เรื่องมีอยู่ว่า...เราตกหลุมรักใครคนหนึ่ง โดยที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะผิดหวังและเจ็บปวด แต่เราก็ยังอยากจะรักและอยู่ดูแลคนๆนั้นตลอดไป
ตอนนี้เราอายุ 25 ย่าง 26 แล้ว ที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาด้วยการหนีปัญหามาตลอด (กับความรักครั้งก่อนๆ) จนกระทั่งได้เจอกับคนๆนี้ คนที่เข้ามาเปลี่ยนแทบจะทุกสิ่งในชีวิตของเรา
เรื่องแรก : การพูดความจริง
ในตอนที่เราคุยกันแรกๆ คนๆนั้นคิดว่าเราคือผู้ชาย และเราเองก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะบอกว่าเราไม่ใช่แต่อย่างใด จนกระทั่งวันนึงเราฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คนที่เสียใจจะไม่ใช่แค่เรา แต่คนๆนั้นจะต้องเสียใจมากๆ ด้วยเช่นกัน” แต่ตอนนั้นเรามีความกลัวอยู่เต็มไปหมด กลัวที่จะต้องสูญเสียและเสียใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดความจริง....
ในวันนั้นเรามีงานต้องให้ ลค. เซ็นเอกสารแถวๆ ม.หอการค้า และในขณะที่เรากำลังขับรถไป เราก็ได้โทรหาคนๆนั้น (แฟนคนปัจจุบัน ซึ่งคุยกันมาสักพักก่อนมาถึงเหตุการณ์นี้) เราก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย (แต่ในใจเราคิดมาตลอดว่าจะบอกความจริงดีหรือป่าว) จนกระทั่งเราถึงที่บริษัทของ ลค. ในระหว่างที่เรารอลูกค้าเซ็นเอกสาร เราก็ได้บอกกับคนๆนั้นว่าเรามีเรื่องสำคัญมากจะบอกให้รู้ แต่เราขอให้ ลค. เซ็นเอกสารให้เสร็จแล้วจะพูด คนๆนั้นก็รอจนเราเสร็จเรื่องและเมื่อเราขึ้นรถมา และขับออกไปยังจุดหมายต่อไปของเรา เราก็ได้เริ่มพูดความจริงกับคนๆนั้น ว่า
เรา : “พี่ไม่ใช่ผู้ชายนะ พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรก แต่พี่คิดว่าถ้าเราจะคบกัน น. ก็ควรจะรู้ และรักในตัวตนจริงๆของพี่ ถ้าหากว่า น. รับได้เราก็จะคุยกันต่อ แต่ถ้ายอมรับไม่ได้และไม่อยากที่จะคุยแล้วขอให้บอกมาตรงนี้เลย พี่จะหยุดทุกอย่างไว้แค่ตรงนี้” จากนั้นคนๆนั้นก็เงียบไปสักพัก และตอบกับมา ว่า
น. : “น. รู้อยู่แล้วล่ะ ไม่สิไม่รู้แต่สงสัยอยู่ แต่ตอนนี้รู้แล้ว และอยากจะคุยต่อ”
ในตอนนั้นเราดีใจมาก แต่ก็เสียใจมากเช่นกัน เพราะเรากำลังรู้สึกผิดอย่างมากต่อคำพูดของเขา และกลับเป็นเราเสียอีกที่ต้องการจะไปจากเขา แต่เขาก็ได้พูดออกมาประโยคนึงว่า “ก็รู้สึกไปแล้ว ทำให้รู้สึกก็ต้องรับผิดชอบด้วยสิ” ประโยคนี้ทำให้เราตายอยู่ตรงนั้น เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือเราเองก็รู้สึกไปแล้ว จึงไม่อยากปิดบังอะไรอีก จากนั้นมาเราก็คุยกันทุกวัน (ตอนนั้นคนๆนั้นเรียนอยู่ปี 3 ที่ต่างจังหวัด ส่วนเราอยู่ชานเมืองไม่ไกลจาก กทม.)
