(บทความ...นายพระรอง) ยุคสมัย “น้ำลายทำลายชาติ” ทำลายไท

กระทู้คำถาม
.
       ขอย้อนความไปตอนตั้งแต่ก่อนช่วงรัฐประหาร 49 ก่อนเหตุการณ์คลุ้มคลั่งของคนที่เกลียดทักษิณ ที่มารวมตัวกันในชื่อ พันธมิตรมวลชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ดันทะลึ่งตีมึนไม่เข้าใจแก่นของประชาธิปไตยในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะพันธมิตรใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองในการชุมนุมเกินขอบเขตไปจนไปกระทบสิทธิของคนอื่นด้วยการปิดสนามบิน
แล้วจะบอกว่าตนเองและพรรคพวกทำ “เพื่อประชาธิปไตย” ได้ยังไงกันล่ะฟร่ะ..!!

       ที่ผมเอาคำว่า เพื่อประชาธิปไตย ในชื่อของกลุ่มที่ทำลายประชาธิปไตย มาเน้นข้อความ ก็เพราะว่ามันเป็นวาทกรรมเชิงสร้างความถูกต้องชอบธรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน ชี้นำให้คนบางส่วนคิดว่าแม้จะต้องทำในสิ่งที่ผิดแต่เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่อนุญาตให้พวกเขาทำ จากยุคนั้นจนมาถึงวันนี้ ความคิดที่ว่าต้องทำลายประชาธิปไตย เพื่อสร้างประชาธิปไตยในแบบที่ตนเองเป็นผู้ชนะ ก็ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทย ก็ล้วนมาจากวาทกรรมทำนองนี้

        “กู้ชาติ” อีกหนึ่งวาทกรรมเชิงสร้างเกียรติยศที่ปลุกปั่นให้คนคลุ้มคลั่งได้มาก ประหนึ่งตัวเองเป็นกำลังพล ที่ปลดแอกสยามประเทศจากการรุกรานของพม่า ทั้งๆที่จริงตัวเองไม่ได้มีเกียรติยศอะไรแบบนั้นเลย ก็แค่ออกมารวมหัวกันป่วนเมืองขับไล่คนที่มาตามกติกาอย่างถูกต้องแต่ตนเองและพวกพ้องไม่ชอบก็เท่านั้น

        “ยามเฝ้าแผ่นดิน” วาทกรรมเชิงแสดงความเป็นเจ้าของที่จับจองไว้ให้แต่พวกตนเองที่สุมหัวรวมกันอยู่นั้น สามารถจัดการอย่างไรก็ได้ตามแต่พวกตนจะเห็นสมควร แต่แปลกนะครับ เป็นยามประเภทไหนไม่รู้ ไปที่ไหนก็ตาม มีแต่ทรัพย์สินของชาวบ้านเสียหายและสูญหายเพียบ เป็นยามที่ทำหน้าที่ได้ประหลาดดีจริงๆ

        “ประกาศชัยชนะ” ถ้ายังจำกันได้ ช่วงนั้น กลุ่มม็อบ พธม. ประกาศชัยชนะมันแทบทุกวัน และที่แกนนำขยันทำแบบนี้ ก็เพราะต้องการใช้วาทกรรมนี้ ดึงมวลชนให้อยู่ร่วมก่อม็อบสร้างความเดือดร้อนกับสิทธิเสรีภาพของคนอื่นต่อไป ไม่ได้ชะนงชนะอะไรหรอก ก็แค่วาทะกรรมแหกตากันหน้าด้านๆ หวังการสนับสนุนจากมวลชนที่คลุ้มคลั่งต่อไปก็เท่านั้นเอง

        “ทักษิโนมิค” หรือระบอบทักษิณ วาทกรรมถูกประดิษฐ์โดยนักวิชาการที่ชอบใส่เสื้อกั๊กอยู่ตามห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งโดดเด่นขึ้นมาด้วยการประดิษฐ์คำเป็นวาทะกรรมโจมตีรัฐบาลทักษิณ เรียกว่าจะขยับท่าทีแต่ละครั้ง มีแสงไฟส่อง มีกล้องจับจ้องเป็นร้อยๆตัว ตอนนั้นโดดเด่นจนถึงขั้นพระเอก แต่ตอนนี้เกาะกระแสไม่ทัน กระเด็นตกขอบ แม้แต่ตัวประกอบก็ไม่ได้เป็น ชื่ออะไรน๊า....เห็นไหม แม้แต่ตอนนี้ผมพยายามจะนึกชื่อให้ได้ ก็ยังนึกไม่ออก หรือแปลว่ากระจอกจนผมไม่คิดจะจดจำก็ไม่รู้สิ

