น้องชายออกจากมหาลัย ไปแอบทำงานและอยู่กับผู้หญิงอายุมากกว่า

ตอนนี้กลุ้มใจมาก ไม่รู้ว่าน้องผมคิดอะไรอยู่ พ่อแม่ไปตามยังไงก็ไม่ฟัง ร้องไห้ สงสารพ่อแม่
อยากได้คำปรึกษาและความคิดเห็นของทุกๆคนครับ ว่าควรแก้ปัญหายังไงดี?

เรามีกัน 3 พี่น้อง ผมคนโต คนกลางคือคนที่มีปัญหา (สมมติชื่อ K) และคนเล็ก (สมมติชื่อ T) เป็นผู้ชายหมด อายุเรียงกัน เรียนปี 2 ปี 1 และม.6 ตามลำดับ พื้นฐานสนิทกันมาก โตมาด้วยกัน แต่ก่อนมีอะไรคุยกันตลอด ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้
ผมเรียนอยู่ที่มหาลัยแห่งนึงในต่างจังหวัด น้อง K ก็เรียนอยู่อีกมหาลัยในจังหวัดใกล้เคียงกัน ส่วนน้อง T ก็เรียนม.ปลายที่บ้าน

เรื่องมีอยู่ว่า... วันนึงเพื่อนผมที่อยู่มหาลัยเดียวกันกับ K โทรมาหาผมว่า K ตั้งแต่เปิดเทอมปี1 มานี้น้องผมไม่ค่อยเข้าเรียนเลย กิจกรรมก็ไม่เข้า เพื่อนถามว่าน้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ผมนี่งงเลยครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ก็โทรคุยกันบ่อยๆน้อง K ก็บอกว่าไปเรียน เสาร์อาทิตย์ไม่กลับบ้านก็บอกว่าเข้ากิจกรรม ผมเลยโทรไปถาม K ว่าทำไมไม่ไปเรียน K ก็บอกว่า ไปอยู่แต่เพื่อนไปเห็นเอง บางที่ก็ไปอีก sec. ผมก็โอเคเชื่อน้องเพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยไม่ไว้ใจกัน จบไป แต่ก็บอกเพื่อนดูๆให้หน่อย เพราะลึกๆก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะมาโกหกผม .....เวลาก็ผ่านไปสักอาทิตย์นึง เพื่อนโทรมาอีกแหละว่าน้องผม ไม่เข้าเรียน ไปไหน อาจารย์และเพื่อนๆก็ถามหา ผมตกใจ มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรดาแล้วแหละ เลยตัดสินใจโทรหาพ่อแม่แล้วเล่าหมด (*บ้านผมพ่อแม่จะไม่ค่อยห่วง ให้ดูแลกันเองพี่น้อง เรื่องเลยจะผ่านผมที่เป็นพี่ก่อนเสมอ ค่อยถึงพ่อแม่) พ่อแม่ก็บอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ให้ผมไปลองสืบดู เพราะมันต้องมีอะไร เพื่อนจะมาโกหกครอบครัวผมไปทำไม ผมเลยเดินหน้าแอบสืบเต็มตัว
.....สรุปเลยนะครับ..... ได้ความว่า K แทบไม่ได้เรียนเลย นานๆโผล่ไปเรียน K แอบกลับจากมหาลัย แอบกลับมาอยู่ในตัวจังหวัดที่บ้านอยู่ แถมแอบไปทำงาน part time (**ที่เคยทำตอนรอขึ้นปี1) เป็นร้านอาหารในห้างดังตัวอาร์ ไม่พอยังแอบไปอยู่หอพักแถวห้างกับผญ.ที่มีตำแหน่งในร้านอีก ผญ.อายุมากแล้วด้วย เลขสามต้นๆ แถมมีลูกแต่ให้แม่ผญ.คนนั้นเลี้ยงที่อีกจังหวัด ส่วนสามีผญ.คนนั้นไปอยู่ไหนหรือเลิกกันผมไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ งงมาก มันเป็นไปได้ยังไง??? น้องผม K พึ่งอายุ20 เรียนดีมากตลอด จริงๆมีแฟนที่คบกันแต่ม.ปลายด้วย แฟนเรียนหมออยู่มหาลัยเดียวกัน ทำไมถึงทำแบบนี้