เรื่องที่ 2 : การเที่ยวกลางคืนและการดื่ม
โดยปกติแล้วเราเป็นคนเที่ยวกลางคืนไม่บ่อยเท่าไร แต่ถ้าเที่ยวแล้วจะกินเต็มที่ถ้าเราไม่ต้องขับรถ มีอยู่ช่วงก่อนที่เราคบกัน ครั้งนั้นเราไปกินข้าวกับเพื่อนเพราะเราไม่ค่อยพอใจคนๆนั้น แต่ดันกลายเป็นเราที่ต้องมานั่งเป็นห่วงเขา เพราะเขาก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อนเหมือนกัน แถมเมามานอนกอดโถส้วมอีกตั้งหาก จนเราด่าเขาว่า “เมาเหมือนหมา” จากที่เราตั้งใจจะขอคนๆนั่นเป็นแฟนในวันนั้น กลายเป็นว่าเราต้องทำเป็นใจแข็งทั้งๆที่โคตรเป็นห่วง และอยากเป็นแฟนกับเขาแทบขาดใจ พอคนๆนั้นดึงสติได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น เราก็บังคับให้เขารับปากเราว่าจะไม่ไปกินเหล้าเมาหัวราน้ำแบบนั้นอีกถ้าไม่มีเราไปด้วย โดยคนๆนั้นก็รับปากเสียงอ่อยๆ และขอให้เรารับปากเช่นเดียวกัน ซึ่งเราตอบแบบไม่คิดเลยว่าได้เราตกลง
และจากนั้นมาก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือเราได้เล่าเรื่องความแก่นเสียวเปรี้ยวซ่าของเราให้เพื่อนของคนๆนั้นฟัง และเขาไม่พอใจเรามากๆเพราะเราใช้ชีวิตกินเที่ยวมากเกินไป ถึงขั้นพูดว่าเรา “เลว” เลยที่เดียว และบอกให้เราไม่กินเหล้าอีกตลอดชีวิต ซึ่งเราก็โอเคนะเพราะมันเป็นเรื่องที่เรามองว่ามันง่ายมาก แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนๆนั้นกำลังทดสอบเราอยู่หรือป่าว เพราะมีการมาชวนเรากินเหล้าและบอกว่าไม่โกด ถ้าเราจะกินแต่สุดท้ายเราก็ปฏิเสธไป และเราก็บอกกับทุกคนที่ชวนเรากินเหล้าว่าเราสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่กินและเราไม่อยากทำให้คนๆนั้นเสียใจ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม
เรื่องที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เมื่อเราได้คบกับคนๆนั้นแล้ว เราก็ใช้ชีวิตตามปกติของเรา แต่กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เรากับคนๆนั้นทะเลาะกัน เพราะเราเป็นคนที่ในชีวิตนี้ไม่เคยต้องรายงานความเคลื่อนไหวให้ใครรู้ เราเลยติดนิสัยว่าไปไหนไม่ค่อยบอกใคร แม้แต่พ่อกับแม่เราเองก็ยังไม่ค่อยบอก แต่แล้ววันนึงมีคนเข้ามาอยู่ข้างๆ ขอเป็นห่วงไถถามทุกอย่าง ทุกย่างก้าว แทนที่เราจะอึดอัด เรากับรู้สึกชอบและพร้อมจะบอกทุกอย่างถ้าคนๆนั้นถาม แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าเราไม่อยากบอกให้เขารู้ว่าเราอยู่ที่ไหนทำอะไรกับใคร เพราะคนๆนั้นจะบอกเราทุกเรื่องว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนกับใครอะไรยังไง มันกลายเป็นว่าเราปิดกั้นเขา ซึ่งเมื่อเรามองย้อนมามันก็จริง เพราะงานที่เราทำต้องขับรถไปไหนมาไหนเกือบทั้งวัน ไม่แปลกที่คนๆนั้นจะเป็นห่วงเรา
จากนั้นมาเราก็พยายามแก้ไขนิสัยนั้นด้วยความเต็มใจ แต่แล้วเหมือนเรายังรู้สึกเคยชิน และคิดว่าคนๆนั่นอยู่ด้วย (ในโทรศัพท์) คงจะได้ยินที่เรารับงานมาและรู้ว่าเราไปไหน เราเลยไม่ได้บอกให้คนๆนั้นรู้ มันเลยเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และทำให้เราต้องทะเลาะกับเขามาตลอด หนักถึงขั้นจะเลิกกัน จนเราได้นั่งรถไปง้อถึงมหาลัยที่ต่างจังหวัด
ในตอนนี้เราเปลี่ยนแปลงนิสัยตรงนั้นได้ดีขึ้นบางแล้ว นับตั้งแต่ที่เรารับปากคนๆนั้น ตอนนี้เราทำพลาดไปแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งเราตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่มีการนับ 4 อย่างแน่นอนหากมีเราจะปล่อยคนๆนั้นไป ให้เขาได้มีโอกาสพบคนดีๆและคู่ควร
