นิยาย Action Comedy "ลุยแดนมนุษย์กินคน" ตอน 1

กระทู้สนทนา
การเดินทางของสามหนุ่มชาวไทยซึ่งเป็นหลานมหาเศรษฐี เพื่อไปตรวจเหมืองเพชรบนเกาะแห่งหนึ่งที่ปาปัวนิวกีนี แต่เหตุการณ์พลิกผันทำให้พวกเขาต้องตกกะไดพลอยโจน ภารกิจตรวจเหมืองเพชรจึงกลายเป็นการผจญภัยอย่างดุเดือดตื่นเต้น พร้อมบทตลกขำขันตามลักษณะของนิยายแอ๊กชั่นคอมีดี้ (ชั้นดี)

เปิดฉากเลยละกันครับ...

Day 1
ท่าอากาศยานกรุงโมเรสบี ปาปัวนิวกีนี เวลา ๑๑.๒๐ น. วันอาทิตย์ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐

หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและได้กระเป๋าเดินทางแล้ว ชายหนุ่ม ๓ คนก็เดินออกมาจากประตูด้านหนึ่ง แต่ละคนอยู่ในวัยเบญจเพส แต่งกายเหมือนกันราวฝาแฝด คือสวมเสื้อแขนยาวลายสก๊อตพับปลายแขนขึ้นเล็กน้อย กางเกงขายาวแบบ ๖ กระเป๋าสีน้ำตาลเข้ม สวมรองเท้าหุ้มข้อทิมเบอร์แลนด์รุ่นพรีเมี่ยมคลาสสิก บนบ่าสะพายเป้และจูงกระเป๋าเดินทางคนละใบ

ทั้งสามเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่วัยเด็กจึงสนิทกันเป็นอย่างดี คนแรกหน้าตาหล่อแบบคมเข้ม คนที่สองหล่อน้อยกว่าและรูปร่างบอบบาง คนที่สามสูงชะลูดแต่สมส่วน จุดประสงค์ที่พวกเขามาประเทศปาปัวนิวกีนี เพื่อตรวจงานที่เหมืองเพชรอันเป็นหนึ่งในธุรกิจของครอบครัวมาหลายสิบปีแล้ว

ภายในอาคารสนามบินไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่สภาพทั่วไปสวยงาม ประดับตกแต่งด้วยสีสันสดใส ผู้โดยสาร พนักงานสายการบิน และเจ้าหน้าที่ของสนามบิน เดินไปมาขวักไขว่

สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนกันทุกสนามบินในโลก เมื่อฝ่ายที่มารอรับผู้โดยสารขาเข้าซึ่งยืนออกันอยู่ด้านนอกแผงเหล็กกั้นพื้นที่ ต่างมีป้ายที่ยกชูให้เห็นแต่ไกล ป้ายเหล่านั้นเป็นชื่อบุคคลบ้าง ชื่อบริษัทบ้าง หรือชื่ออะไรต่ออะไรเยอะแยะ สื่อให้ผู้โดยสารต่างถิ่นที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้รู้ว่ามีคนรอรับอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวตนเองจะเคว้งคว้างโดดเดี่ยวจนไปไหนไม่ถูก

“โน่นไง คนจากเหมืองเรา” หนุ่มร่างบอบบางพูดขึ้นดังๆ พร้อมชี้มือไปที่คนกลุ่มใหญ่พร้อมป้ายนับสิบอันชูกันสลอน

อีกสองหนุ่มรีบมองตาม เห็นป้ายกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง เขียนตัวอักษรสีขาวว่า “Ma Teh Boo Doo Diamond Mines” ซึ่งหมายถึงเหมืองเพชร "มาเทบูดู" นั่นเอง

ทั้งสามรีบจูงกระเป๋าเดินออกจากบริเวณเฉพาะผู้โดยสารขาเข้า ขณะเดียวกันสุภาพบุรุษร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวก็พาตัวเดินเข้ามา ชายผู้นี้หน้าตากร้านจนประเมินอายุไม่ถูก แต่ก็อยู่ในวัยเกินครึ่งคนแล้ว ผิวสีกาแฟใส่คอฟฟี่เมทช้อนเดียว ผมหยิก แต่งกายลำลองชุดพื้นเมืองสีสด

