ห่วงเศรษฐกิจปี”61โตกระจุก เอสเอ็มอียังแย่-เตือนรับค่าบาทผันผวน
https://www.prachachat.net/finance/news-106909
นักเศรษฐศาสตร์ชี้เศรษฐกิจไทยปี”61 โตกระจุกตัว ห่วงเอสเอ็มอียังอาการหนัก เตือนรับมือบาทผันผวนตลอดปี ด้านผู้ว่าการ ธปท.ยันดูแลค่าเงินไม่ให้กระทบผู้ประกอบการ
นาย
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2561 นี้ คาดว่าภาพรวมเติบโตได้ แต่ไม่ดีนัก เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ได้กระจายตัวลงทุกส่วนในภูมิภาค โดยเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2% นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เติบโตได้ต่อเนื่อง
ขณะที่ค่าเงินบาทในปี 2561 นี้ คาดว่ายังแข็งค่าต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปถึง 31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทยยังเติบโตได้ดี ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยตลอดปี เพื่อลดแรงกดดันจากเงินไหลเข้า
ดร.
สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส์ เครดิต สวิส กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 4.1% จากการบริโภคที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงการของรัฐ นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยของภาครัฐ และการลงทุน ที่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณการผลิตเพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกปีนี้คาดจะเติบโตราว 5% ชะลอตัวจากปีก่อน หลังจากมูลค่าสินค้าเกษตรยังปรับตัวลดลง
“ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้มี 2 เรื่อง คือ ราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมัน โดยราคาสินค้าเกษตรน่าจะไม่ค่อยดีและจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะผลักดันต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่ม มากขึ้น ดังนั้นแม้เศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่บางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี จะยังถูกกระทบหรืออ่อนแออยู่” ดร.
สันติธารกล่าว
ดร.
สันติธารกล่าวอีก ว่า ค่าเงินบาทปีนี้จะยังแข็งค่าขึ้นได้อีก เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังอยู่ในระดับสูง และคาดว่ากำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวจะผลักดันให้ตลาดหุ้นดูดีขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น
นาย
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า คาดว่าค่าเงินบาทปีนี้ยังคงผันผวนต่อเนื่อง และจะเห็นความผันผวนรุนแรงขึ้นตลอดทั้งปี จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองต่างประเทศเป็นหลัก ที่ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า บวกกับพื้นฐานของภูมิภาคและไทยที่เติบโตดีขึ้น ทำให้ต่างชาติยังเข้ามาลงทุนในภูมิภาคและไทยต่อเนื่อง
“การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก จากเกินดุล 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน คิดเป็น 10% ของ GDP เพราะส่งออกดี ท่องเที่ยวดี ภาวะแบบนี้เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามามากกว่าไหลออก จึงหนุนให้ค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ก็มีบางช่วงที่มีเงินร้อนเข้ามาที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่าได้บางช่วง” นาย
วิรไทกล่าว
นาย
วิรไทกล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทเป็นหน้าที่ ธปท. แต่คงจะให้ ธปท.เข้าไปกำหนดว่าค่าเงินบาทควรอยู่ระดับใดเหมือนปี 2540 คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ ธปท.จะดูแลไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนากลไก เครื่องมือในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน และบริหารความเสี่ยง เพื่อดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับสมดุล
หุ้นไทยดิ่งพสุธา! นักวิเคราะห์ชี้ เลื่อนเลือกตั้ง-ไร้ข่าวบวก กดดันดัชนีทิ้งตัว แนะพรุ่งนี้อย่าไล่ราคา
https://www.prachachat.net/finance/news-106909