        ยกตัวอย่าง วาทกรรม บางคำมาแค่พอหอมปากหอมคอ และขอเอาแค่คำที่เคยเกิดขึ้นในยุค อันธพาลครองเมือง เอ้ย..พัทธมิตรครองเมืองเท่านั้น ไม่ต้องยาวมาถึงยุค กปปส. ที่มี วลี “คนดี” หรือ “ปราบโกง” เป็นวาทกรรมชูโรง เพราะที่สุดแล้ว ไม่ว่าวาทกรรมจากช่วงไหน ยุคใด หากถูกนำมาใช้ทางกรรมเมือง ไม่ว่าจะถูกพูดจากฝั่งไหน เป้าประสงค์ที่สุดแล้ว มันก็แค่คำพูดที่หวังใช้ เพื่อทำลาย”คน” คนใดคนหนึ่งทางการเมืองเท่านั้น ไม่ต่างกันเลย

       แต่บรรดาผู้ที่ก่อวาทกรรมขึ้นมาทำลายใครคนใดก็แล้วแต่ ไม่เคยได้คิดถึงผลเสียของ วาทกรรมคำสร้างคำประดิษฐ์ของตัวเองเลย หวังเพียงแต่ผลดีของมัน ที่จะใช้ทำลายบุคคลที่ตนเองยึดถือเป็นศัตรูทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

       คนที่ตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง อาจจะทำลายได้ อาจจะหลุดพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปได้ เพียงแค่ใช้ลมปากชี้นำด้วยวาทกรรม แต่กรรมที่ วาทกรรมเหล่านั้นมันก่อขึ้นมีมากกว่านั้น ซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้กันดี ว่าคือความเกลียดชัง ระหว่างคนไทยด้วยกันเองไม่เคยหายไป แม้จะลืมเลือนคำที่เป็นวาทกรรมเหล่านั้นไปแล้วก็ตาม ความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกันนั้นก็ยังคงอยู่

       ซึ่งคนที่คิดประดิษฐ์ วาทกรรมคำเหล่านั้นมาไม่เคยคิดเลยว่า วาทกรรมของคนเองนั้น จะทำลายใครหรืออะไรบ้าง ทุกครั้งที่เกิดวาทกรรมแบบนี้ บางทีไม่ใช่คนๆเดียวที่ถูกทำลาย บางทีมันอาจเป็นคนในชาติทั้งหมด ซึ่งต้องสูญเสียความเป็นอิสรเสรี หรือความเป็นไท(หัวกะทู้พิมพ์ถูกต้องแล้ว มิได้พิมพ์ตกหล่นแต่อย่างใด) และสุดท้ายอาจเป็นตัวของประเทศชาติที่เราใช้อาศัยอยู่ร่วมกันก็ได้ ที่เป็นเหยื่อรายสุดท้ายที่ถูกทำลายโดยวาทกรรมประเภทนี้

       ที่หยิบเรื่องนี้มาเขียนมาแสดงความคิดเห็น ทั้งที่เป็นประเด็นที่ผ่านไปโกฐปีแล้ว ก็เพราะว่า ทุกวันนี้การแข่งขันในสังคมการเมืองไทยก็ยังคงใช้วาทกรรมในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง เพื่อโอกาสในการเข้าถึงอำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับชาติบ้านเมือง นอกจากสร้างความแตกแยก แทนที่จะแข่งกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับบ้านเมือง ใช้สมองขบคิดนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับทุกคนในประเทศชาติ กลับมาคอยเอาแต่นึกคิดประดิษฐ์ถ้อยคำวาทกรรมทำลายคู่แข่ง ตกแต่งถ้อยคำทำให้คนไทยต้องมาเกลียดชังกันเอง กลายเป็นยุคสมัย “น้ำลายทำลายชาติ” ไปโดยปริยาย

และสุดท้ายก็ต้องใส่โคลงที่อุตส่าห์แต่งไว้ แต่ไม่สามารถลงร่วมกับเนื้อหาที่ไม่ผ่านในคราวก่อนได้ เอามาลงรวมกันจะได้ครบเซ็ต

อันลมปาก ที่สร้าง...................ถ้อยคำ
หวังชักจูง ชี้นำ.......................เอ่ยอ้าง
ประดิษฐ์ถ้อย ก่อกรรม.............ก่อทำ ลายแฮ
วาทกรรม คำสร้าง...................มุ่งร้าย ใส่ความ

อันลมลิ้น ปล่อนปลิ้น...............ไปมา
กระทำต่าง วาจา......................กลอกกลิ้ง
อาศัยคำ พรางพา.....................หลอกล่อ คนเอย
อุดมการณ์ ถูกทิ้ง.....................เพื่อได้ เดโช


ป.ล. บทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเคยลองตั้งกะทู้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ติดที่เนื้อหา ผิดกฏหมายและศีลธรรมอันดี ครั้งนี้ผู้เขียนจึงลองเค้นสมองเพื่อปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบทความที่ไม่ผ่านด้านเนื้อหาคราวก่อน ซึ่งหวังว่าคราวนี้คงโพสต์ผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ เพราะถ้าไม่ผ่านอีกครั้งก็คงต้องยอมแพ้แล้วล่ะครับ

ขอบคุณครับ
นายพระรอง
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่