เท่าที่เล่ามาก็เหมือนจะเป็นเรื่องดีๆ ที่คนๆหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่รัก แต่เรื่องของเรามันมีปมใหญ่มากๆอยู่ คือเรื่องเพศสภาพของเรา เราเป็น “ผู้หญิง” และคนๆนั้นก็เป็น “ผู้หญิง” ตลอดเวลา 1 ปี 4 เดือน ที่คบกันมามันก็จะมีเรื่องนี้ค่อยๆแทรกเข้ามาทำให้เราต้องทะเลาะกัน คนๆนั้นเคยขอเลิกกับเราเพราะคิดว่าเราไปด้วยกันไม่รอด เพราะการใช้ชีวิตของเราทั้งคู่ต่างกันมาก สังคมเรามันเปิดเพราะเราทำงานกับคนมากน้าหลายตา แต่สังคมของคนๆนั้นมันแคบเพราะเขาเรียนมหาลัย แต่ตอนนี้เขาใกล้จะจบและต้องออกมาเผชิญโลกกว้าง เรารู้สึกได้เลยว่าเขากลัวมาก และคิดมากกับเรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะเรื่องของเรา แม้ทุกวันนี้โลกจะเปิดกว้างสำหรับเรื่องความรักไม่จำกัดเพศแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เข้าถึงใจพ่อแม่ของทุกคน นี่แหละปัญหาใหญ่ที่เราพูดถึงครอบครัวของเราทั้งคู่ มันบันทอนจิตใจของคนๆนั้นมาก จนทำให้รักของเราใกล้จะพังเต็มทีแล้ว และวันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ และทุกครั้งที่เป็นแบบนี้เราจะจบด้วยน้ำตาเสมอ และเขาคนนั้นก็พยายามที่จะทิ้งเราไปเสมอ เพราะเหตุผลเดียวคือ
“ไม่มีใครยอมรับเรื่องของเราได้”
ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามบอกเขาคนนั้นเสมอว่า “เราพร้อมที่จะพิสูจน์ให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนๆนั้น ได้เห็นว่าเราก็สามารถดูแล เลี้ยงดู และทำให้เขามีความสุขได้เหมือนกับที่ผู้ชายทำ” แต่วันนี้ดูเหมือนเสียงของเราจะส่งไปไม่ถึงเขาคนนั้นอีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาได้บอกให้เรารับชะตากรรมในสิ่งที่เราเลือก (เราเลือกที่จะไม่เลิกกับเขา)
ถ้ามีคนเข้ามาอ่านแล้วสงสัยว่าเราไม่ได้บอกให้พ่อแม่ของเรารู้หรอ คำตอบคือใช่ แต่เพื่อนๆของคนๆนั้นรับรู้ว่าเราเป็นแฟน พี่น้องของเขาบางคนก็รับรู้ และที่ทำงานของเราก็รับรู้เกือบหมดแล้วว่าเขาคือแฟนเรา ส่วนเพื่อนเรามีไม่กี่คนแต่ทุกคนที่เราสนิทด้วยก็รู้กันหมดแล้ว แต่ก็นั้นแหละปัญหาใหญ่มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า เราเคยพยายามจะไปหาเขาให้พร้อมกับที่พ่อเขามาหาที่หมาลัย และจะไปบอกความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เขาก็ขอให้เราบอกตอนที่เขาเรียนจบ เพราะเขาบอกว่ามันคือตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตัดสินใจเองได้แล้ว
แต่ตอนนี้ดูทรงแล้วเราอาจจะไม่มีโอกาสได้บอก ในเมื่อเราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราจะเข้าไปเจอพ่อแม่เขาและพูดความจริงออกมา
เวลาทะเลาะกันเราไม่เคยรู้สึกรักเขาคนนั้นน้อยลงเลยสักครั้ง นี่คือเรื่องจริงที่เรารู้สึกมาตลอด
ปล.เราทะเลาะกันเรื่องนี้ค่อนข้างหนัก และทุกครั้งจะจบด้วยการที่เราถูกบอกเลิก แต่เราก็ง้อเขากลับมาเสมอ
ปล.2 เราเคยไปบ้านของกันและดันมาแล้วแต่ก็แนะนำว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ และขอโทษด้วยถ้าติดแท็กผิดนะคะ
ควรจะหยุด หรือสู้ต่อไป
ตอนนี้เราอายุ 25 ย่าง 26 แล้ว ที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาด้วยการหนีปัญหามาตลอด (กับความรักครั้งก่อนๆ) จนกระทั่งได้เจอกับคนๆนี้ คนที่เข้ามาเปลี่ยนแทบจะทุกสิ่งในชีวิตของเรา
เรื่องแรก : การพูดความจริง
ในตอนที่เราคุยกันแรกๆ คนๆนั้นคิดว่าเราคือผู้ชาย และเราเองก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะบอกว่าเราไม่ใช่แต่อย่างใด จนกระทั่งวันนึงเราฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คนที่เสียใจจะไม่ใช่แค่เรา แต่คนๆนั้นจะต้องเสียใจมากๆ ด้วยเช่นกัน” แต่ตอนนั้นเรามีความกลัวอยู่เต็มไปหมด กลัวที่จะต้องสูญเสียและเสียใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดความจริง....
