[CR] CR รีวิวแบบบ้านๆ กับกล้อง Canon EOS 6D MArk II

*คำเตือน นี่คือการรีวิวแบบบ้านๆ ไม่อ้างอิงหลักวิชาการใดๆทั้งสิ้น
ออกตัวก่อนเลยนะครับ ผมก็ไม่ได้เป็นข่างภาพอะไรกับเขาหรอก ก็มีจับกล้องถ่ายงูๆ ปลาๆ มั่วๆไปตามเรื่องตามราว งานที่ทำมันไปเฉี่ยวๆกับการต้องใช้ภาพถ่ายมาประกอบด้วย ก็เลยต้องจับกล้องมาถ่ายกับเค้า ทีนี้ถ่ายไปถ่ายมาก็สนุก สนุกจนหยุดลำบาก และสิ่งที่ตามมาก็คือ "มือลั่น" เสียเงินไปน่าจะทะลุ 6 หลักไปแล้วในเวลาเพียง 1ปี ปกติผมใช้ EOS 6D เป็นอุปกรณ์หลักครับ  ทีนี้(หากใครคุ้นๆตาผ่านกระทู้ถามต่างๆที่ผมเคยถาม) ก็มีเหตุให้มองหากล้องตัวที่สอง เผื่อกล้องตัวแรกเกิดงอแงในการเอาไปถ่ายกิจการสำคัญเข้า เพราะมันเป็นกล้องมือสอง ชัตเตอร์ปาเข้าไป 8x,xxx (แต่ผมซื้อมาในราคาสองต้นๆเอง) บางทีมันก็ไม่วางใจ แถมเคยมีครั้งนึงที่มันเอ๋อๆไปอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ผมจึงเริ่มมองหาทางแก้ และสุดท้ายก็ตัดตัวเลือกออกมาเป็น 5D3 กับ 6D2 นี่แหละ
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/125 F2.8 ISO5000

และแล้วจู่ๆก็มีงานเข้ามาให้เป็นเหตุที่ต้องไปถ่ายงานอีเว้นท์สำคัญมาก สองวันเต็ม โจทย์มีทั้งเคลื่อนไหว ในร่ม แสงมืด แสงน้อย และทั้งหมดรวมกัน ว่าแล้วก็นั่งตัดสินใจอยู่นานว่าเอาไงดี อีก 4 วันจะถึงงานแล้ว ในขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากประชุมที่แถวพัฒนาการ ผ่านพระรามเก้า แล้วก็มือลั่นยังไงไม่ทราบได้ จู่ๆก็วาร์ปไปเลย  โผล่มาอีกที เดินออกจากฟอร์จูน พร้อมกับ 6D Mark II ใหม่เอี่ยมในมือ !! เอาแล้วไง มือลั่นไปเอง
Sigma 70-200 2.8 Os 157mm 1/125 F2.8 ISO5000

แต่หลังจากที่ทำการบ้านมานาน เอาเป็นว่าก็ได้ตัดสินใจสอยมาแล้วครับ กลับบ้านแกะออกมาเชยชม ก็ไม่ได้พบกับความแปลกอะไรมากมายนักเพราะโดยรวมทั้งน้ำหนักและรูปร่างมันก็คล้ายๆกับ 6D นั่นแหละ ปุ่มอาจจะเปลี่ยนวัสดุไปนิดหน่อย รู้สึกเฟิร์มขึ้นนิดๆ เพิ่มปุ่มเลือก AF ใกล้ๆชัตเตอร์เหมือนรุ่นหลังจาก 70D มาด้วย (ผมเคยใช้ 70D) แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนคือ หน้าจอสัมผัส ที่ทำได้เหมือน 70D และ 80D แต่รู้สึกว่าระบบสัมผัสจะดีกว่า 70D หน้าจอสดใสกว่า 6D เดิม และสิ่งที่มันช่างเป็นเหตุผลที่ทำหใ้ตัดสินใจเลือกมาก็คือ จุดฤกัสทั้งหมดของเจ้านี่ที่เป็น Cross Type ทั้งหมด ถอดแบบมาจาก 80D เป๊ะๆ นัยหนึ่งคือมันดีครับ จับได้ไว แม่นยำ แต่อีกมุมหนึ่งคือ มันก็กระจุกอยู่ตรงกลางนั้นแหละ ครอบคลุมพื้นที่ไม่มาก
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/125 F2.8 ISO5000

