พัฒนะหันมองเพื่อนทั้งสอง
“กันว่าเรามาปาปัวฯ มีแต่เรื่องสนุกๆ ว่ะ”
นิตย์พยักหน้าเห็นพ้องด้วย
“ที่คุณวาฮูเล่ามาน่ะ...เรื่องจริงนะครับ ผมกลัวเจอมุขแบบประชุมแอฟริกาซัมมิทเรื่องกินเนื้อคนอีก”
“เอ็กแซ็กลี่ เรื่องจริงไม่ปนโม้ครับ” นายผมหยิกพยักหน้าหงึกๆ
“ทางการของปาปัวฯ ได้จัดการปราบพวกโจรสลัดมั้ยครับ” นิตย์ถามต่อ
“รัฐบาลเคยสั่งให้กองทัพเรือออกไล่ล่าโจรสลัดทุกกลุ่ม ก็จับกุมได้หลายรายครับ แต่เป็นรายเล็กรายน้อย ส่วน โจ สแปร์แร็ค แคล้วคลาดทุกครั้ง เมื่อสองปีก่อนประเทศออสเตรเลียส่งเรือรบมาสนับสนุนปฏิบัติการนี้ แต่โดนเรือของจอมสลัดผู้ยิ่งใหญ่โจมตีแตกพ่ายกลับไป ว่ากันว่าแค่เห็นเรือของโจ สแปร์แร็ค ฝ่ายปราบปรามก็เสียขวัญแล้วครับ...”
“เรือแบล็ค เพิร์ล...” สามหนุ่มร้องขึ้นพร้อมๆ กันอีก
วาฮูตูทำคอย่น
“ไม่ใช่ครับ แบล็ค เพิร์ลน่ะมันเรือของแจ๊ค สแปร์โรว์ ว้า - พวกคุณอย่าเอามาเย็บเล่มรวมกันซีครับ เดี๋ยวคนอ่านงงตาย เรือรบของ โจ สแปร์แร็ค ชื่อ โพไซดอน หรือ โพซีดอน ชื่อของสมุทรเทพหนึ่งในสิบสองเทพเจ้าโอลิมปัสในเทพปกรณัมกรีก”
“โจ สแปร์แร็ค นี่คือโจรสลัดที่เก่งกาจเกรียงไกรจริงๆ ” สินาดว่า “ขนาดเอาชนะเรือรบของออสเตรเลียได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้ว”
“นอกจากเก่งกล้าสามารถ จอมสลัดคนนี้ยังมีจิตใจโหดเหี้ยมอีกด้วยครับ คราวหนึ่งเขาปล้นเรือสินค้า แล้วบังคับให้กัปตันบอกที่เก็บทองคำที่ได้จากเหมืองทองในปาปัวฯ แต่กัปตันไม่ยอมปริปาก โจ สแปร์แร็ค ก็สั่งลูกน้องใช้มีดเฉือนตามร่างกายกัปตันพร้อมกะลาสีอีก ๑๐ คน เหมือนเราบั้งปลาเป็นริ้วๆ แหละครับ จากนั้นใช้เชือกมัดกัปตันและกะลาสีทั้งหมดแล้วหย่อนลงไปลอยคอในทะเล พักเดียวเหยื่อทั้ง ๑๑ คนก็โดนฝูงฉลามมารุมทึ้งจนไม่เหลือซาก เรียลลิตี้โชว์ฉากนี้ทำให้ต้นเรือ ต้นกล ต้นหน แล้วก็กะลาสีที่เหลืออยู่ รีบแย่งกันบอกที่ซ่อนทองคำทันที”
สามหนุ่มนั่งฟังผู้จัดเหมืองเพชรเล่าด้วยความสนใจ แล้วสินาดก็เอื้อมมือสะกิดแขนวาฮูตู
“เรือโพไซดอนของจอมสลัดผู้นี้เป็นเรือแบบไหนครับ หวังว่าคงไม่ใช่เรือใบหลายเสาแบบโบราณเหมือนของแจ๊ค สแปร์โรว์นะ”
“อ๋อ - เท่าที่ผมติดตามเรื่องนี้ เรือโพไซดอนเป็นเรือพิฆาตหรือเรือรบขนาดใหญ่ครับ ติดอาวุธหนักหลายแบบ รบได้ทุกท่าแม่ไม้เรือรบ ทั้งต่อต้านอากาศยาน เรือดำน้ำ รวมทั้งเรือผิวน้ำด้วยกัน”
