⛏🏹~มาลาริน~นักการเมืองพรรคไหนไม่อยากเป็นรัฐบาลตลอดกาล มีพรรคไหนบ้างไม่เสพติดอำนาจ แต่ต่างกันตรงใช้อำนาจเพื่อใคร!!!

อ่านบทความนี้กันดีกว่าค่ะ....👇👇👇👇👇





    “คอการเมือง” ไม่ได้แปลกใจเลยเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่า ตนเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ผมเองก็ไม่แปลกใจ แต่ไม่คิดว่าพล.อ.ประยุทธ์จะหลงอำนาจเหมือนคนจำนวนมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล คสช. ที่เฝ้าก่นด่ากันทุกวัน



                    เพราะไม่รู้ว่าคิดแล้วจะได้ประโยชน์อันใด?



                    ในวงการเมืองและในวงการข้าราชการทุกประเภท ใครบ้างไม่ต้องการอำนาจ?



                    คนธรรมดาเดินดินก็ต้องการอำนาจ เพียงแต่รูปแบบของอำนาจนั้นแตกต่างกันไปตามสถานะและความสามารถของตน



                    ความหล่อและความสวยก็เป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ความร่ำรวยและชื่อเสียงก็ด้วย



                    ความต้องการตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ในวงข้าราชการก็เช่นกัน



                    แม้แต่ในวงการสงฆ์ก็ไม่ยกเว้น ไม่เช่นนั้นจะสร้างวัดใหญ่โตโอฬารเป็นวิมานในสรวงสวรรค์...  รวมถึงการวิ่งเต้น เสียเงินเสียทองเพื่อ “พัดยศ” ทำไม?



                    พัดยศและตำแหน่งนั้นก็คืออำนาจ



                    ในแวดวงการเมือง...มีนักการเมืองคนไหนบ้างไม่อยากเป็นนักการเมืองต่อไปชั่วกัลปาวสาน และไม่อยากเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี?



                    คนดี คนชั่ว คนครึ่งดีครึ่งชั่วก็ล้วนแต่ต้องการอำนาจทั้งนั้น



                    เมื่อใครก็ต้องการอำนาจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง ผมจึงไม่แปลกใจและไม่จำเป็นต้องก่นด่าหรือตำหนิติเตียนพล.อ.ประยุทธ์ว่า “หลงอำนาจ” หรือ “เสพติดอำนาจ”



                    คนที่ออกมาก่นด่าหรือตำหนิติเตียนนั้น ผมก็เห็นแต่พวกต้องการอำนาจ หรือต้องการให้พวกตน – ฝ่ายตนได้ครองอำนาจทั้งนั้น เหตุที่ต้องออกมาก่นด่าและตำหนิติเตียนก็เพราะกลัวว่าคนอื่น – ฝ่ายอื่นจะได้ครองอำนาจ และพวกตน – ฝ่ายตนจะหมดโอกาส



                    ถามใจคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ ว่าต้องการอำนาจไหม?



                    ถามใจคุณทักษิณ – คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งลิ่วล้อบริวารก็ได้ ว่าต้องการอำนาจไหม?



                    การก่นด่าตำหนิติเตียนคนอื่นเรื่อง “อำนาจ” จึงเป็นเรื่องถ่มน้ำลายรดฟ้า..สุดท้ายมันก็ตกมารดหน้าตนเองทุกครั้งไป



                    ผมเห็นว่าเราควรจะตั้งคำถามว่า “ใครได้อำนาจมาอย่างไร และใช้อำนาจนั้นทำอะไร เพื่อใคร”



                    พล.อ.ประยุทธ์นั้น แม้ช่วงหลังกองเชียร์ – แม่ยกจะห่างเหินไปมาก แต่ผมก็ยังเชื่อว่าในวันนี้ยังมีมากพอที่จะสนับสนุนท่านให้กลับมาครองอำนาจในตำแหน่งเดิมได้อยู่...ถ้าไม่เกิด “อุบัติเหตุ” ด้วยความย่ามใจโดยคนในคณะรัฐบาลเสียก่อน อย่างที่ “พี่ใหญ่ – พี่รอง” ประสบมาเป็นต้น



                    แม้เสียงสนับสนุนของกองเชียร์ – แม่ยกจะลดน้อยถอยห่าง แต่ต้องไม่ลืมว่า ยังมีเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาอยู่ ผมเห็นว่า “วุฒิสภา” นี่แหละคือพรรคการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์



                    เอาเป็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ต้องการอำนาจ – ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก...อีกนานแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ แต่ที่ผมทราบมาจากกองเชียร์ – แม่ยกที่ยังเหลืออยู่อีกมหาศาลก็คือ พวกเขาต้องการให้ท่านครองอำนาจต่อไป เพื่อบ้านเมืองจะได้สงบ ไม่ต้องมีศึกสงครามกลางถนนจนเครียดกันทั้งประเทศ ซ้ำยังทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่มากกว่าตอนที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพปรกติ



                    หมายความว่าในสภาพปรกติ แม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่ แต่มันก็ไม่ได้ย่ำแย่เท่ากับตอนที่บ้านเมืองมีศึกสงครามกลางเมือง



                    อีกประเด็นหนึ่งก็คือ พลเมืองส่วนมากในประเทศนี้ได้ “รู้เช่นเห็นชาติ” นักการเมืองบางคน –บางพรรคที่เข้ามาครองอำนาจประเทศแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างตะกละตะกลาม และหว่านเงิน (ภาษี) ลงไปปิดปากพลเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อให้สนับสนุนตนและพวกตน



                    ส่วนนโยบายของรัฐบาล คสช. นั้น โดยภาพรวมก็ไม่ต่างจากนโยบายของพรรคการเมืองอื่นเลย



                    ดังนั้น!! พวกเขาจึงเห็นว่าเลือกนักการเมืองเข้ามาครองอำนาจก็จะกลับไปสู่ปัญหาความรุนแรงอย่างเดิม สู้เลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้ารัฐบาลต่อไปดีกว่า อย่างน้อยบ้านเมืองก็สงบละวะ!



                    พวกเขาไม่เชื่อใจนักการเมืองฝ่ายเลือกตั้งในเรื่องสร้างความมั่นคงของบ้านเมือง...ซึ่งมันสะท้อนเข้าไปสู่จิตใจของพวกเขาให้รู้สึกว่ามั่นคงปลอดภัยด้วย



                    แย่กว่านั้นก็คือ พวกนักการเมืองฝ่ายเลือกตั้งนั่นแหละที่เป็นฝ่ายทำลายความมั่นคงของบ้านเมืองเสียเอง



                    ทั้งหมดนี้คือ “แต้มต่อ” ของพล.อ.ประยุทธ์ที่มีเหนือนักการเมืองฝ่ายเลือกตั้ง



                    เมื่อเป็นอย่างนี้...หากนักการเมืองฝ่ายเลือกตั้งหวังจะครองอำนาจประเทศก็ควรจะต้องคิดเรื่อง “ความมั่นคงด้านการเมือง” (ที่ทำให้จิตใจของพลเมืองรู้สึกมั่นคงปลอดภัย) เป็นแกนบริหารประเทศ ว่าจะทำอย่างไร



                    ไม่เช่นนั้นสู้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาล คสช. ยาก!



http://www.naewna.com/columnonline/33674


อ่านแล้วก็เห็นจริงตามบทความนี้เลยค่ะ...



ทำใจให้สดชื่นอารมณ์ดี้ดีกันนะคะ....โกรธคือโง้โมโหคือบร้านะคะ


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่