สิ่งที่ทำให้ผมไม่ชอบใจก็คือ ระบบการแสดงภาพใน View Finder ของกล้อง Canon รุ่นหลังๆ ที่จุดโฟกัสจะไม่ใช้ไฟ LED แยกแต่ละดวงแบบรุ่นเก่าๆ (6D, 5D2) แต่ใช้หน้าจอแสดงผลที่ทาง Canon บอกว่ามัน"ฉลาด" กว่าเดิม แสดงจุดและค่าต่างๆได้หลากหลาย และเปลี่ยนระบบเปล่งแสงเป็นแบบ LCD Illuminasion ก็คือมันจะไม่มีไฟแดงๆค้างที่จุดที่เราต้องการและไม่สามารถเปล่งแสงแดงวาบออกมาเมื่อทำการโฟฟกัสอีกแล้ว แต่มันสามารถเลือกให้ทำงานได้หลากหลายในหมวดการตั้งค่าแบบ Custom Function ของ AF เลือกแสดงจุดแบบต่างๆ (ทั้งหมด, เฉพาะที่เลือก, ว่างเปล่าและปรากฏเมื่อโฟกัส บาลๆๆ) และเลือกการเรืองแสงได้ 3 แบบคือ เป็นสีดำตลอด(ไม่เรืองแสงแดง), เป็นสีแดงเรืองๆในเวลามืดโดยอัตโนมัติ และ เปล่งแสงเรืองๆสีแดงตลอด ซึ่งโดยรวมมันก็โอเคครับ เพียงแต่เทียบกับจุดแบบเก่าของ 6D เดิม บอกเลยว่ามองยากกว่าเยอะมากๆ สำหรับผมที่สายตาไม่อำนวยด้วยแล้ว ถือว่าทำให้การถ่าย "ช้า" ลงพอสมควรเลย ต้องปรับตัวอีกสักพัก ...จริงๆก็เหมือนกับ 70D นั่นแหละครับ ก่อนนี้ก็ใช้แบบไม่ปลื้มกับตรงนี้มากนักแต่จุดมันไม่มากเลยผ่านพ้นไปได้ อันนี้มาตั้งสี่สิบกว่าจุด

Sigma 70-200 2.8 Os 128mm 1/125 F2.8 ISO5000

แต่มันก็ทำให้การถ่ายรูปทำได้คล่องตัว และว่องไวกว่า 6D เดิมมากๆ ถ้าคนใช้ตัวเดิมสงสัยว่ามันต่างแค่ไหน ลองสังเกตุเวลาเราใช้จุดโฟกัสรอบๆ(ไม่ใช่ตจุดกลาง) แล้วถ่ายที่สลัวๆ ย้อนแสง หรือถยายามจับโฟกัสอะไรเร็วๆสิครับ นั่นแหละครับ มันไม่เก่งขนาดไหน แตกต่างกับจุดกลางอย่างไร เอาเป็นว่า 6D Mark II ทุกจุดบนจอเก่งเท่าจุดกลางหมด อยากจัดองค์ประกอบภาพแบบไหนก็ไม่ต้องกังวลว่าจุดมันจะพาวืดวาด ยิ่งถ้าแสงดีๆแล้ว มันจะไวมากครับ