ในวันนั้นเรามีงานต้องให้ ลค. เซ็นเอกสารแถวๆ ม.หอการค้า และในขณะที่เรากำลังขับรถไป เราก็ได้โทรหาคนๆนั้น (แฟนคนปัจจุบัน ซึ่งคุยกันมาสักพักก่อนมาถึงเหตุการณ์นี้) เราก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย (แต่ในใจเราคิดมาตลอดว่าจะบอกความจริงดีหรือป่าว) จนกระทั่งเราถึงที่บริษัทของ ลค. ในระหว่างที่เรารอลูกค้าเซ็นเอกสาร เราก็ได้บอกกับคนๆนั้นว่าเรามีเรื่องสำคัญมากจะบอกให้รู้ แต่เราขอให้ ลค. เซ็นเอกสารให้เสร็จแล้วจะพูด คนๆนั้นก็รอจนเราเสร็จเรื่องและเมื่อเราขึ้นรถมา และขับออกไปยังจุดหมายต่อไปของเรา เราก็ได้เริ่มพูดความจริงกับคนๆนั้น ว่า
เรา : “พี่ไม่ใช่ผู้ชายนะ พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรก แต่พี่คิดว่าถ้าเราจะคบกัน น. ก็ควรจะรู้ และรักในตัวตนจริงๆของพี่ ถ้าหากว่า น. รับได้เราก็จะคุยกันต่อ แต่ถ้ายอมรับไม่ได้และไม่อยากที่จะคุยแล้วขอให้บอกมาตรงนี้เลย พี่จะหยุดทุกอย่างไว้แค่ตรงนี้” จากนั้นคนๆนั้นก็เงียบไปสักพัก และตอบกับมา ว่า
น. : “น. รู้อยู่แล้วล่ะ ไม่สิไม่รู้แต่สงสัยอยู่ แต่ตอนนี้รู้แล้ว และอยากจะคุยต่อ”
ในตอนนั้นเราดีใจมาก แต่ก็เสียใจมากเช่นกัน เพราะเรากำลังรู้สึกผิดอย่างมากต่อคำพูดของเขา และกลับเป็นเราเสียอีกที่ต้องการจะไปจากเขา แต่เขาก็ได้พูดออกมาประโยคนึงว่า “ก็รู้สึกไปแล้ว ทำให้รู้สึกก็ต้องรับผิดชอบด้วยสิ” ประโยคนี้ทำให้เราตายอยู่ตรงนั้น เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือเราเองก็รู้สึกไปแล้ว จึงไม่อยากปิดบังอะไรอีก จากนั้นมาเราก็คุยกันทุกวัน (ตอนนั้นคนๆนั้นเรียนอยู่ปี 3 ที่ต่างจังหวัด ส่วนเราอยู่ชานเมืองไม่ไกลจาก กทม.)