ผมกับครอบครัวและครอบครัวแฟน K ไม่เข้าใจเลย เลยตั้งสติ เรียก K มาคุยกันดีๆ (ตอนนั้น K ยังไม่รู้ว่าทุกคนรู้ความจริงกันหมดแล้ว) K ก็ไม่ยอมรับว่าไม่ไปเรียน ไม่ยอมบอกหรือพูดอะไรทั้งนั้นเลย จนครอบครัวยื่นคำขาดว่างั้นจะส่งไปอยู่เรียนอยู่อีกภาคนึงกับญาติทางแม่ เพราะอยู่นี่ไม่เรียน ยื่นคำขาดไปเลย ทุกคนแยกย้าย ตอนกับบ้านน้อง T เล่าว่า K นั่งร้องไห้ตลอดทางแล้วก็ส่งข้อความไปหาแฟนที่เรียนหมอว่า "ขอโทษ เค้าผิดเอง จะไม่มาให้เจออีกแล้ว" แล้วแยกกัน K ก็ขับรถหายไป ปิดโทรศัพท์หนี ผมตอนนั้นซึ่งพึ่งแยกกัน พึ่งมาถึงมหาลัยตัวเองเลยตัดสินใจกลับบ้านตอนนั้นเลยด้วยความเป็นห่วงว่า K จะฆ่าตัวตาย กลัวมากเลย ให้ทุกคนช่วยกันหาไปก่อนระหว่างรอผมมาถึง ก็ไม่เจอสักที่ ผมกว่าจะมาถึงบ้านตัวเองก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว เลยคิดว่า K น่าจะไปที่ทำงาน part time เพื่อไปทำงานอีก ทุกคนเลยไปดักรอทางออกหลังห้างตอนเลิก รอตั้งแต่ห้าทุ่มยันหกโมงครึ่ง ตอนนั้นผมนี่แบบยังไงวันนี้ก็ต้องเคลียกันให้รู้เรื่อง ไม่ไหวแล้ว คนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะ K แท้ๆ
......สุดท้ายหกโมงเกือบเจ็ดก็ออกมาพร้อมกับผญ.เลขสามคนนั้น ผมเลยเข้าไปเผชิญหน้า ถามเลยว่ามาทำไรที่นี่? ไม่ไปเรียนหรอ? มาอยู่นี่ได้ไง? K บอกมาช่วยพี่เขาเช็คสต๊อกของ มาช่วยเฉยๆ ผมนี่แบบโกรธมาก (คนอื่นเป็นห่วงแทบตาย มาหาผญ.คนนี้เนี่ยนะ คิดในใจ) ตอนนั้นผมก็รู้เรื่องหมด เลยหันหน้าไปถามผญ.เลขสามว่า "คุณเป็นใครครับ? คุณทำแบบนี้น้องผมไม่ได้ไปเรียนนะครับ" ไม่ตอบผมครับ หน้าก็ไม่กล้าสู้ เดินหนีเข้าไปในห้าง ผมเลยบอก K ว่ากลับบ้าน ผมรู้หมดแล้ว ไปเก็บของ K บอกไม่มีของอะไร ผมเลยพูดไปว่าก็ของในห้องผญ.เลขสามคนนั้นไง ไปเอากุญแจห้องมา K ไม่ยอม สุดท้ายได้ให้ยามไปเอากับผญ.คนนั้นให้ เพราะจริงๆผมอยากเข้าไปดูว่าห้องมีอะไร ผญ.ท้องหรือเปล่า K ไม่พูดอะไร พ่อแม่บอกให้กลับก็ไม่กลับ บอกจะหนีไปอย่างเดียวแล้วก็วิ่งหนีไป ผมก็วิ่งตามจนได้ต่อยกันสักพักนึง แม่ของแฟนที่เรียนหมอเลยมาห้ามถึงหยุดกัน แล้วแม่แฟนก็เข้าไปกอด K มันถึงสงบลงแบบไม่น่าเชื่อ เลยไปเก็บของ K ที่หอพักผญ.เลขสาม ก็ไม่เจออะไรมาก แต่ที่ติดคือ เจอเสื้อผ้าเด็กเล็ก แต่ไม่ใช่ทารก โตสัก 3-4 ปีแล้ว ผมเลยคิดว่าผญ.คนนี้น่าจะมีลูกน้อย แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คำถามคือผญ.คนนี้ต้องการอะไรจากน้องผม? น้องผมทำไมเชื่อฟังผญ.คนนี้แบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจครอบครัว

พา K กลับบ้านมาสงบสติอารมณ์ มันก็ยังยืนยันว่าจะหนีไป ไม่ต้องมาตาม ปล่อยมันไป มันไม่อยากอยู่แล้ว ผมก็รู้เลยตอนนั้นว่าบังคับอะไร K ไม่ได้เลย มันจะไปอย่างเดียว จะให้มาเฝ้าตลอดเวลาก็เป็นไปไม่ได้ ผมเลยบอก K ว่าจะไปก็ไปแต่ขอให้ไปคุยกับพ่อแม่ดีๆก่อน ไปลาท่านซะ ส่วนแม่แฟนขอว่างั้นถ้าจะไปจริงๆ ไปวัดทำบุญกันก่อน เพราะแม่แฟนเชื่อว่า K ดูไม่มีสติ แปลกๆจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผมกับคนอื่นก็ไม่ได้ขัดไร ไปก็ไป
.....สรุปหลังจากไปวัด ให้ K ได้คุยกับพระ ได้รดน้ำมนต์ ผมกับคนอื่นนี่แทบไม่เชื่อเลย สงบลงเยอะมาก เลิกพูดว่าจะหนีไป เลิกแสดงท่าทางว่าจะไปหาผญ.เลขสาม แต่ก็คิดว่ามันคงไม่จบง่ายแบบนี้หรอก

ตกเย็นไปกินข้าวกัน นั่งคุยกันดีๆ เรื่องทั้วไป แล้วพาแฟน K มาด้วย K ก็ทำท่าทางปกติ นั่งด้วยกัน คุยกันแบบที่เคยเป็นปกติ คนอื่นๆเห็นก็สบายใจขึ้นมา ต้องบอกเลยว่าตอนนั้นทุกคนอยากช่วย K ให้พ้นจากเรื่องนี้อย่างมาก แต่แล้ว K ก็บอกขึ้นมาว่า พน. ขอไปเคลียกับผญ.เลขสามคนนั้นหน่อย ให้ไปส่งแล้วไปรับกลับเลย ครอบครัวก็อนุญาติไป ทั้งๆที่ในใจกลัวว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ก็ให้โอกาส สุดท้ายวันรุ่งขึ้นก็ไปเคลียแล้วพ่อก็ไปรับกลับ แล้วก็ตกลงกันว่าจะให้ไปอยู่กลับญาติที่ภาคใต้ ระหว่างดรอปเรียนรอสอบใหม่ปีหน้าเพื่อซิ่วเข้าคณะวิศวะ ทุกคนก็เบาใจลง
.....ทุกอย่างเหมือนจะดีแต่ K ก็ทำให้ครอบครัวผิดหวังอีก เหมือนใกล้ถึงวันเดินทาง (ปลายกันยา2560) K บอกไม่ไปแล้ว จะขอทำงานอยู่ที่เดิมอีก บอกจะไปเช้าบ้านอยู่กับเพื่อนร่วมงานชายอีก 2 คน ยืนยันเลยว่าไม่ไปไหน จะทำงานเท่านั้น แต่ K บอกว่าขอแค่ถึงต้นเดือนมกรา2061 แค่นั้น จะออกมาอ่านนส.ที่บ้านและกลับมาเรียน ครอบครัวไม่อยากให้ K หนีไป เพราะ K เป็นคนหนีปัญหา ไม่อยากต้องบังคับกัน ดีกว่า K หนีไปทำเอง แล้วตามไม่ได้ ก็เลยอนุญาติให้ไปทำงานได้ แต่มีข้อตกลงว่าต้องออกต้นมกรา2561 และต้องติดต่อได้ตลอด ไม่ใช่ปิดโทรศัพท์หนีเหมือนช่วงแรกที่เกิดเรื่อง K รับปาก โอเค ทุกคนอาจคิดว่าครอบครัวเราทำไมยอม แต่ผมอยากบอกเลยว่า ณ สถานการณ์นั้นบวกกับผมรู้จัก K ดี K เป็นคนหนีปัญหา มีไรไม่ค่อยพูด ผมมันไม่มีทางเลือก ถ้าบังคับไปใต้มันก็ไม่ยอม จะให้ผมมัดมันไปส่งก็ไม่ได้ ปล่อยก็หนีเลย แถมจะติดต่อไม่ได้อีก เลยจำเป็นต้องยอม และด้วยความเชื่อว่าลูกผช.แมนๆคุยกัน บอกจะออกตอนไหนก็ออก เลยลองเชื่อใจน้อง(ที่ผมรักมากคนนึง)ดู