Sigma 70-200 2.8 Os 157mm 1/125 F2.8 ISO5000

เมื่อว่ากันด้วยเรื่องของ AF แล้ว ผมก็ขอยกเรื่องที่ไม่ชอบใจกับมันมาเล่าอีกด้านครับ ตัวกล้อง 6D Mark II มีระบบโฟกัสให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบจุดเดียว แบบจุดเล็ก แบบกลุ่ม 9 ช่อง แบบกลุ่มใหญ่ และเลือกใช้ทุกจุด โดยปกติคนที่ขยับมาจาก 6D หรือกล้องที่มีจุดโฟกัสไม่มากก็คงจะชินจุดเดียวกันใช่มั้ยครับ แต่ก่อนมือลั่นผมได้ศึกษาหาข้อดีของจุดโฟกัสแบบอื่นๆมาแล้ว และในการณ์นี้ ผมก็ได้ใช้ประโยชน์จากมันครับ เนื่องจากการถ่ายทั้งหมด ใช้กล้องหยุดการเคลื่อนไหวที่สับสน ไร้ทิศทาง มากมาย ไวมาก ไวน้อยปนกัน ความเร็วในการเคลื่อนที่ไม่นิ่ง เพื่อให้ได้รูปมาเลือกผมเลือกใช้การโฟกัสแบบ 9 ช่องครับ จัดวางในส่วนที่ต้องการ แล้วใช้ทั้ง Single บ้าง AI Survo บ้างแล้วแต่กรณี ตอนถ่ายก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกครับ พอเอารูปมาเปิดในคอมฯเท่านั้นล่ะ โอ้โห กด 10 รูป วืดไป 5 แบบน่าเจ็บใจ มาดูจุดโฤกัสบนกล้องที่แสดง ถึงได้รู้ว่า เจ้า 9 ช่องเนี่ย มันเดา"มั่ว" ได้ใจมากๆ เข้าหู เข้าไหล่ เข้าอะไรไม่รู้ใกล้ๆ หน้ากับตาอยู่ตรงนั้น มันไม่เข้า!! ดังนั้นโอกาสหน้า ถ้าถ่ายแบบ DOF บางๆ ผมไม่ใช่ 9 จุดเด็ดขาด
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/125 F2.8 ISO5000

ดังนั้นถ้าจะว่ากันให้ตรงๆ หากุณถ่ายภาพ Landscape หรือ Portrait ที่ไม่ได้ต้องการความพลิกแลพงในการเลือกจุดโฟกัสมากนัก ผมว่า มันก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเรามากนัก และยังคงถ่ายไดไ้ด้วยกล้องตัวเดิม แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่อิ่มใจกับระบบโฟกัสของตัวเก่า อยากได้จุดที่รวดเร็ว คล่องตัวมากขึ้น เจ้า 6D Mark II ช่วยได้เยอะเลยครับ และเป็น Full Frame ที่ทำแบบนี้ได้ที่ราคาถูกที่สุดของ Canon ในตลาดตอนนี้
Sigma 70-200 2.8 Os 104mm 1/125 F2.8 ISO5000

แต่อย่าเพิ่งรู้สึกว่า มันไม่คุ้มกับค่าตัวขนาดนั้นครับ มาดูสิ่งที่ดีที่มันทำได้กันบ้างดีกว่า
นั่นคือหน้าจอสัมผัส พับได้ และระบบ Dual Pixel AF ที่ลือเลื่องของ Canon ถ้าจำได้ตั้งแต่ 70D มาจน 80D มันสั่นสะท้านคู่แข่งมากๆเพราะในบรรดา DSLR ด้วยกันแล้ว หากเป็นการถ่ายผ่าน Live View ไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือวิดีโอ ระบบ Dual Pixel นี้ทำให้ Canon ถ่ายออกมาได้อย่างสุดยอดมาก ไม่น้อยหน้า EVF ของพวก MLR เลยด้วยซ้ำ ความสามารถในการโฟกัส ติดตาม และตอบสนองทำได้น่าพอใจมาก ภาพที่เห็นบางภาพผมถ่ายผ่าน Live View เลย เพราะเด็กๆเคลื่อนไหวเร็วมาก จนการมองผ่านช่อง VF มันไม่คล่องตัว ผมเปิด LV มองประกอบกับที่น้องๆวิ่ง เต้น เล่น ไปมาไปด้วย  นอกจากความเจ๋งเวลาถ่ายมุมแปลกๆ พับก้ม พับเงย แบบที่เห็นได้ทั่วไปแล้ว ผมว่า ความที่มันสามารถเปิด LV ถ่ายได้แบบวางใจ ช่วยให้ถ่ายได้คล่องขึ้นมากในสถานการณ์แบบนี้
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/125 F2.8 ISO5000