นิตย์ผิวปากดังวี้ว
“โอ้โฮ...โจรสลัดยุคนี้สุดยอดโว้ย ขนาดใช้เรือพิฆาตเป็นเรือประจำตัว มิน่า - ถึงเก่งชะมัด”
“่แค่นั้นยังไม่พอครับ มีข่าวว่าเร็วๆ นี้ โจ สแปร์แร็ค วางแผนจะปล้นเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัล ฟอร์ด ที่จะเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐปีหน้า มาเป็นสมบัติของตัวเอง เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินเจอรัล ฟอร์ด มีเทคโนโลยีต่างๆ ล้ำสมัยที่สุด”
“คุณวาฮูเล่นมุขอีกแล้ว” พัฒนะพูดพลางหัวเราะ
“มุขครับมุข แหม - ขืนปล้นเรือบรรทุกเครื่องบิน โจ สแปร์แร็ค ก็ซูเปอร์เอ๊กซตร้าสเปเชี่ยลไพเรทแล้วละครับ เอ้อ - ด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามาทั้งหมด ผมถึงต้องกำหนดการเดินทางเป็นพรุ่งนี้ตีห้า ซึ่งกว่าเรือจะเคลื่อนออกจากฝั่งก็น่าจะราวๆ หกนาฬิกา”
“เกาะที่เหมืองเราอยู่ ไกลแค่ไหนครับ ถึงต้องนั่งเรือตั้งห้าหกชั่วโมง”
“ประมาณ ๒๐๐ ไมล์ทะเลหรือ ๓๗๐ กิโลเมตรครับคุณพัฒนะ ขณะที่เรือยนต์ของเราแล่นได้สูงสุด ๕๐ น็อตต่อชั่วโมง แต่ไม่เคยแล่นด้วยสปีดสูงสุดขนาดนั้นนะครับ”
"ไกลจริงๆ แฮะ ” สินาดพูดเสริมขึ้น
“ครับ ออกจะไกลเอาการครับ เพราะปากัวฯ มีเกาะต่างๆ มากถึง ๖๐๐ เกาะ การเดินทางไปเกาะไกลๆ จึงใช้เวลามาก ลำพังวิ่งทางตรงไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ แต่ต้องเสียเวลาแล่นอ้อมเกาะเล็กเกาะน้อยด้วย และที่สำคัญคือเกาะ ตาปูเช ที่เหมืองเราตั้งอยู่ มันอยู่เกือบสุดเขตแดนทางทะเลของปาปัวฯ เลยครับ”
นิตย์หัวเราะก้าก
“เกาะตะปูเฉหรือครับ โธ่ - ตะปูเฉก็ดึงออกแล้วตอกใหม่ก็หมดเรื่อง ฮ่ะฮ่ะฮ่า”
สินาดยกมือเขกศีรษะนายนิตย์เสียงดังโป๊ก
“แกอย่าชักใบให้เรือเสีย คุณวาฮูกำลังพูดเป็นเรื่องเป็นราวเป็นจริงเป็นจัง”
ผู้จัดการเหมืองเพชรอมยิ้ม
“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบที่พวกคุณแต่ละคนมีอารมณ์ขัน สนุกดีครับ แบบนี้ถูกใจมาก เอ้อ - ตาปูเชเป็นภาษาปาปัวนิวกินี คุณนิตย์อย่าเอาไปเทียบเสียงกับภาษาไทยครับ ตะปูเฉ...เอ๊ย...ตาปูเชแปลว่าดินแดนมรณะ หรือ ดินแดนแห่งความตาย...”