นางสาว
ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 25 ม.ค. ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากหากวิเคราะห์ในเชิงพื้นฐานจะเห็นได้ว่าภาวะการลงทุนค่อนข้างเปราะบางมาก เพราะขาดปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้น อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศ หลังจากมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ประกอบกับในทางเทคนิค จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าเขตการซื้อมากเกินไป (Over Bought) จึงทำให้เกิดการพักฐานในที่สุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ม.ค. ประเมินว่าดัชนีจะอยู่ในลักษณะพักตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากตลาดยังยืนเหนือระดับ 1,800 ได้ก็ไม่น่ากังวล และน่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่แนวต้านที่ 1,830 จุดได้ แต่ในกรณีที่ยืนระดับ 1,800 จุดไม่ได้ ก็อาจจะปรับตัวลดลงมาที่แนวรับ 1,760 จุด
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำว่า หากเน้นเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ความระมัดระวัง และใม่ควรไล่ราคา แต่ให้เลือกเล่นหุ้นรายบริษัทที่งบการเงินดี และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ ได้แก่ ECL-SYNEX-D
คนเลี้ยงสุกรอ่วม! แม่พันธุ์ล้น ฉุดราคาหมูดิ่งเหว ขาดทุนตัวละ 1,500 บาท พ้อรัฐไม่ดูแล
https://www.khaosod.co.th/economics/news_723705
นาย
สุรชัย สุทธิธรรม สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาสุกรตกต่ำทั่วประเทศ ซึ่งเกิดจากการที่เกษตรกรขยายแม่พันธุ์สุกรเกินปริมาณที่จำเป็นจากปกติที่ทั่วประเทศควรมีแม่พันธุ์ไม่เกิน 1 ล้านตัว แต่ขณะนี้คาดว่ามีมากถึง 115,0000 ตัว โดยในแม่พันธุ์ 1 ตัวสามารถให้ลูกได้ถึง 20 ตัวต่อปี ส่งผลให้ขณะนี้มีลูกสุกรเกิดมามากถึง 2-3 ล้านตัว จากเดิมที่มีประมาณ 1 ล้านตัวเท่านั้น
สาเหตุที่มีแม่พันธุ์เกินความต้องการ เป็นเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาสุกรค่อนข้างดีและมีเสถียรภาพทำให้เกษตรกรขยายฟาร์มและแม่พันธุ์ออกไปเรื่อยๆ ทำให้ราคาจำหน่ายสุกรหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ตกต่ำโดยราคาสุกรหน้าฟาร์มภาคตะวันตก ราคา 46-47 บาท ตะวันออก 50 บาท อีสาน 49 บาท เหนือ 54 บาท ใต้ 52 บาทเท่านั้น จากที่เคยจำหน่ายได้เฉลี่ยก.ก.ละ 65 บาท เท่ากับว่าขาดทุนเฉลี่ยถึงตัวละ 1,500 บาท และคาดว่าจะยังคงราคานี้ต่อไปอีกสักระยะ จนกว่าแผนการลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรจะได้ผล โดยขณะนี้ทางสมาคมอยู่ระหว่างการลดจำนวนแม่พันธุ์ทั้งประเทศด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้มีการบริโภคสุกรมากขึ้นเช่นการทำหมูหันเพื่อลดแม่พันธุ์ กิจกรรมจำหน่าย เนื้อสุกรราคาถูกพิเศษทั่วไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตกใน จ.ราชบุรี ภาคอื่นๆ และการจำหน่ายปลีกตามห้างค้าปลีกเช่น แมคโคร โลตัส บิ๊กซี เพื่อหวังให้ราคาสุกรเพิ่มสูงขึ้น
นาย
สุรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสุกรยังประสบปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นเพราะราคาอาหารสัตว์สูงขึ้นทุกชนิดเช่น ราคารับซื้อข้าวโพดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ปรับขึ้น 3-12 บาทต่อหาบ หรือ 60 ก.ก. ในหลายโรงงาน ทำให้ราคาข้าวโพดวันนี้อยู่ที่ 561-588 บาทต่อหาบ หรือราคา 9.3-9.8 บาทต่อก.ก. และรัฐบาลก็กำหนดให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉพาะในประเทศเท่านั้น ทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกในการหาวัตถุดิบในการเลี้ยงสุกรในราคาที่ถูกกว่า จึงต้องแบกรับภาระต้นทุนนี้ต่อไป และจนถึงขณะนี้ภาครัฐก็ยังไม่ได้เข้ามาดูแลปัญหาของผู้เลี้ยงสุกร อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ สมาคมจะเรียกสมาชิกเพื่อหารือถึงมาตรการใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ห่วงเศรษฐกิจปี”61โตกระจุก SMEยังแย่ /หุ้นไทยดิ่งพสุธา! / คนเลี้ยงสุกรอ่วม!