ที่สำคัญเมื่อเราใช้ LV ถ่าย เราสามารถเอามือแตะจุดที่ต้องการโฟกัสได้เลย ไม่ต้องไปยึดกับจุดๆโครงสร้างเดิมของมัน อยากได้ตรงไหนก็จิ้ม ถ้าอยากสะดวกก็ตั้งให้เป็น Touch Focus แต่ผมไม่เอา ผมแค่จิ้มแล้วเลือกจุดที่ต้องการ จากนั้นโฟกัสที่ชัตเตอร์กดตามปกติ หรือกด Survo ค้างให้มันติดตามจากหน้าจอนี่แหละ สำหรับระบบของ 6D Mark II นั้นเวลาถ่ายภาพนิ่งผ่าน LV กล้องจะไม่มีการกระดกกระจกมาแบบตัวเก่าแล้วนะครับ  มันจึงถ่ายต่อเนื่องได้เก่งขึ้นกว่าเดิมมาก สามารถกดค้างลั่นรัวๆกันได้ แต่ผมไม่ได้เช็คจริงๆว่า จากปกติ วินาทีละ 6 รูปครึ่งเมื่อถ่ายผ่าน VF เทียบกับการถ่ายต่อเนื่องผ่าน LVทำได้ลดลงมาเ)็นกี่ภาพ หรือเท่าเดิม แต่จากการใช้งาน ผมว่าถ้าลดก็น้อยครับ ยังคงใช้งานได้และมากกว่า 6D อยู่นั่นแหละ
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/1300 F2.8 ISO200

สิ่งที่แย่ที่สำนักรีวิวว่ากันหลักๆก็คือการมีช่องใส่การ์ดช่องเดียว ถ้าการ์ดเสีย หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น รูปนั้นๆก็จะสลายหายสิ้นไปเลยทั้งหมดไม่มีทางเอามันกลับมาได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมติดเป็นนิสัยก็คือการถอดการ์ดพร้อมล็อค Right Protection และรีบโหลดภาพทั้งหมดลงคอมทันทีหลังากกลับบ้าน สิ่งนี้ทำให้ 6D Mark II ยังคงไม่ถึงขั้น"โปร" แบบซีรีส์ 5D ทั้งหลาย
Sigma 70-200 2.8 Os 200mm 1/1300 F2.8 ISO200

อีกประการที่โดนวิจารณ์เยอะคือความสามารถในเรื่อง Dynamic Range ที่ดูแล้วแย่กว่า 80D ด้วยซ้ำ เอาล่ะเราไม่นับ 5D Mark iV เพราะราคามันต่างกันมาก แต่กับ 80D ที่ถูกกว่าเกือบครึ่ง หรือแม้แต่เทียบกับ 6D ตัวแรก หลายๆที่ก็บอกว่า DR ของ Mark II นั้นแย่กว่า ผมไปค้นดูรีวิวฝรั่งหลายๆแหล่ง ไฟล์ขุดได้ที่ราวๆ 2 สต็อป ในขณะที่ 5D Mark IV ขุดกันไป 3 ได้โดยยังดูดีงามอยู่
Sigma 50 1.4 Art 1/100 F2.8 ISO4000