คราวนี้สามหนุ่มหัวเราะจนลั่นรถ สินาดไม่หัวเราะอย่างเดียว ยังเอานิ้วมือสองข้างจี้เอวตัวเองอีกด้วย
“ดินแดนมรณะ...ดินแดนแห่งความตาย” นายโย่งโก๊ะพูดพลางหัวเราะพลาง “มุขคุณ ป. มาอีกแล้ว ถ้าสามเกลอตอนไหนเกี่ยวกับเรื่องผจญภัยในป่าดงพงพี ชื่อที่เป็นภาษาต่างถิ่น คุณ ป. มักจะให้ความหมายออกมาแนวนี้ทุกที”
วาฮูตูหัวเราะหึๆ
“แต่เกาะตาปูเชไม่ได้ก๊อปมุขมาจากสามเกลอนะครับ เป็นดินแดนแห่งความตายจริงๆ เคยมีคนเอาชีวิตไปทิ้งนับไม่ถ้วน ความตายที่ว่ามีทั้งไข้มาเลเรียจากยุงที่ตัวโตกว่าผึ้ง แมลงมุมพิษ จระเข้ยักษ์ ที่อันตรายสุดคือพวกมนุษย์กินคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าลึก ชนเผ่าพวกนี้ไม่เคยต้อนรับคนแปลกหน้าหรือคนต่างถิ่น จะมองว่าเป็นผู้บุกรุกที่พวกเขาต้องฆ่าทิ้งสถานเดียว เพื่อเอาเนื้อหนังมังสามาทำเป็นอาหาร”
“คุณวาฮูพูดจริงหรือพูดเล่น...” นิตย์ถามเสียงสั่นๆ
“เรื่องอื่นผมอาจจะปนมุขเพื่อความครึกครื้น แต่เรื่องนี้จริงชนิดแท้ทรูครับ"
“งั้นเราจะทำยังไงครับ” พัฒนะว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับเรื่องเหล่านี้”
“ก็คงต้องใช้เส้นทางเดียวกับตอนที่ผมมาจากเกาะนั่นแหละครับ คือยอมอ้อมไกลหน่อย แต่ขามา...ผมมากันแค่ ๒ คน คือตัวผมกับพรานนำทาง ซึ่งพอจะหลบเลี่ยงได้ตลอดเส้นทาง แต่การเดินทางไปเกาะตาปูเชคราวนี้ จำนวนคนของเราร่วม ๑๐ คน ค่อนข้างเอิกเกริก ผมเกรงว่าจะควบคุมสภาพทุกอย่างได้ลำบากครับ”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ รถตู้แล่นมาตามถนนทางลูกรังห่างจากตัวเมืองกว่า ๔๐ กิโลเมตรแล้ว ซึ่งสองข้างทางเป็นทุ่งโล่งสลับป่าทึบ มองเห็นทิวหลายลูกเขาอยู่ลิบๆ และเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ใกล้ถนน ไม่มีรถอื่นแล่นตามหลังหรือสวนทาง นอกจากรถปิกอัพบรรทุกกระเป๋าของสามหนุ่ม เส้นทางนั้นจึงดูเปลี่ยวราวกับโลกนี้มีเพียงรถสองคันนี้เท่านั้น
จนกระทั่งรถวิ่งขึ้นทางลาดชัน บอกให้รู้ว่ากำลังขึ้นเขา ด้านซ้ายและขวามีต้นไม้เล็กใหญ่เบียดเสียดจนเต็มพื้นที่ ผู้จัดการเหมืองเพชรมองไปข้างหน้าแล้วกล่าวกับสามหนุ่ม
“อีกไม่เกิน ๑๐ นาทีจะถึงบ้านพักของผม เลี้ยวโค้งมุมเขานั่นก็เห็นตัวบ้านแล้วครับ”