“คุณพัฒนะ คุณนิตย์ คุณสินาด ใช่มั้ยครับ” เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ผู้เขียนแปลเป็นไทยซะให้รู้แล้วรู้รอด ผู้อ่านจะได้อ่านรู้เรื่อง “ยินดีต้อนรับสู่ปาปัวนิวกีนี ผม...สเปนเซอร์ วาฮูตู ผู้จัดการเหมืองเพชรมาเทบูดูครับ”

หนุ่มหล่อนามพัฒนะ ยื่นมือให้มิสเตอร์วาฮูตูสัมผัส

“ขอบคุณครับ ท่านผู้จัดการ ที่กรุณามารับพวกเรา ผม...พัฒนะครับ”

“เรียกผมวาฮูดีกว่า จะได้เป็นกันเองหน่อย” แล้วนายผมหยิกก็หันไปขอจับมือกับอีกสองหนุ่ม “สวัสดีครับ ท่านไหนคือคุณนิตย์และคุณสินาด”

เจ้าของร่างสูงโย่งยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะทันที

“ผมสินาดครับ ส่วนเพื่อนผมที่ตัวโตกว่าลูกหมาหน่อยนึง คืออ้ายนิตย์” พูดพลางตบบ่าเพื่อนเกลอแล้วพูดเป็นภาษาไทย “ไหว้พี่เขาสิวะแก”

“ทะลึ่งน่า” นิตย์ค้อนปะหลับปะเหลือก “แค่เขย่ามือก็พอ ไม่ต้องถึงกับไหว้หรอกโว้ย”

หลังจากทักทายกันแล้ว มิสเตอร์วาฮูตูก็สั่งให้ลูกน้อง ๒ คนที่มาด้วย ยกกระเป๋าเดินทางพร้อมเป้ของสามหนุ่มไปไว้ที่รถ ก่อนจะเดินนำผู้มาเยือนออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า เพื่อไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านนอก ขณะเดินตามหลังเจ้าของถิ่น สินาดกล่าวกับเพื่อนทั้งสองด้วยภาษาไทย

“อีตานี่บุคลิกไม่น่าเป็นผู้จัดการเหมืองเพชรเลยแฮะ เตี้ยก็เตี้ย หน้าตาท่าทางก็เด๋อด๋า ยังกะคนขับตุ๊กๆ แถวบ้านเรา แกสองคนว่ามั้ย”

“แกจะวัดคนที่หน้าตาไม่ได้หรอกอ้ายนาด” พัฒนะกล่าวตอบ “ถึงหน้าตาแบบนี้ก็มีความรู้มากกว่าพวกเรา ไม่งั้นจะเป็นผู้จัดการเหมืองเพชรได้ยังไง”

นิตย์พยักพเยิดให้ดูเส้นผมบนศีรษะวาฮูตู

“แต่กันว่าเหมือนพวกซูลูมากกว่าว่ะ ดูซิ - ผมหยิกหยองทั้งกบาล นี่ถ้าแกแต่งตัวแบบคนป่า แล้วถือหอกถือโล่ละก็...ใช่เลย”

สามหนุ่มหัวเราะคิกคัก แต่แล้วก็ต้องหยุดหัวเราะทันที เมื่อผู้จัดการเหมืองเพชรมาเทบูดูหมุนตัวกลับมา

“ผู้ชายชาวปาปัวฯ ส่วนใหญ่จะลักษณะแบบผมนี่แหละครับ” เขาพูดไทยชัดถ้อยชัดคำ “คือดูคล้ายพวกกีนีในแอฟริกา แต่ผมหยิก ถือเป็นพวกกีนีเผ่าพันธุ์ใหม่ จึงเรียกว่าปาปัวนิวกีนี เพราะคำว่าปาปัวเป็นภาษามาเลย์แปลว่า ผมหยิก ครับ”

