เรียกได้ว่าเราแชมป์ซีเกมส์มากกว่าใครในชาติอาเชียนด้วยกัน หรือแชมป์มากที่สุดในจักรวาลก็ว่าได้
เราได้แชมป์คิงส์คัพ มากกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มากกว่าทีมใดๆ ในโลก แม้เยอรมันยังชนะ 4-0 มาแล้ว ไม่ธรรมดาเลย
ยิ่งถ้วยซูซูกิคัพครั้งที่ผ่านมาด้วยแล้ว กระแสแรงจัด วิ่งหาตั๋วกันด้วยความยากลำบาก ผู้คนจะเหยียบกันตาย
พอย้อนกลับมาทบทวนวันนี้ เอ่อ !!!! เราได้อะไรกับแชมป์เหล่านี้
คือ...มันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า ผ่านมาหลายสิบปี เราสาละวนกับการทำสถิติถ้วยเหล่านี้แค่นั้นหรือ
สรุปง่าย ๆ สิ่งที่เราได้คือ ไม่ได้อะไรเลย นอกจากถ้วยรางวัล และความภาคภูมิใจกับสถิติสูงสุด
และเสียงชื่นชมยกย่องจากเพื่อนบ้านอาเชียนด้วยกันว่า เราคือ..”เจ้าอาเชียน”
จนมาถึงยุคของนายกสมาคมปัจจุบัน จึงมีการวางนโยบาย
และแผนการทำงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
ซึ่งถือว่าพอได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ทั้งการจัดการหนี้สินของสมาคม, การชำระภาษีค้างจ่าย, การเปลี่ยนผู้ดูแลผลประโยชน์ไทยลีก(กล้าหาญมาก)
การจัดอบรมโค้ช, การอบรมผู้ตัดสิน, การเปิดศูนย์ฝึกฯ, การจัดการเรื่องการล้มบอล, การเปิดลีกเยาวชน,
หรือล่าสุด การเตรียมใช้ VAR ช่วยตัดสินไทยลีก ผลงานและแผนงานเยอะแยะมากมายสาธยายไม่หมด
โดยเฉพาะแผนระยะยาว ตามแนวคิด “ Thailand Way”
ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ เล่นแบบ คิดเร็ว ทำเร็ว และมีความดุดัน
มีการว่าจ้าง เอคโคโน่ มาช่วยวางราฐานเยาวชน มีการเปิดศูนย์ฝึกในกรุงเทพ และหัวเมืองต่างๆ
ผมสนับสนุนสมาคมฯ สุดลิ่มครับ ถือเป็นการคิดออกนอกกรอบ เป็นการคิดใหม่ ทำใหม่
ฉีกแนวเดิมๆ ที่ทำตามกันมาหลายยุคสมัย ส่งต่อกันเป็นทายาทอสูร โดยไม่ก้าวไปไหนสักที
แต่การทำงานย่อมมีความผิดพลาด ยิ่งทำมาก ยิ่งเห็นข้อผิดพลาดมากเป็นธรรมดา
ยิ่งมือใหม่ นโยบายใหม่ ทีมงานใหม่ๆ ยิ่งขลุกขลัก ตะกุกตะกักอยู่แล้ว
แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร พออภัยได้ ณ เวลานี้ เพราะรักนโยบายของสมาคมชุดนี้นี่แหละครับ
กำลังข้าวใหม่ปลามันด้วยซิ แต่หมดรักเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมันแล้วกันเด้อครับ
ผิดพลาดที่ 1 ศูนย์ฝึกยังไม่มี แต่จ้างเอคโคโน่มารอถึง 7 เดือน จึงส่งให้ไปคุมทีมชาติชุดเยาวชนไปพลางๆ
แล้วผลงานก็อย่างที่เห็น คือให้ทำหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ ยิ่งเอาโค้ชฝึกหัดมาทำงาน จึงเสียศูนย์ไปใหญ่
แทบจะต้องไล่เอคโคโน่ที่ยังไม่ได้เริ่มงานของตัวเองออกเลย เพราะกระแสแรงเหลือกำลังรับ
แฟนบอลเราจะมีความสุขกับผลงานเฉพาะหน้า ยิ่งกับทีมอาเซียนด้วยกันแล้ว ต้องห้ามแพ้
ด้วยเราหลงคิดไปเองว่า เราคือ "เจ้าอาเชียน" นั่นเอง
ผิดพลาดที่ 2 ปิดลีก 1 เดือนเพื่อเหรียญซีเกมส์ นี่เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ คือลีกกำลังขับเคี่ยวกันอย่างสนุก
แต่มาหยุดลีกเป็นเดือน เพียงเพื่อต้องการเพิ่มสถิติการเป็นแชมป์ พอจบซีเกมส์ ก็มาเร่งโปรแกรมลีกกันอุตลุต