ทันใดนั้นรถแวนได้ลดความเร็วลง ทำให้รถปิกอัพที่แล่นตามมาต้องรีบชะลอความเร็วด้วย คนขับรถหันมาส่งเสียงเป็นภาษาถิ่นกับวาฮูตูด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก ผู้จัดการเหมืองก็พูดตอบและแสดงสีหน้าตื่นตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณวาฮู”
นิตย์ถามพลางเขย่าแขนวาฮูตู แต่บุรุษชาวปาปัวฯ ตอบด้วยการมองออกไปรอบรถ สามหนุ่มจึงมองตามทันที
คนป่าประมาณ ๓๐ คนในชุดออกรบ กำลังกรูกันลงมาจากเนินเขาทั้งสองข้างด้วยท่าทางดุร้าย แต่ละคนทาหน้าและลำตัวด้วยยางไม้พร้อมเขียนลวดลายต่างๆ อาวุธของพวกนี้คือหอกพร้อมโล่หนังสัตว์สูงท่วมหัว แต่หลายคนใช้ธนูที่ลูกศรยาวเป็นเมตร ในจำนวนนี้มี ๒-๓ คนสวมหมวกขนนกบอกให้รู้ว่าเป็นระดับหัวหน้า
เพียงครู่เดียวทั้งรถแวนและรถปิกอัพก็ถูกคนป่าทั้งหมดล้อมไว้ ปลายหอกแหลมคมและธนูทุกคันเล็งเป้าหมายเดียวกันคือรถทั้งสอง สามหนุ่มตื่นเต้นตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่มองกลุ่มคนป่าด้วยความตระหนกพรั่นพรึง ส่วนโชเฟอร์ถึงกับยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวสุดขีด ขณะที่เสียงคนป่าดังอื้ออึงอยู่รอบรถ
ผู้จัดการเหมืองเพชรนั่งตะลึง ใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ แต่สามหนุ่มได้ยินชัดเจน
“เราเสร็จพวกมนุษย์กินคนซะแล้วครับ...”
--- --- --- --- ---
นิยาย Action Comedy "ลุยแดนมนุษย์กินคน" ตอน 1 (ต่อ)
“กันว่าเรามาปาปัวฯ มีแต่เรื่องสนุกๆ ว่ะ”
นิตย์พยักหน้าเห็นพ้องด้วย
“ที่คุณวาฮูเล่ามาน่ะ...เรื่องจริงนะครับ ผมกลัวเจอมุขแบบประชุมแอฟริกาซัมมิทเรื่องกินเนื้อคนอีก”
“เอ็กแซ็กลี่ เรื่องจริงไม่ปนโม้ครับ” นายผมหยิกพยักหน้าหงึกๆ
“ทางการของปาปัวฯ ได้จัดการปราบพวกโจรสลัดมั้ยครับ” นิตย์ถามต่อ
“รัฐบาลเคยสั่งให้กองทัพเรือออกไล่ล่าโจรสลัดทุกกลุ่ม ก็จับกุมได้หลายรายครับ แต่เป็นรายเล็กรายน้อย ส่วน โจ สแปร์แร็ค แคล้วคลาดทุกครั้ง เมื่อสองปีก่อนประเทศออสเตรเลียส่งเรือรบมาสนับสนุนปฏิบัติการนี้ แต่โดนเรือของจอมสลัดผู้ยิ่งใหญ่โจมตีแตกพ่ายกลับไป ว่ากันว่าแค่เห็นเรือของโจ สแปร์แร็ค ฝ่ายปราบปรามก็เสียขวัญแล้วครับ...”
