**หัวข้อผิดค่ะขออนุญาตแก้ไขนะคะ "เอเจนซี่ Work and Travel ทำไมเจ้าหน้าที่ทำแบบนี้หรอคะ"**
สวัสดีค่ะ
พอดีเราอยากจะมาเล่าประสบการณ์ที่ได้สมัครโครงการ Work and Travel กับเอเจนซี่ชื่อดังแห่งนึงค่ะ
เป็นเอเจนซี่ที่มีชื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวค่ะ จองงานยากมาก ต้องกดตอน5โมงของวันพฤหัสเพื่อจะได้งานที่มาใหม่ของแต่ละอาทิตย์ (ตอนนี้รู้สึกจะเปลี่ยนวันแล้ว) ขออนุญาตไม่เอ่ยนามล่ะกันนะคะ
ปล.* พึ่งเคยตั้งกระทู้ครั้งแรกค่ะ ถ้ามีข้อผิดพลาดใดๆ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ .__.
ปล.**กระทู้นี้ไม่ได้สร้างเพื่อเจตตนาจะทำให้บุคคลหรือองค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เพื่อให้ปรับปรุงและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นค่ะ
ขออนุญาตเริ่มเรื่องเลยนะคะ
เรื่องมีอยู่ว่า...
เราได้สมัครโครงการไปเพื่อที่จะไปทำงานใน USA ตอนช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2018 ค่ะ ซึ่งในตอนนั้นเราได้ทำการเสียค่าดำเนินโครงการจำนวน 5,000บาท เพื่อจองงานที่เรากดได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่นายจ้างรับเราแล้ว แต่เราผิดพลาดลืมว่าตัวเองเป็นไมเกรนไม่สามารถทำงานนั้นได้และเราพบคุณหมอ เขาบอกว่าอาการของเราถ้าเปลี่ยนงานได้จะดีกว่า เราจึงโทรไปขอคำปรึกษากับพี่เจ้าหน้าที่ของเอเจนซี่ว่าควรทำยังไง พี่เขาก็แนะนำว่าให้ลองส่งอีเมลไปหานายจ้างว่า เราจะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งงานได้มั้ย? แต่พี่เขาก็บอกเราว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะเปลี่ยนงาน แต่ซึ่งเราก็เชื่อพี่เขาทำเรื่องไป และพี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะช่วยส่งเมลสนับสนุนว่า เราไม่ได้เป็นไมเกรนหนักขนาดที่ทำงานไม่ได้ แต่ตำแหน่งที่เราทำคือหนักเกินไปจริงๆ จึงต้องขอโทษเขาด้วย
(ตรงนี้เรายอมรับค่ะว่าผิดเองทั้งหมดเลยจริงๆ ที่ทำให้ฝ่ายนายจ้างและเอเจนซี่ลำบาก)
จากนั้น มีวันนึงช่วงต้นเดือน ธันวาคม 2017 ก็มีพี่ผู้หญิงโทรมาคุยกับเราซึ่งเราจำได้ว่าเขารูปร่าง หน้าตาเป็นยังไง และเราจำเสียงเขาได้ แต่เราไม่ได้ถามชื่อเขา โทรมาบอกเราว่า... (ส่วนนี้เป็นใจความที่จำได้นะคะ ไม่ใช่คำพูดเป๊ะๆ)
"สุขภาพของหนูค่อนข้างยากที่จะทำงานกับนายจ้างที่นี่ต่อเพราะเขา(นายจ้าง) กลัวว่า เราจะเป็นอะไรไป เขาเลยไม่กล้ารับเราเข้าไปทำงาน ต้องพิจารณาก่อน หนูลองคิดดูว่าหนูพร้อมไปเวิร์คจริงๆ หนูอยากเปลี่ยนงานหรือหนูจะยกเลิกโครงการ ลองไปคิดดูนะคะ"