แข่งกันทุกกลางสัปดาห์ คนดูก็เริ่มเบื่อ กระแสก็เริ่มตก นักเตะก็เหนื่อยล้าอ่อนแรง
คืออยากบอกว่า... บอลลีกเท่านั้นที่จะทำให้ฟุตบอลพัฒนา ไม่ใช่เหรียญตราจากซีเกมส์ครับ
การปิดลีกเพื่อแชมป์ซีเกมส์ คือการทำลายระบบฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง
หรือแม้แต่ซูซูกิคัพ ก็ควรจัด 4 ปีครั้ง เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยต่อการพัฒนาวงการฟุตบอล
ส่วนผลงาน U – 23 ผมกลับมองว่าเป็นความผิดพลาดโดยขาดเจตนา (มองแง่ดีที่สุดแล้ว)
ทีมงานคงประเมินว่า "โซรัน" ที่มีโค้ชใหญ่"ราเยวัช"คอยช่วยน่าจะเอาอยู่ ยิ่งได้โค้ชโย่งมาช่วยอีกแรงสมาคมก็ยิ่งมั่นใจ
ถือเป็นการประเมินคู่แข่งต่ำไป ประเมินตัวเองสูงเกิน เมื่อไม่ดีก็แค่เปลี่ยนโค้ชครับ
แต่แผนงานระยะกลาง ระยะยาวก็ต้องเดินหน้าต่อ นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังมากกว่า
เป็นกำลังใจให้สมาคมฟุตบอลครับ หนักแน่นเข้าไว้
คิดเสียว่าเสียงวิจารณ์คือเสียงสวรรค์ คือเสียงของคนรักฟุตบอลอย่างแท้จริง
เมื่อผลงานเราดีขึ้น พวกเขาเหล่านั้นแหละ จะเป็นเสียงสนับสนุนที่ดีที่สุดของสมาคมฯ
เก็บเสียงเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อน แม้ผลงานระยะสั้นอาจจะผิดพลาดล้มเหลว
แต่ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วกับแชมป์ต่างๆ ที่เราได้รับ มันก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเช่นกัน
ยังมั่นใจว่า..ถ้าเดินแผนระยะกลาง ระยะยาวที่วางไว้
โดยไม่ทิ้งกลางคัน โอกาสจะเป็นของเราแน่นอน
ก่อนนั้น !!!! ไทยต่อยอดอย่างไร กับการได้แชมป์ซีเกมส์ 16 สมัย คิงส์คัพ 15 สมัย และแชมป์อาเชียนอีก 5 สมัย
เราได้แชมป์คิงส์คัพ มากกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มากกว่าทีมใดๆ ในโลก แม้เยอรมันยังชนะ 4-0 มาแล้ว ไม่ธรรมดาเลย
ยิ่งถ้วยซูซูกิคัพครั้งที่ผ่านมาด้วยแล้ว กระแสแรงจัด วิ่งหาตั๋วกันด้วยความยากลำบาก ผู้คนจะเหยียบกันตาย
พอย้อนกลับมาทบทวนวันนี้ เอ่อ !!!! เราได้อะไรกับแชมป์เหล่านี้
คือ...มันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า ผ่านมาหลายสิบปี เราสาละวนกับการทำสถิติถ้วยเหล่านี้แค่นั้นหรือ
สรุปง่าย ๆ สิ่งที่เราได้คือ ไม่ได้อะไรเลย นอกจากถ้วยรางวัล และความภาคภูมิใจกับสถิติสูงสุด
และเสียงชื่นชมยกย่องจากเพื่อนบ้านอาเชียนด้วยกันว่า เราคือ..”เจ้าอาเชียน”
จนมาถึงยุคของนายกสมาคมปัจจุบัน จึงมีการวางนโยบาย
และแผนการทำงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
ซึ่งถือว่าพอได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ทั้งการจัดการหนี้สินของสมาคม, การชำระภาษีค้างจ่าย, การเปลี่ยนผู้ดูแลผลประโยชน์ไทยลีก(กล้าหาญมาก)
การจัดอบรมโค้ช, การอบรมผู้ตัดสิน, การเปิดศูนย์ฝึกฯ, การจัดการเรื่องการล้มบอล, การเปิดลีกเยาวชน,
หรือล่าสุด การเตรียมใช้ VAR ช่วยตัดสินไทยลีก ผลงานและแผนงานเยอะแยะมากมายสาธยายไม่หมด
โดยเฉพาะแผนระยะยาว ตามแนวคิด “ Thailand Way”
ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ เล่นแบบ คิดเร็ว ทำเร็ว และมีความดุดัน
