...สัพเพเหระ ไก่ กา อาราเร่ (ไร้สาระ ข้ามไปเลยหากต้องการสาระ).../วัชรานนท์

กระทู้สนทนา
ได้อ่านกระทู้สูตรอาหารวิเศษลดความแก่ของคุณพี่สาวฯ แล้วนึกอยากจะหาโอกาสทำทานเองบ้าง   เผื่อไอ้ที่ขาวๆ อยู่บนหัวจะดำขึ้นบ้าง (ฮ่า ฮ่า)   อาทิตย์ที่ผ่านมาคุณภรรยาเธอไปทำงานนอกสถานที่   ผมนึกอยากจะเอาใจเธอขึ้นมาเลยลองลงมือทำคัพเค๊กไว้ต้อนรับตอนเธอกลับมาตอนเย็นๆ (เป็นสูตรที่เธอสอนผมทำนั่นแหละ)   ทำไปใกล้จะเสร็จก็เกิดนึกถึงคุณเกี๊ยก   เลยถ่ายรูปมายั่วต่อมอิจฉาสักหน่อย      จำได้ว่าตอนนั้นคุณเกี๊ยกจ่ายเค่าเล่าเรียนไปเยอะ



การหุงหาอาหารสมัยนี้สะดวกสบาย   ถ้าเป็นสมัยก่อนแค่อยากกินกาแฟหรือนมร้อนๆ สักแก้วนี่   กว่าจะได้กินก็คงจะหายอยาก   ต้องหาฟืนก่อไฟ   ถ้าไม่มีฟืนสำรองไว้ใต้ถุนบ้าน  ก็ต้องหิ้วพร้าเข้าป่าตัดฟืน  กว่าจะได้ "น้ำร้อน" ก็ปาเข้าชั่วโมงหรือเกือบสองชั่วโมง!   สมัยนี้แค่กดปุ่มแก๊สไฟก็ติด  หุงหาอาหารได้เลย    สมัยผมเป็นครูดอยอาสา  ต้องออกไปหาเก็บฟืนมาตุนไว้กับครูท่านอื่นๆ อาทิตย์ละสองครั้งเป็นอย่างต่ำ  ใช้ชีวิตบนดอยก็ดีไปอย่าง  ไม่เห็นแสงสีเสียงอะไร   ทุ่มสองทุ่มจั๊กจั่นก็เซ็งแซ่แล้ว   ตีสี่ตีห้าไก่ก็ตีปีกโก่งคอขัน


ถึงหน้าหนาวก็ลำบากหน่อย   เพราะทั้งฝาหนังทั้งพื้นบ้านพักครูเป็นแคร่ไม้ไผ่ความเย็นก็ซอนแซกตามรอยปริของไม้   ต้องก่อไฟทิ้งไว้ตลอดคืนใช้ฟืนเปลืองหน่อย   แตกต่างจากบ้านในยุโรปที่มีเครื่องฮีตเตอร์ทำความร้อน  ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ  รูปข้างล่าง  เป็นห้องเอนกประสงค์คือทั้งห้องครัว  ห้องนอน  ห้องทำงาน  ห้องเตรียมตัวสอน  



ส่วนการเดินทางสัญจร   ผมก็ผ่อนยามาฮ่า Bell R คู่ใจคันหนึ่งไว้สำหรับเข้าตัวเมือง  แต่เมื่อถึงหน้าฝนก็ทุกลักทุเลจอดทิ้งไว้ใต้ถุนบ้านพัก   หันมาใช้ "แพไม้ไผ่" ล่องเอา  ต้องตัดไม้ไผ่มาต่อแพ  ล่องตามลำน้ำไปลงจุดที่ใกล้ถนนใหญ่ที่สุด   จากนั้นก็เดินเท้ารอรถประจำทาง   ถ้าเกิดวันไหนไม่ทันรถประจำทาง  ก็ขอนอนค้างแรมที่หมู่บ้านใกล้ๆ รอโบกรถวันรุ่งขึ้น   รูปข้างล่าง  สีเขียวๆ ที่ใส่นั้นเป็นกางเกงของชาวเขาเผ่าลีซู  ใส่สะดวก...ถ้าเกิดตกแพ   กางเกงก็จะหลุดง่ายไม่ถ่วงให้เราจมหรือเป็นภาระเวลาว่ายน้ำขึ้นฝั่ง     

ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไป........
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่