ตอนนั้นเราก็ตอบพี่เขาว่า "งั้นหนูเปลี่ยนงานได้มั้ยคะ" พี่เขาก็พูดเชิงว่า "สภาพแบบหนูมันยากที่จะทำงานนะคะ แล้วหนูส่งเมลไปหานายจ้างเลยทำให้เป็นเรื่องเลย หนูอยากยกเลิกโครงการมั้ย" เราก็เลยถามรายละเอียดพี่เขาไปว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะเราเคยเห็นจากในเอกสารก็ไม่ใช่น้อยๆ
พี่เขาบอกว่า... "ถ้าหนูยกเลิกตอนนี้ เสีย 13,000บาท เพราะยังไม่ได้ดำเนินเรื่องอะไรเลย ยิ่งทำเร็วยิ่งดี แต่เคสหนูเป็นกรณีพิเศษที่หนูไม่ได้อยากยกเลิกเอง แต่เป็นเพราะสุขภาพ พี่จะลองไปคุยกับองค์กร(ฝั่งอเมริกา) ให้ว่าให้ลดกว่า 13,000บาท ได้มั้ย" เราเลยถามเขาไปว่า "จะไม่เสียเพิ่มแล้วใช่มั้ย พี่เขาก็ตอบว่าใช่แค่นี้จริงๆ มากสุดคือ 13,000บาท ยิ่งทำตอนนี้หนูจะได้เงินคืนก่อนปีใหม่เพราะว่าเดี๋ยวเขาหยุดยาวกัน" เราก็โอเค เดี๋ยวไปคุยกับผู้ปกครองก่อนแล้วมาให้คำตอบพี่เขาอีกที
จนบทสรุปคือเรายอมยกเลิกโครงการและโทรไปบอกพี่เขาในวันที่ 9 ธันวา 2017
ซึ่งเราได้ถามค่ายกเลิกหลายรอบมาก เพื่อที่จะคอนเฟิร์มว่าแค่นี้จริงๆ เพราะจำนวนมันค่อนข้างเยอะที่จะต้องเสียเงินไปฟรีๆ พี่เขาก็คอนเฟิร์มว่า 13,000บาท หรือน้อยกว่าถ้าคุยได้ แล้วให้เราส่งอีเมลไปว่ายกเลิกโครงการ เราก็ทำเสร็จเรียบร้อยภายในวันนั้นระบุจำนวนเงินที่คุยกับพี่เขาทางโทรศัพท์ส่งไปอีเมลนั้น และพี่เขาก็ส่งเมลมาว่าปรับสถานะเป็น "ยกเลิกโครงการ" ให้เรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินการให้และติดต่อกลับถ้ามีความคืบหน้า
รูปประกอบค่ะ


ผ่านไป 10กว่าวัน ไม่มีการติดต่อใดๆกลับมาเลยค่ะ เงียบหายไปเลย
เราเลยส่งเมลไปตามเขาวันที่ 20 ธันวา 2017

พอวันที่ 20 ตอนเย็นพี่อีกคนก็โทรมาบอกเราว่า พี่เขายังไม่ได้ดำเนินเรื่องให้ แต่มีงานใหม่มาเสนออยากทำมั้ย หรืออยากยกเลิก เราก็ตอบไปว่าขอดูรายละเอียดก่อนนะคะ จากนั้นเราก็อีเมลไปบอกเขาว่าอยากยกเลิกเนื่องจากว่าเราคิดว่าดำเนินการเรื่องไปแล้ว และเราก็ไม่ได้อยากไปแล้ว พี่เขาเลยบอกว่าน่าจะทำเรื่องให้และได้หลังปีใหม่ เราโอเคค่ะพี่รบกวนด้วยนะคะ เห็นตอนแรกบอกว่าก่อนปีใหม่ค่ะ

พอหลังปีใหม่ปุ้บ วันที่ 3มกรา 2018... ทางเอเจนซี่ก็ส่งเมลมาหาเราว่าต้องส่งเอกสารไปก่อนถึงจะดำเนินเรื่องให้