เรื่องที่ 2 : การเที่ยวกลางคืนและการดื่ม
โดยปกติแล้วเราเป็นคนเที่ยวกลางคืนไม่บ่อยเท่าไร แต่ถ้าเที่ยวแล้วจะกินเต็มที่ถ้าเราไม่ต้องขับรถ มีอยู่ช่วงก่อนที่เราคบกัน ครั้งนั้นเราไปกินข้าวกับเพื่อนเพราะเราไม่ค่อยพอใจคนๆนั้น แต่ดันกลายเป็นเราที่ต้องมานั่งเป็นห่วงเขา เพราะเขาก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อนเหมือนกัน แถมเมามานอนกอดโถส้วมอีกตั้งหาก จนเราด่าเขาว่า “เมาเหมือนหมา” จากที่เราตั้งใจจะขอคนๆนั่นเป็นแฟนในวันนั้น กลายเป็นว่าเราต้องทำเป็นใจแข็งทั้งๆที่โคตรเป็นห่วง และอยากเป็นแฟนกับเขาแทบขาดใจ พอคนๆนั้นดึงสติได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น เราก็บังคับให้เขารับปากเราว่าจะไม่ไปกินเหล้าเมาหัวราน้ำแบบนั้นอีกถ้าไม่มีเราไปด้วย โดยคนๆนั้นก็รับปากเสียงอ่อยๆ และขอให้เรารับปากเช่นเดียวกัน ซึ่งเราตอบแบบไม่คิดเลยว่าได้เราตกลง
และจากนั้นมาก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือเราได้เล่าเรื่องความแก่นเสียวเปรี้ยวซ่าของเราให้เพื่อนของคนๆนั้นฟัง และเขาไม่พอใจเรามากๆเพราะเราใช้ชีวิตกินเที่ยวมากเกินไป ถึงขั้นพูดว่าเรา “เลว” เลยที่เดียว และบอกให้เราไม่กินเหล้าอีกตลอดชีวิต ซึ่งเราก็โอเคนะเพราะมันเป็นเรื่องที่เรามองว่ามันง่ายมาก แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนๆนั้นกำลังทดสอบเราอยู่หรือป่าว เพราะมีการมาชวนเรากินเหล้าและบอกว่าไม่โกด ถ้าเราจะกินแต่สุดท้ายเราก็ปฏิเสธไป และเราก็บอกกับทุกคนที่ชวนเรากินเหล้าว่าเราสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่กินและเราไม่อยากทำให้คนๆนั้นเสียใจ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม
เรื่องที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เมื่อเราได้คบกับคนๆนั้นแล้ว เราก็ใช้ชีวิตตามปกติของเรา แต่กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เรากับคนๆนั้นทะเลาะกัน เพราะเราเป็นคนที่ในชีวิตนี้ไม่เคยต้องรายงานความเคลื่อนไหวให้ใครรู้ เราเลยติดนิสัยว่าไปไหนไม่ค่อยบอกใคร แม้แต่พ่อกับแม่เราเองก็ยังไม่ค่อยบอก แต่แล้ววันนึงมีคนเข้ามาอยู่ข้างๆ ขอเป็นห่วงไถถามทุกอย่าง ทุกย่างก้าว แทนที่เราจะอึดอัด เรากับรู้สึกชอบและพร้อมจะบอกทุกอย่างถ้าคนๆนั้นถาม แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าเราไม่อยากบอกให้เขารู้ว่าเราอยู่ที่ไหนทำอะไรกับใคร เพราะคนๆนั้นจะบอกเราทุกเรื่องว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนกับใครอะไรยังไง มันกลายเป็นว่าเราปิดกั้นเขา ซึ่งเมื่อเรามองย้อนมามันก็จริง เพราะงานที่เราทำต้องขับรถไปไหนมาไหนเกือบทั้งวัน ไม่แปลกที่คนๆนั้นจะเป็นห่วงเรา
จากนั้นมาเราก็พยายามแก้ไขนิสัยนั้นด้วยความเต็มใจ แต่แล้วเหมือนเรายังรู้สึกเคยชิน และคิดว่าคนๆนั่นอยู่ด้วย (ในโทรศัพท์) คงจะได้ยินที่เรารับงานมาและรู้ว่าเราไปไหน เราเลยไม่ได้บอกให้คนๆนั้นรู้ มันเลยเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และทำให้เราต้องทะเลาะกับเขามาตลอด หนักถึงขั้นจะเลิกกัน จนเราได้นั่งรถไปง้อถึงมหาลัยที่ต่างจังหวัด