.....แต่แล้วเวลาผ่านไป พฤติกรรมกลับแย่ลง แรกๆก็โทรหาได้ หลังๆอ้างแบต อ้างลืมไว้รถตลอด ตลอด 3 เดือนกว่าที่ปล่อยให้ทำงานผมก็กลุ้มใจแต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราก็ตกลงกันแล้ว เลยทำได้แต่พูดว่าให้โทรหาให้ได้หน่อย พ่อแม่เป็นห่วง ทำได้แค่นั้นจริงๆ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น บ้านก็ไม่กลับ
จนต้นมกรา2561 ที่ผ่านมา ถึงเวลาตามสัญญา ปรากฏว่า K โทรมาบอกว่าเกิดเรื่อง ยังออกจากงานที่ห้างไม่ได้ เพราะคืนก่อนออกตัวเองลืมปิดตู้เย็นแช่ของสดในร้านแล้วทำให้ของเสียหมด รวมมูลละค่าเป็นหมื่น ผมคิดว่าน่าจะเป็นผญ.เลขสามคนนั้นแหละเสนอว่าให้อยู่ต่อถึง 20มกรา แล้วแล้วตัดรอบเงินเดือนเดือนสุดท้าย แต่ให้เอาเงินมาใช้หนี้ของเน่า ด้วยความเป็นห่วงน้องผมว่าเรื่องนี้มันแปลกๆผมเลยถามว่าใครมีกุญแจอีก น้องก็บอกมันมีคนเดียว (ซึ่งจริงๆผมไม่เชื่อเลย ร้านระดับนี้จะมีดอกเดียวได้ไง) สรุป K ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำเน่า แต่มันก็ยอมทำต่อเพื่อใช้หนี้ ผมเลยบอกว่าจะใช้หนี้ให้เท่าไหร่ว่ามา K บอกว่า 30000 กว่า (ผมนี่แบบของอะไรมันจะเสียถึงสามหมื่นวะ แต่ที่พอให้หนี้ด้วยการทำงานกลับทำเพิ่มอีกแค่สิบกว่าวัน) ไม่น่าเป็นเรื่องจริงแล้วแหละ แต่ด้วยความที่ว่า K พูดกับผมตามตรง มันขอร้องว่าของจบเรื่องเองผมเลยยอมให้มันทำต่ออีกสิบกว่าวัน ทั้งๆที่ตอนนั้นผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่เล่าเลย แต่ในฐะนะพี่ชาย ผมก็ต้องเชื่อใจมันอีกรอบถึง K จะทำผมเจ็บมาเยอะก็เถอะ และ K ก็บอกว่าออกแน่

......สุดท้าย ยิ่งหนักกว่าเดิม หลัง 12มกรา มาปิดเครื่องหนีเลย วันที่ 21-23 ก็ยังติดต่อไม่ได้ พ่อแม่เป็นห่วงและคิดหนักกับเรื่องนี้มาก ไม่รู้จะช่วยท่านยังไง ผมก็ไม่ค่อยว่างเพราะเรียนหนัก ไกลบ้าน ทำได้แต่บอกพ่อแม่ว่าอย่าคิดมาก เดี๋ยวเราจะไปหา K ด้วยกัน แต่ตัวผมเองทำใจไว้บ้างแล้ว ว่า K อาจไม่กลับมา เพราะจากเหตุการณ์หลายๆอย่าง ผมพยายามทำดี พยายามให้โอกาสตลอด แต่ก็จบแต่ด้วยการโกหกกัน
ผมมั่นใจว่ายังทำงานอยู่ที่เดิมแน่ๆ วันนี้ 23มกรา เลยให้ T (น้องชายคนเล็ก) ไปหาที่ร้านนั้น สรุป... ไปถามหาพนักงานหน้าร้าน พนักงานก็เดินไปในครัว แล้วผญ.เลขสามก็เดินมาตอบเองเลยบอกว่า K หยุดงาน จบข่าว ไม่น่าจะหยุดจริงด้วย เพราะตอนแรกพนักงานเดินเข้าไปตาม

ตรงๆตอนนี้มืดแปดด้าน ปรึกษากันในครอบครัวกับญาติๆทุกคนบอกให้เข้าไปคุยกับ K เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่กลับมา ทำใจแล้วคงต้องปล่อยไป เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว
ผมสงสารพ่อแม่เหมือนเสียลูกไปคนนึง พ่อแม่ก็ไม่อยากให้ปล่อยไป ด้วยความเป็นพ่อแม่ แต่คนของเรามันก็ไม่ให้ความร่วมมือ พูดอะไรก็ไม่ฟังนี่แหละ ผมเลยไม่รู้จะทำยังไงดี ตอนนี้ติดต่อก็ไม่ได้ เป็นห่วงมาก ทั้งความปลอดภัยและอนาคตของเขา

.....ใครอ่านแล้วช่วยแนะนำผมหน่อยครับ ว่าควรแก้ปัญหายังไง.....

ปล. เรื่องที่เล่าอาจดูเหมือนผมและครอบครัวปล่อยปละละเลยและดูเหมือนจะไม่แก้ปัญหาอะไรแถมยังปล่อยไปทำงานอีกรอบอีก แต่ผมอยากบอกว่าเราพยายามทำดีที่สุดแล้ว เชื่อใจ ยอมทุกอย่างก็เพราะยังไงก็สายเลือดเดียวกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่