แต่จากรีวิวต่างๆที่ค้นหา พบข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่งว่า คุณภาพของไฟล์ในเรื่อง Dynamic Range ของมันไม่เก่งก็จริงแต่ความสามารถเรื่องของ Noise ยังคงยอดเยี่ยม เพราะเมื่อดัน ISO  ขึ้นเรื่อยๆเทียบกับ ก็จะพบว่า 6D Mark II จัดการ Noise และทำการ"ขุด" ไฟล์ได้ดีกว่า 80D เรียกว่าผ่านพ้น 800 หรือ 1600 ไปแล้ว 80D ต่อให้มี DR ดีก็ขุดไม่ง่ายแล้ว สัญญาณรบกวนมันเยอะ ยิ่งดันกันไปหลายๆพัน ไปๆมาๆก็สู้รุ่นพี่พอไหวเอาด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรเสีย มันก็คือกล้อง Full Frame
Sigma 50 1.4 Art 1/400 F1.4 ISO4000

แต่... แต่  ...ถ้าคุณจะซีเรียสกับเรื่อง Dynamic Range มันก็มีแนวโน้มว่าคุณจะถ่าย Landscape ที่ต้องนำไฟล์มาขุดดึงเอารายละเอียดสีของส่วนต่างๆออกมา ต้องแต่งภาพวิวกว้างของการถ่ายพรีเว็ดดิ้งให้ได้ความดราม่ามากขึ้น ซึ่งถ้าไม่ได้ถ่ายบนขาตั้งก็มีไฟช่วยมากมาย ดังนั้นก็คงถ่ายกันที่ ISO ไม่น่าเกิน 400 !! ก็แปลว่า ในส่วนนี้ 6D Mark II น่าจะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่าง"เต็มที่"
แต่... แต่ ...(อีกแล้ว) ..ถ้ามองว่านี่คือ Full Frame ระดับเริ่มต้น มันคือกล้องที่ทำให้ได้ภาพในแบบฟูลเฟรม ในราคาที่ต่ำสุดที่ Canon นำเสนอให้ และมาพร้อมกับฟังก์ชั่นใหม่ๆ มันก็ไม่น่าตำหนิมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคสแบบผมที่เรามี 6D ตัวแรกอยู่ ถ้าอยากถ่ายวิว ไม่ได้ต้องการจุดโฟกัสมากมายให้วุ่นวาย คว้า 6D ไปถ่ายน่าจะสบายใจกว่า
Sigma 50 1.4 Art 1/500 F2.0 ISO1250

ข้อด้อยอื่นๆ ที่รวบรวมมาจากสำนักรีวิวต่างๆ ก็คงมีเรื่องของวิดีโอที่ถ่าย 4K ไม่ได้ ถ้าอยากได้ 4K ถ่ายได้แต่ Timelapese ส่วนวิดีโอธรรมดา ถ่ายได้แค่ 1080p ที่ 60fps และแน่นอนว่าไม่มีช่องเสียบหูฟัง มันเกือบจะเป็นกล้องวิดีโอที่ยอดเยี่ยมไปแล้ว ถ้ามีช่องเสียบหูฟังซะหน่อยเชื่อว่าสายวิดีโอน่าจะสนใจกันมาก แต่นี่ไม่มี มันคงทำหน้าที่ได้เพียงกล้องเสริมเท่านั้น เพราะหากจะซีเรียสกัน การที่โมนิเตอร์เสียงไม่ได้ น่าจะเสี่ยงมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าถ่ายเพื่อนำไปตัดต่อใส่เพลงประกอบ พวกสรุปผลกิจกรรม หรือวิดีโอประกอบงานแต่ง ความสามารถในการโฟกัส รวมกับความเป็น Full Frame น่าจะดึงดูดใจอยู่พอสมควรเล
ชื่อสินค้า:   canon 6D Mark II
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่