พัฒนะ นิตย์ สินาด อ้าปากหวอลืมตาโพลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ไม่คาดฝันว่าผู้จัดการเหมืองเพชรจะพูดไทยได้ ทั้งสามค่อยๆ หันมองหน้ากัน สักครู่สินาดก็หัวเราะลั่นจนคนในบริเวณนั้นเหลียวมามองด้วยความตกใจ คงนึกว่ามีคนสติแตกหลุดเข้ามาอาละวาดในอาคารสนามบิน

“ฮ่ะฮ่ะฮ่า คุณวาฮูพูดไทยได้ มุขนี้จากสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน เลยนะครับเนี่ย ที่ชาวต่างชาติไม่ว่าประเทศไหน พอมาเจอกับสามเกลอเป็นต้องพูดไทยชนิดน้ำไหลไฟดับทุกคน ผมว่าเดี๋ยวคุณวาฮูต้องบอกว่าเคยเรียนที่เทพศิรินทร์แหงๆ ”

วาฮูตูยิ้มเห็นฟันขาว

“ไม่ใช่ครับ คนต่างชาติเคยเรียนที่เทพศิรินทร์น่ะ มุขส่วนตัวของคุณ ป. อินทรปาลิตโดยเฉพาะครับ อย่าไปเลียนแบบท่าน เพราะท่านเคยเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เลยให้ตัวละครชาวต่างชาติที่พูดไทยได้ต้องเรียนที่นั่นเหมือนกัน”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วอ้ายหนุ่มหน้าหล่อเข้มก็เอ่ยขึ้น

“คุณวาฮูพูดภาษาไทยได้ชัดขนาดนี้ ผมว่าต้องเคยอยู่เมืองไทยมาก่อน”

“ครับ ผมเคยอยู่เมืองไทยเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดคือที่นี่ พร้อมภรรยาซึ่งเป็นคนไทย แต่เรื่องมันยาวครับ มีโอกาสผมจะเล่าให้ฟังละกัน”

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อทุกคนเดินมาถึงบริเวณที่จอดรถ สเปนเซอร์ วาฮูตูชี้ไปยังรถหลายคันริมบาทวิถี หนึ่งในนั้นคือรถลีมูซีนสีดำเป็นมันสะท้อนแสงแวววาว

“เชิญครับ รถเราจอดอยู่ตรงโน้น เดินอีกนิดก็ถึงแล้วครับ”

สินาดยิ้มหวานให้ผู้จัดการเหมือง

“แหม - ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ ที่คุณวาฮูให้เกียรติพวกผมด้วยการเอารถลีมูซีนมารับถึงสนามบิน”

“โอ๊ะ - ไม่ใช่ครับ...ไม่ใช่” สเปนเซอร์ วาฮูตูโบกมือไปมา “คุณสินาดอย่าเข้าใจผิด รถของเราคือรถแวนสีน้ำเงินคันถัดไปครับ ไม่ใช่ลีมูซีนที่เห็น”

สินาดทำหน้าเจื่อนๆ มองไปยังรถตู้ซึ่งจอดต่อท้ายลีมูซีน

“โธ่ - ผมนึกว่าจะมีวาสนาได้เอาก้นสัมผัสเบาะลีมูซีนสักหน่อย ที่แท้ก็ได้นั่งรถตู้”

พัฒนะยกมือผลักเพื่อนเกลอที่สูงเหมือนเปรตจนเซไปสองสามก้าว

“แกอย่าเยอะเลยวะอ้ายนาด มีรถให้นั่งก็ดีถมเถแล้ว” พูดจบเขาก็ถามผู้จัดการเหมืองเพชร “ลีมูซีนนั่นคงมารอรับบุคคลสำคัญใช่มั้ยครับ”