https://www.prachachat.net/finance/news-106909
นักเศรษฐศาสตร์ชี้เศรษฐกิจไทยปี”61 โตกระจุกตัว ห่วงเอสเอ็มอียังอาการหนัก เตือนรับมือบาทผันผวนตลอดปี ด้านผู้ว่าการ ธปท.ยันดูแลค่าเงินไม่ให้กระทบผู้ประกอบการ
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2561 นี้ คาดว่าภาพรวมเติบโตได้ แต่ไม่ดีนัก เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ได้กระจายตัวลงทุกส่วนในภูมิภาค โดยเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2% นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เติบโตได้ต่อเนื่อง
ขณะที่ค่าเงินบาทในปี 2561 นี้ คาดว่ายังแข็งค่าต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปถึง 31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทยยังเติบโตได้ดี ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยตลอดปี เพื่อลดแรงกดดันจากเงินไหลเข้า
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส์ เครดิต สวิส กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 4.1% จากการบริโภคที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงการของรัฐ นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยของภาครัฐ และการลงทุน ที่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณการผลิตเพิ่มขึ้น ด้านการส่งออกปีนี้คาดจะเติบโตราว 5% ชะลอตัวจากปีก่อน หลังจากมูลค่าสินค้าเกษตรยังปรับตัวลดลง
“ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้มี 2 เรื่อง คือ ราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมัน โดยราคาสินค้าเกษตรน่าจะไม่ค่อยดีและจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะผลักดันต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่ม มากขึ้น ดังนั้นแม้เศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่บางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี จะยังถูกกระทบหรืออ่อนแออยู่” ดร.สันติธารกล่าว
ดร.สันติธารกล่าวอีก ว่า ค่าเงินบาทปีนี้จะยังแข็งค่าขึ้นได้อีก เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังอยู่ในระดับสูง และคาดว่ากำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวจะผลักดันให้ตลาดหุ้นดูดีขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า คาดว่าค่าเงินบาทปีนี้ยังคงผันผวนต่อเนื่อง และจะเห็นความผันผวนรุนแรงขึ้นตลอดทั้งปี จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองต่างประเทศเป็นหลัก ที่ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า บวกกับพื้นฐานของภูมิภาคและไทยที่เติบโตดีขึ้น ทำให้ต่างชาติยังเข้ามาลงทุนในภูมิภาคและไทยต่อเนื่อง
“การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก จากเกินดุล 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน คิดเป็น 10% ของ GDP เพราะส่งออกดี ท่องเที่ยวดี ภาวะแบบนี้เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามามากกว่าไหลออก จึงหนุนให้ค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ก็มีบางช่วงที่มีเงินร้อนเข้ามาที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่าได้บางช่วง” นายวิรไทกล่าว
นายวิรไทกล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทเป็นหน้าที่ ธปท. แต่คงจะให้ ธปท.เข้าไปกำหนดว่าค่าเงินบาทควรอยู่ระดับใดเหมือนปี 2540 คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ ธปท.จะดูแลไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนากลไก เครื่องมือในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน และบริหารความเสี่ยง เพื่อดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับสมดุล
หุ้นไทยดิ่งพสุธา! นักวิเคราะห์ชี้ เลื่อนเลือกตั้ง-ไร้ข่าวบวก กดดันดัชนีทิ้งตัว แนะพรุ่งนี้อย่าไล่ราคา
https://www.prachachat.net/finance/news-106909