“เรือแบล็ค เพิร์ล...” สามหนุ่มร้องขึ้นพร้อมๆ กันอีก
วาฮูตูทำคอย่น
“ไม่ใช่ครับ แบล็ค เพิร์ลน่ะมันเรือของแจ๊ค สแปร์โรว์ ว้า - พวกคุณอย่าเอามาเย็บเล่มรวมกันซีครับ เดี๋ยวคนอ่านงงตาย เรือรบของ โจ สแปร์แร็ค ชื่อ โพไซดอน หรือ โพซีดอน ชื่อของสมุทรเทพหนึ่งในสิบสองเทพเจ้าโอลิมปัสในเทพปกรณัมกรีก”
“โจ สแปร์แร็ค นี่คือโจรสลัดที่เก่งกาจเกรียงไกรจริงๆ ” สินาดว่า “ขนาดเอาชนะเรือรบของออสเตรเลียได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้ว”
“นอกจากเก่งกล้าสามารถ จอมสลัดคนนี้ยังมีจิตใจโหดเหี้ยมอีกด้วยครับ คราวหนึ่งเขาปล้นเรือสินค้า แล้วบังคับให้กัปตันบอกที่เก็บทองคำที่ได้จากเหมืองทองในปาปัวฯ แต่กัปตันไม่ยอมปริปาก โจ สแปร์แร็ค ก็สั่งลูกน้องใช้มีดเฉือนตามร่างกายกัปตันพร้อมกะลาสีอีก ๑๐ คน เหมือนเราบั้งปลาเป็นริ้วๆ แหละครับ จากนั้นใช้เชือกมัดกัปตันและกะลาสีทั้งหมดแล้วหย่อนลงไปลอยคอในทะเล พักเดียวเหยื่อทั้ง ๑๑ คนก็โดนฝูงฉลามมารุมทึ้งจนไม่เหลือซาก เรียลลิตี้โชว์ฉากนี้ทำให้ต้นเรือ ต้นกล ต้นหน แล้วก็กะลาสีที่เหลืออยู่ รีบแย่งกันบอกที่ซ่อนทองคำทันที”
สามหนุ่มนั่งฟังผู้จัดเหมืองเพชรเล่าด้วยความสนใจ แล้วสินาดก็เอื้อมมือสะกิดแขนวาฮูตู
“เรือโพไซดอนของจอมสลัดผู้นี้เป็นเรือแบบไหนครับ หวังว่าคงไม่ใช่เรือใบหลายเสาแบบโบราณเหมือนของแจ๊ค สแปร์โรว์นะ”
“อ๋อ - เท่าที่ผมติดตามเรื่องนี้ เรือโพไซดอนเป็นเรือพิฆาตหรือเรือรบขนาดใหญ่ครับ ติดอาวุธหนักหลายแบบ รบได้ทุกท่าแม่ไม้เรือรบ ทั้งต่อต้านอากาศยาน เรือดำน้ำ รวมทั้งเรือผิวน้ำด้วยกัน”
นิตย์ผิวปากดังวี้ว
“โอ้โฮ...โจรสลัดยุคนี้สุดยอดโว้ย ขนาดใช้เรือพิฆาตเป็นเรือประจำตัว มิน่า - ถึงเก่งชะมัด”
“่แค่นั้นยังไม่พอครับ มีข่าวว่าเร็วๆ นี้ โจ สแปร์แร็ค วางแผนจะปล้นเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัล ฟอร์ด ที่จะเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐปีหน้า มาเป็นสมบัติของตัวเอง เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินเจอรัล ฟอร์ด มีเทคโนโลยีต่างๆ ล้ำสมัยที่สุด”
“คุณวาฮูเล่นมุขอีกแล้ว” พัฒนะพูดพลางหัวเราะ
“มุขครับมุข แหม - ขืนปล้นเรือบรรทุกเครื่องบิน โจ สแปร์แร็ค ก็ซูเปอร์เอ๊กซตร้าสเปเชี่ยลไพเรทแล้วละครับ เอ้อ - ด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามาทั้งหมด ผมถึงต้องกำหนดการเดินทางเป็นพรุ่งนี้ตีห้า ซึ่งกว่าเรือจะเคลื่อนออกจากฝั่งก็น่าจะราวๆ หกนาฬิกา”
“เกาะที่เหมืองเราอยู่ ไกลแค่ไหนครับ ถึงต้องนั่งเรือตั้งห้าหกชั่วโมง”
“ประมาณ ๒๐๐ ไมล์ทะเลหรือ ๓๗๐ กิโลเมตรครับคุณพัฒนะ ขณะที่เรือยนต์ของเราแล่นได้สูงสุด ๕๐ น็อตต่อชั่วโมง แต่ไม่เคยแล่นด้วยสปีดสูงสุดขนาดนั้นนะครับ”
"ไกลจริงๆ แฮะ ” สินาดพูดเสริมขึ้น
“ครับ ออกจะไกลเอาการครับ เพราะปากัวฯ มีเกาะต่างๆ มากถึง ๖๐๐ เกาะ การเดินทางไปเกาะไกลๆ จึงใช้เวลามาก ลำพังวิ่งทางตรงไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ แต่ต้องเสียเวลาแล่นอ้อมเกาะเล็กเกาะน้อยด้วย และที่สำคัญคือเกาะ ตาปูเช ที่เหมืองเราตั้งอยู่ มันอยู่เกือบสุดเขตแดนทางทะเลของปาปัวฯ เลยครับ”
นิตย์หัวเราะก้าก
“เกาะตะปูเฉหรือครับ โธ่ - ตะปูเฉก็ดึงออกแล้วตอกใหม่ก็หมดเรื่อง ฮ่ะฮ่ะฮ่า”
สินาดยกมือเขกศีรษะนายนิตย์เสียงดังโป๊ก
“แกอย่าชักใบให้เรือเสีย คุณวาฮูกำลังพูดเป็นเรื่องเป็นราวเป็นจริงเป็นจัง”
ผู้จัดการเหมืองเพชรอมยิ้ม
“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบที่พวกคุณแต่ละคนมีอารมณ์ขัน สนุกดีครับ แบบนี้ถูกใจมาก เอ้อ - ตาปูเชเป็นภาษาปาปัวนิวกินี คุณนิตย์อย่าเอาไปเทียบเสียงกับภาษาไทยครับ ตะปูเฉ...เอ๊ย...ตาปูเชแปลว่าดินแดนมรณะ หรือ ดินแดนแห่งความตาย...”
คราวนี้สามหนุ่มหัวเราะจนลั่นรถ สินาดไม่หัวเราะอย่างเดียว ยังเอานิ้วมือสองข้างจี้เอวตัวเองอีกด้วย
“ดินแดนมรณะ...ดินแดนแห่งความตาย” นายโย่งโก๊ะพูดพลางหัวเราะพลาง “มุขคุณ ป. มาอีกแล้ว ถ้าสามเกลอตอนไหนเกี่ยวกับเรื่องผจญภัยในป่าดงพงพี ชื่อที่เป็นภาษาต่างถิ่น คุณ ป. มักจะให้ความหมายออกมาแนวนี้ทุกที”
วาฮูตูหัวเราะหึๆ
“แต่เกาะตาปูเชไม่ได้ก๊อปมุขมาจากสามเกลอนะครับ เป็นดินแดนแห่งความตายจริงๆ เคยมีคนเอาชีวิตไปทิ้งนับไม่ถ้วน ความตายที่ว่ามีทั้งไข้มาเลเรียจากยุงที่ตัวโตกว่าผึ้ง แมลงมุมพิษ จระเข้ยักษ์ ที่อันตรายสุดคือพวกมนุษย์กินคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าลึก ชนเผ่าพวกนี้ไม่เคยต้อนรับคนแปลกหน้าหรือคนต่างถิ่น จะมองว่าเป็นผู้บุกรุกที่พวกเขาต้องฆ่าทิ้งสถานเดียว เพื่อเอาเนื้อหนังมังสามาทำเป็นอาหาร”
“คุณวาฮูพูดจริงหรือพูดเล่น...” นิตย์ถามเสียงสั่นๆ
“เรื่องอื่นผมอาจจะปนมุขเพื่อความครึกครื้น แต่เรื่องนี้จริงชนิดแท้ทรูครับ"
“งั้นเราจะทำยังไงครับ” พัฒนะว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับเรื่องเหล่านี้”
“ก็คงต้องใช้เส้นทางเดียวกับตอนที่ผมมาจากเกาะนั่นแหละครับ คือยอมอ้อมไกลหน่อย แต่ขามา...ผมมากันแค่ ๒ คน คือตัวผมกับพรานนำทาง ซึ่งพอจะหลบเลี่ยงได้ตลอดเส้นทาง แต่การเดินทางไปเกาะตาปูเชคราวนี้ จำนวนคนของเราร่วม ๑๐ คน ค่อนข้างเอิกเกริก ผมเกรงว่าจะควบคุมสภาพทุกอย่างได้ลำบากครับ”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ รถตู้แล่นมาตามถนนทางลูกรังห่างจากตัวเมืองกว่า ๔๐ กิโลเมตรแล้ว ซึ่งสองข้างทางเป็นทุ่งโล่งสลับป่าทึบ มองเห็นทิวหลายลูกเขาอยู่ลิบๆ และเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ใกล้ถนน ไม่มีรถอื่นแล่นตามหลังหรือสวนทาง นอกจากรถปิกอัพบรรทุกกระเป๋าของสามหนุ่ม เส้นทางนั้นจึงดูเปลี่ยวราวกับโลกนี้มีเพียงรถสองคันนี้เท่านั้น
จนกระทั่งรถวิ่งขึ้นทางลาดชัน บอกให้รู้ว่ากำลังขึ้นเขา ด้านซ้ายและขวามีต้นไม้เล็กใหญ่เบียดเสียดจนเต็มพื้นที่ ผู้จัดการเหมืองเพชรมองไปข้างหน้าแล้วกล่าวกับสามหนุ่ม
“อีกไม่เกิน ๑๐ นาทีจะถึงบ้านพักของผม เลี้ยวโค้งมุมเขานั่นก็เห็นตัวบ้านแล้วครับ”
ทันใดนั้นรถแวนได้ลดความเร็วลง ทำให้รถปิกอัพที่แล่นตามมาต้องรีบชะลอความเร็วด้วย คนขับรถหันมาส่งเสียงเป็นภาษาถิ่นกับวาฮูตูด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก ผู้จัดการเหมืองก็พูดตอบและแสดงสีหน้าตื่นตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณวาฮู”
นิตย์ถามพลางเขย่าแขนวาฮูตู แต่บุรุษชาวปาปัวฯ ตอบด้วยการมองออกไปรอบรถ สามหนุ่มจึงมองตามทันที
คนป่าประมาณ ๓๐ คนในชุดออกรบ กำลังกรูกันลงมาจากเนินเขาทั้งสองข้างด้วยท่าทางดุร้าย แต่ละคนทาหน้าและลำตัวด้วยยางไม้พร้อมเขียนลวดลายต่างๆ อาวุธของพวกนี้คือหอกพร้อมโล่หนังสัตว์สูงท่วมหัว แต่หลายคนใช้ธนูที่ลูกศรยาวเป็นเมตร ในจำนวนนี้มี ๒-๓ คนสวมหมวกขนนกบอกให้รู้ว่าเป็นระดับหัวหน้า
เพียงครู่เดียวทั้งรถแวนและรถปิกอัพก็ถูกคนป่าทั้งหมดล้อมไว้ ปลายหอกแหลมคมและธนูทุกคันเล็งเป้าหมายเดียวกันคือรถทั้งสอง สามหนุ่มตื่นเต้นตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่มองกลุ่มคนป่าด้วยความตระหนกพรั่นพรึง ส่วนโชเฟอร์ถึงกับยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวสุดขีด ขณะที่เสียงคนป่าดังอื้ออึงอยู่รอบรถ
ผู้จัดการเหมืองเพชรนั่งตะลึง ใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ แต่สามหนุ่มได้ยินชัดเจน
“เราเสร็จพวกมนุษย์กินคนซะแล้วครับ...”
--- --- --- --- ---