มีการว่าจ้าง เอคโคโน่ มาช่วยวางราฐานเยาวชน มีการเปิดศูนย์ฝึกในกรุงเทพ และหัวเมืองต่างๆ
ผมสนับสนุนสมาคมฯ สุดลิ่มครับ ถือเป็นการคิดออกนอกกรอบ เป็นการคิดใหม่ ทำใหม่
ฉีกแนวเดิมๆ ที่ทำตามกันมาหลายยุคสมัย ส่งต่อกันเป็นทายาทอสูร โดยไม่ก้าวไปไหนสักที
แต่การทำงานย่อมมีความผิดพลาด ยิ่งทำมาก ยิ่งเห็นข้อผิดพลาดมากเป็นธรรมดา
ยิ่งมือใหม่ นโยบายใหม่ ทีมงานใหม่ๆ ยิ่งขลุกขลัก ตะกุกตะกักอยู่แล้ว
แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร พออภัยได้ ณ เวลานี้ เพราะรักนโยบายของสมาคมชุดนี้นี่แหละครับ
กำลังข้าวใหม่ปลามันด้วยซิ แต่หมดรักเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมันแล้วกันเด้อครับ
ผิดพลาดที่ 1 ศูนย์ฝึกยังไม่มี แต่จ้างเอคโคโน่มารอถึง 7 เดือน จึงส่งให้ไปคุมทีมชาติชุดเยาวชนไปพลางๆ
แล้วผลงานก็อย่างที่เห็น คือให้ทำหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ ยิ่งเอาโค้ชฝึกหัดมาทำงาน จึงเสียศูนย์ไปใหญ่
แทบจะต้องไล่เอคโคโน่ที่ยังไม่ได้เริ่มงานของตัวเองออกเลย เพราะกระแสแรงเหลือกำลังรับ
แฟนบอลเราจะมีความสุขกับผลงานเฉพาะหน้า ยิ่งกับทีมอาเซียนด้วยกันแล้ว ต้องห้ามแพ้
ด้วยเราหลงคิดไปเองว่า เราคือ "เจ้าอาเชียน" นั่นเอง
ผิดพลาดที่ 2 ปิดลีก 1 เดือนเพื่อเหรียญซีเกมส์ นี่เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ คือลีกกำลังขับเคี่ยวกันอย่างสนุก
แต่มาหยุดลีกเป็นเดือน เพียงเพื่อต้องการเพิ่มสถิติการเป็นแชมป์ พอจบซีเกมส์ ก็มาเร่งโปรแกรมลีกกันอุตลุต
แข่งกันทุกกลางสัปดาห์ คนดูก็เริ่มเบื่อ กระแสก็เริ่มตก นักเตะก็เหนื่อยล้าอ่อนแรง
คืออยากบอกว่า... บอลลีกเท่านั้นที่จะทำให้ฟุตบอลพัฒนา ไม่ใช่เหรียญตราจากซีเกมส์ครับ
การปิดลีกเพื่อแชมป์ซีเกมส์ คือการทำลายระบบฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง
หรือแม้แต่ซูซูกิคัพ ก็ควรจัด 4 ปีครั้ง เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยต่อการพัฒนาวงการฟุตบอล
ส่วนผลงาน U – 23 ผมกลับมองว่าเป็นความผิดพลาดโดยขาดเจตนา (มองแง่ดีที่สุดแล้ว)
ทีมงานคงประเมินว่า "โซรัน" ที่มีโค้ชใหญ่"ราเยวัช"คอยช่วยน่าจะเอาอยู่ ยิ่งได้โค้ชโย่งมาช่วยอีกแรงสมาคมก็ยิ่งมั่นใจ
ถือเป็นการประเมินคู่แข่งต่ำไป ประเมินตัวเองสูงเกิน เมื่อไม่ดีก็แค่เปลี่ยนโค้ชครับ
แต่แผนงานระยะกลาง ระยะยาวก็ต้องเดินหน้าต่อ นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังมากกว่า
เป็นกำลังใจให้สมาคมฟุตบอลครับ หนักแน่นเข้าไว้
คิดเสียว่าเสียงวิจารณ์คือเสียงสวรรค์ คือเสียงของคนรักฟุตบอลอย่างแท้จริง
เมื่อผลงานเราดีขึ้น พวกเขาเหล่านั้นแหละ จะเป็นเสียงสนับสนุนที่ดีที่สุดของสมาคมฯ
เก็บเสียงเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อน แม้ผลงานระยะสั้นอาจจะผิดพลาดล้มเหลว
แต่ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วกับแชมป์ต่างๆ ที่เราได้รับ มันก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเช่นกัน
ยังมั่นใจว่า..ถ้าเดินแผนระยะกลาง ระยะยาวที่วางไว้
โดยไม่ทิ้งกลางคัน โอกาสจะเป็นของเราแน่นอน