ในตอนนี้เราเปลี่ยนแปลงนิสัยตรงนั้นได้ดีขึ้นบางแล้ว นับตั้งแต่ที่เรารับปากคนๆนั้น ตอนนี้เราทำพลาดไปแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งเราตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่มีการนับ 4 อย่างแน่นอนหากมีเราจะปล่อยคนๆนั้นไป ให้เขาได้มีโอกาสพบคนดีๆและคู่ควร
เท่าที่เล่ามาก็เหมือนจะเป็นเรื่องดีๆ ที่คนๆหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่รัก แต่เรื่องของเรามันมีปมใหญ่มากๆอยู่ คือเรื่องเพศสภาพของเรา เราเป็น “ผู้หญิง” และคนๆนั้นก็เป็น “ผู้หญิง” ตลอดเวลา 1 ปี 4 เดือน ที่คบกันมามันก็จะมีเรื่องนี้ค่อยๆแทรกเข้ามาทำให้เราต้องทะเลาะกัน คนๆนั้นเคยขอเลิกกับเราเพราะคิดว่าเราไปด้วยกันไม่รอด เพราะการใช้ชีวิตของเราทั้งคู่ต่างกันมาก สังคมเรามันเปิดเพราะเราทำงานกับคนมากน้าหลายตา แต่สังคมของคนๆนั้นมันแคบเพราะเขาเรียนมหาลัย แต่ตอนนี้เขาใกล้จะจบและต้องออกมาเผชิญโลกกว้าง เรารู้สึกได้เลยว่าเขากลัวมาก และคิดมากกับเรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะเรื่องของเรา แม้ทุกวันนี้โลกจะเปิดกว้างสำหรับเรื่องความรักไม่จำกัดเพศแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เข้าถึงใจพ่อแม่ของทุกคน นี่แหละปัญหาใหญ่ที่เราพูดถึงครอบครัวของเราทั้งคู่ มันบันทอนจิตใจของคนๆนั้นมาก จนทำให้รักของเราใกล้จะพังเต็มทีแล้ว และวันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ และทุกครั้งที่เป็นแบบนี้เราจะจบด้วยน้ำตาเสมอ และเขาคนนั้นก็พยายามที่จะทิ้งเราไปเสมอ เพราะเหตุผลเดียวคือ “ไม่มีใครยอมรับเรื่องของเราได้”
ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามบอกเขาคนนั้นเสมอว่า “เราพร้อมที่จะพิสูจน์ให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนๆนั้น ได้เห็นว่าเราก็สามารถดูแล เลี้ยงดู และทำให้เขามีความสุขได้เหมือนกับที่ผู้ชายทำ” แต่วันนี้ดูเหมือนเสียงของเราจะส่งไปไม่ถึงเขาคนนั้นอีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาได้บอกให้เรารับชะตากรรมในสิ่งที่เราเลือก (เราเลือกที่จะไม่เลิกกับเขา)
ถ้ามีคนเข้ามาอ่านแล้วสงสัยว่าเราไม่ได้บอกให้พ่อแม่ของเรารู้หรอ คำตอบคือใช่ แต่เพื่อนๆของคนๆนั้นรับรู้ว่าเราเป็นแฟน พี่น้องของเขาบางคนก็รับรู้ และที่ทำงานของเราก็รับรู้เกือบหมดแล้วว่าเขาคือแฟนเรา ส่วนเพื่อนเรามีไม่กี่คนแต่ทุกคนที่เราสนิทด้วยก็รู้กันหมดแล้ว แต่ก็นั้นแหละปัญหาใหญ่มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า เราเคยพยายามจะไปหาเขาให้พร้อมกับที่พ่อเขามาหาที่หมาลัย และจะไปบอกความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เขาก็ขอให้เราบอกตอนที่เขาเรียนจบ เพราะเขาบอกว่ามันคือตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตัดสินใจเองได้แล้ว
แต่ตอนนี้ดูทรงแล้วเราอาจจะไม่มีโอกาสได้บอก ในเมื่อเราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราจะเข้าไปเจอพ่อแม่เขาและพูดความจริงออกมา
เวลาทะเลาะกันเราไม่เคยรู้สึกรักเขาคนนั้นน้อยลงเลยสักครั้ง นี่คือเรื่องจริงที่เรารู้สึกมาตลอด
ปล.เราทะเลาะกันเรื่องนี้ค่อนข้างหนัก และทุกครั้งจะจบด้วยการที่เราถูกบอกเลิก แต่เราก็ง้อเขากลับมาเสมอ
ปล.2 เราเคยไปบ้านของกันและดันมาแล้วแต่ก็แนะนำว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ และขอโทษด้วยถ้าติดแท็กผิดนะคะ