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 25 ม.ค. ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากหากวิเคราะห์ในเชิงพื้นฐานจะเห็นได้ว่าภาวะการลงทุนค่อนข้างเปราะบางมาก เพราะขาดปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้น อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศ หลังจากมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ประกอบกับในทางเทคนิค จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าเขตการซื้อมากเกินไป (Over Bought) จึงทำให้เกิดการพักฐานในที่สุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ม.ค. ประเมินว่าดัชนีจะอยู่ในลักษณะพักตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากตลาดยังยืนเหนือระดับ 1,800 ได้ก็ไม่น่ากังวล และน่าจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่แนวต้านที่ 1,830 จุดได้ แต่ในกรณีที่ยืนระดับ 1,800 จุดไม่ได้ ก็อาจจะปรับตัวลดลงมาที่แนวรับ 1,760 จุด
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำว่า หากเน้นเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ความระมัดระวัง และใม่ควรไล่ราคา แต่ให้เลือกเล่นหุ้นรายบริษัทที่งบการเงินดี และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ ได้แก่ ECL-SYNEX-D
คนเลี้ยงสุกรอ่วม! แม่พันธุ์ล้น ฉุดราคาหมูดิ่งเหว ขาดทุนตัวละ 1,500 บาท พ้อรัฐไม่ดูแล
https://www.khaosod.co.th/economics/news_723705
นายสุรชัย สุทธิธรรม สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาสุกรตกต่ำทั่วประเทศ ซึ่งเกิดจากการที่เกษตรกรขยายแม่พันธุ์สุกรเกินปริมาณที่จำเป็นจากปกติที่ทั่วประเทศควรมีแม่พันธุ์ไม่เกิน 1 ล้านตัว แต่ขณะนี้คาดว่ามีมากถึง 115,0000 ตัว โดยในแม่พันธุ์ 1 ตัวสามารถให้ลูกได้ถึง 20 ตัวต่อปี ส่งผลให้ขณะนี้มีลูกสุกรเกิดมามากถึง 2-3 ล้านตัว จากเดิมที่มีประมาณ 1 ล้านตัวเท่านั้น
สาเหตุที่มีแม่พันธุ์เกินความต้องการ เป็นเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาสุกรค่อนข้างดีและมีเสถียรภาพทำให้เกษตรกรขยายฟาร์มและแม่พันธุ์ออกไปเรื่อยๆ ทำให้ราคาจำหน่ายสุกรหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ตกต่ำโดยราคาสุกรหน้าฟาร์มภาคตะวันตก ราคา 46-47 บาท ตะวันออก 50 บาท อีสาน 49 บาท เหนือ 54 บาท ใต้ 52 บาทเท่านั้น จากที่เคยจำหน่ายได้เฉลี่ยก.ก.ละ 65 บาท เท่ากับว่าขาดทุนเฉลี่ยถึงตัวละ 1,500 บาท และคาดว่าจะยังคงราคานี้ต่อไปอีกสักระยะ จนกว่าแผนการลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรจะได้ผล โดยขณะนี้ทางสมาคมอยู่ระหว่างการลดจำนวนแม่พันธุ์ทั้งประเทศด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้มีการบริโภคสุกรมากขึ้นเช่นการทำหมูหันเพื่อลดแม่พันธุ์ กิจกรรมจำหน่าย เนื้อสุกรราคาถูกพิเศษทั่วไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตกใน จ.ราชบุรี ภาคอื่นๆ และการจำหน่ายปลีกตามห้างค้าปลีกเช่น แมคโคร โลตัส บิ๊กซี เพื่อหวังให้ราคาสุกรเพิ่มสูงขึ้น
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสุกรยังประสบปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นเพราะราคาอาหารสัตว์สูงขึ้นทุกชนิดเช่น ราคารับซื้อข้าวโพดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ปรับขึ้น 3-12 บาทต่อหาบ หรือ 60 ก.ก. ในหลายโรงงาน ทำให้ราคาข้าวโพดวันนี้อยู่ที่ 561-588 บาทต่อหาบ หรือราคา 9.3-9.8 บาทต่อก.ก. และรัฐบาลก็กำหนดให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉพาะในประเทศเท่านั้น ทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกในการหาวัตถุดิบในการเลี้ยงสุกรในราคาที่ถูกกว่า จึงต้องแบกรับภาระต้นทุนนี้ต่อไป และจนถึงขณะนี้ภาครัฐก็ยังไม่ได้เข้ามาดูแลปัญหาของผู้เลี้ยงสุกร อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ สมาคมจะเรียกสมาชิกเพื่อหารือถึงมาตรการใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว