน กองบินทหารบก ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีทหารอากาศ ก็สร้างเครื่องบินแบบเบรเกต์นี้ขึ้นเองเป็นเครื่องแรก โดยสั่งเครื่องยนต์มา แล้วสร้างปีกกับลำตัวเอง ใบพัดนั้นทำด้วยไม้โมกมัน ให้ชื่อว่า “ขัติยะนารี ๑” ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ และเปิดให้ประชาชนชมทุกวัน
ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยประกาศสงครามกับเยอรมัน ออสเตรียฮังการี เข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร และส่งทหาร ๔๐๐ นายไปร่วมรบที่ยุโรป ในจำนวนนี้ได้รับการคัดเลือก ๑๒๐ คนให้เข้ารับการฝึกบินในโรงเรียนการบินต่างๆของฝรั่งเศส มีทั้งฝึกบินฝึกทิ้งระเบิด และฝึกบินผาดโผน เมื่อสงครามสงบ นักบินเหล่านี้บางคนก็เข้าเรียนการบินชั้นสูงต่อไป และกลับมาเป็นครูฝึก สร้างนักบินให้กองทัพไทย
_____________
“บริพัตร” เครื่องบินที่ไทยออกแบบเองเครื่องแรก