“น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ เพราะตอนนี้เมืองโมเรสบีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “แอฟริกาซัมมิท” ว่าด้วยเรื่องการยกระดับอาหารที่ปรุงจากเนื้อมนุษย์ให้เป็นอาหารหลักของโลก เนื่องจากประชากรโลกแต่ละปีเพิ่มขึ้นในอัตราสูง จนต้องแย่งกันอยู่ แย่งกันกิน กลุ่มประชาคมแอฟริกาจึงมีความเห็นว่ามนุษย์ควรจะกินกันเองแทนกินเนื้อสัตว์ เพื่อลดปริมาณประชากร แอฟริกาซัมมิทครั้งนี้มีชนเผ่ากินคนจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกามาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกันครับ”

“ฮ้า” นิตย์อุทานเสียงดัง “มีการประชุมแบบนี้ด้วยหรือครับ จะให้คนในโลกกินเนื้อคนด้วยกัน บรื๊อว์ว์ว์... ได้ยินแล้วขนลุก เรื่องจริงหรือเปล่าครับเนี่ย””

วาฮูตูหัวเราะเบาๆ

“ไม่จริงหรอกครับ ผมพูดเล่น การประชุมน่ะมีจริงๆ แต่ไม่ทราบว่าประชุมเรื่องอะไร อ้า - เชิญที่รถเถอะครับ นี่ก็เที่ยงแล้ว ผมขอเชิญทุกท่านไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านผม”

สามหนุ่มพยักหน้ารับทราบ ต่างรู้สึกพอใจอัธยาศัยของมิสเตอร์สเปนเซอร์ วาฮูตู ที่แสดงความเป็นกันเองและยังมีลูกเล่นลูกฮาเช่นเดียวกับพวกเขาอีกด้วย

รถตู้คันนั้นเป็นรถเยอรมัน โลโก้ดาวสามแฉกในวงกลม ห้องโดยสารกว้างขวางพอสำหรับผู้โดยสาร ๔ คนนั่งอย่างสบาย ส่วนกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดอยู่ที่รถอีกคันหนึ่ง

กรุงโมเรสบีเป็นเมืองหลวงที่สภาพไม่แออัดเช่นเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ เนื่องจากปาปัวนิวกีนีมีประชากรราว ๖ ล้านคน แต่พื้นที่ประเทศกว้างใหญ่พอๆ กับประเทศไทย ความเจริญทางวัตถุจึงยังมีไม่มาก ถึงแม้รายได้หลักจะอยู่ที่อุตสาหกรรมการประมง เหมืองทองแดง เหมืองทองคำ และการท่องเที่ยว ด้านเกษตรกรรมก็กาแฟ โกโก้ มะพร้าว รวมทั้งรายได้จากการส่งออกทองคำ น้ำมันดิบ สัตว์ทะเล แต่การพัฒนาในส่วนต่างๆ ก็ไม่คืบหน้า จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ UN ได้เสนอปรับสถานะการพัฒนาของปาปัวนิวกินี จาก “ประเทศกำลังพัฒนา” เป็น “ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด” (LDCs - Least Developed Countries)

ประชาชนทุกเพศทุกวัยตามร้านค้าและที่สัญจรไปมา ล้วนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พบเห็นนักท่องเที่ยวก็จะยิ้มและโบกมือให้เป็นการแสดงไมตรี การแต่งกายของทุกคนเป็นชุดพื้นเมืองสีสะดุดตา ภาพความเป็นชนเผ่ากินคนที่น่าสะพรึงกลัวไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย

การจราจรบนถนนไม่ติดขัด เพราะยวดยานไม่คับคั่ง ประมาณ ๒๐ นาทีรถตู้ก็ออกจากตัวเมืองที่เป็นถนนคอนกรีต เข้าสู่ทางชนบทที่เป็นถนนดินหรือลูกรัง บอกให้รู้ว่าความทันสมัยสะดวกสบายมีอยู่เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น สภาพชานเมืองและห่างไกลออกไปยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

สามหนุ่มนั่งมองทัศนียภาพสองข้างทางซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งหญ้ากว้าง มีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นบ้างแต่ไม่มาก นานๆ จึงเป็นเขตป่าทึบ วาฮูตูทำหน้าที่ไกด์อธิบายให้รู้ว่าบริเวณใดคืออะไร ตามเวลาที่กล่าวนี้อากาศด้านนอกกำลังร้อนจัด มองเห็นเปลวแดดเต้นระยิบระยับอยู่ไกลๆ แต่เครื่องปรับอากาศภายในรถตู้ให้ความเย็นฉ่ำได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

พัฒนะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วเอ่ยถามผู้จัดการเหมืองเพชร

“เราจะเดินทางไปเหมืองตอนไหนครับ บ่ายหรือเย็น”

วาฮูตูกำลังจ้ออยู่กับสินาด รีบเปลี่ยนสายตามาที่พัฒนะ

“พรุ่งนี้ตีห้าครับ แต่ขณะนี้เรือเร็วที่ใช้ในการเดินทางพร้อมแล้วทุกอย่างครับ”

“ทำไมไม่รีบไปล่ะครับ” นิตย์โพล่งขึ้น “ผมอยากเห็นเหมืองเพชรเต็มทนแล้ว”

“นั่นดิ” สินาดกล่าวสนับสนุน “ไปเร็วก็ถึงเร็วนะคุณยาฮู”

ผู้จัดการเหมืองทำตาปริบๆ มองหน้าเปรตวัดสุทัศน์ฯ

“ผมชื่อวาฮูครับ ไม่ใช่ยาฮู ยาฮูน่ะมันเซิร์ชเอนจิ้น สำหรับเข้าไปค้นหาข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต” แล้วเขาก็กล่าวเป็นงานเป็นการ “การนั่งเรือไปเหมืองต้องใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด ๕ ชั่วโมงครึ่งหรืออาจจะนานกว่านั้น หากเราออกเดินทางช่วงบ่ายหรือค่ำจะอันตรายมากครับ โดยเฉพาะอาจถูกพวกโจรสลัดปล้น...”

“ยุคนี้ยังมีโจรสลัดอีกหรือครับ” พัฒนะถามพลางขมวดคิ้ว

“ขึ้นชื่อว่าทะเลต้องมีโจรสลัดเป็นธรรมดาครับ ก็เหมือนโจรผู้ร้ายที่อยู่บนบกนั่นเอง เพียงแต่โจรสลัดหากินในทะเลด้วยการปล้นสะดมเรือต่างๆ ที่ผ่านไปมา ที่ปาปัวฯ มีโจรสลัดหลายก๊กหลายพวกครับ ที่โหดเหี้ยมที่สุดคือจอมสลัด โจ สแปร์แร็ค...”

“โจ สแปร์แร็ค...แจ๊ค สแปร์โรว์” สามหนุ่มร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

“โนๆๆๆๆ” วาฮูตูสั่นศีรษะ “แจ๊ค สแปร์โรว์ น่ะมันโจรสลัดในหนังเรื่อง ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบี้ยน ที่ จอห์นนี่ เด็ปป์ รับบท หนังเรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ แต่ โจ สแปร์แร็ค เนี่ย...จอมสลัดตัวจริงเสียงจริงในโลกความเป็นจริงครับ”

“ทำไมชื่อไม่เหมือนชาวปาปัวฯ ที่ออกเสียงอูๆ ตูๆ ล่ะครับ” สินาดสงสัย

“อ๋อ จอมสลัดผู้นี้เป็นชาวตะวันตกครับ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐ เคยทำธุรกิจอยู่ที่โมเรสบี แต่ถูกเอารัดเอาเปรียบและโดนกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล จนกิจการค้าขายทองคำของ โจ สแปร์แร็ค ประสบภาวะขาดทุนย่อยยับ มีหนี้สินมหาศาล แต่เขาก็ยังไม่วายถูกข่มขู่ข่มเหง ถูกเรียกร้องทรัพย์สินเงินทองจากฝ่ายต่างๆ เป็นประจำ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจตามสังหารคนพวกนั้น แล้วหลบหนีออกทางทะเล เพราะหนีไปทางบกไม่ได้ จากนั้นก็รวบรวมสมัครพรรคพวกประกาศตัวเป็นโจรสลัด จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังในทางร้ายจนทุกวันนี้ครับ”...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่