ตอนนั้นเราก็สงสัยและก็โมโหด้วยว่าทำไมถึงไม่บอกตั้งแต่ตอนแรก และตอนนี้พึ่งมาบอกเราก็เลยส่งเอกสารทั้งหมดไปและอีเมลไปหาฝ่ายเขาเชิงตำหนิว่าทำไมถึงไม่บอกเราตั้งแต่แรก ซึ่งเราคิดว่าเปิดปีใหม่มาน่าจะได้เงินคืนด้วยซ้ำ และเขาก็ส่งสัญญายกเลิกโครงการมาให้เราด้วย ซึ่งในนั้นระบุว่าจะได้เงิน คืนตอนวันที่ 30 พฤษภา 2018 และให้เรายอมรับเงื่อนไขในสัญญายกเลิกโครงการด้วย

จากนั้นไม่กี่วันก็มีพี่ผู้หญิงที่ไม่ใช่ 2 คนก่อนหน้า โทรมาหาเรา (ซึ่งพี่คนนี้ดีค่ะ) เขาโทรมารายงานความคืบหน้าให้เราฟังว่า เอกสารที่เราส่งไปได้รับแล้ว และเขาเป็นคนรับเรื่องเราต่อมา เราก็บอกพี่เขาไปว่ารบกวนให้ช่วยเร่งให้หน่อยนะคะ คือเราไม่ได้รีบใช้เงินแต่เราแค่อยากให้มันจบเฉยๆ พี่เขาก็บอกว่าได้ค่ะ เราก็โอเครอต่อไปค่ะ
พอวันที่ 10 มกรา 2018 พี่คนที่ดีๆ เขาโทรกลับมาใหม่
บอกเราว่า เราต้องถูกหักเงินจริงๆคือ 21,150บาทเพราะเราดำเนินเรื่องไปแล้ว ไม่ใช่ 13,000บาท และค่าวีซ่า 9,500บาทไม่ได้คืนด้วย...// ตอนนั้นคือเราไม่ยอม เราบอกพี่เขาว่าก็พี่คนแรกคอนเฟิร์มกับเราว่าแค่ 13,000บาทเพราะเรายังไม่ได้ดำเนินเรื่องอะไร เราเลยยกเลิกโครงการ เราเชื่อใจพี่เขา พี่เขาบอกจะทำให้ก่อนปีใหม่ด้วยซ้ำ ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ล่ะคะ? คือเราเสียความเขื่อใจกับพี่คนแรกเขาไปเลยค่ะ จากนั้นพี่คนที่ดีคนนี้เขาเลยให้เราลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง บอกเราว่าเราคุยกับพี่ชื่ออะไรจำได้มั้ย เราบอกเราไม่รู้จักชื่อเพราะไม่ได้ถาม พี่เขาเลยบอกว่าเราคุยกับพี่แค่ 3 คน คือ พี่หัวหน้า พี่คนที่ดูแลเรา และพี่เขา เราก็บอกไปว่าน่าจะเป็นคนที่พี่บอกว่าพี่หัวหน้าค่ะ จากนั้นพี่เขาก็บอกเราว่าจะไปคุยกับทีมงานเรื่องเราให้ เราก็ขอบคุณพี่เขาไปและรบกวนพี่เขาให้ช่วยเราหน่อย พี่เขาก็บอกว่าพี่เขาเข้าใจเพราะเงินมันไม่ใช่น้อยๆ แต่เดี๋ยวพี่เขาจะลองคุยดู
ต่อมาเย็นวันนั้น พี่ผู้หญิงคนแรก ก็โทรมาหาเรา...
ซึ่งพี่เขาบอกเราว่า "น้องต้องโดนหักตังทั้งหมดจาก 61,000บาท ไป31,000บาท ซึ่งรวมค่าวีซ่าด้วย" เราก็เลยบอกเขาไปว่าตอนนั้นพี่บอกหนูเองว่า 13,000บาทนะคะ หนูเลยยอมยกเลิกโครงการ ถ้าจ่าย 31,000บาท หนูคงไม่ยกเลิกโครงการอ่ะค่ะ และสิ่งที่พี่เขาตอบเรากลับมาคือ "งั้นแสดงว่าหนูไม่ยกเลิกแล้วใช่มั้ยคะ" ตอนนั้นเราเลยบอกว่ายกเลิกค่ะ แต่เราไม่ยอมเสีย 31,000บาท เพราะว่าพี่เขาพูดมาตั้งแต่แรกว่า 13,000บาท เขาเลยบอกว่า "พี่จะบอกหนูว่า 13,000บาทได้ยังไงคะ พี่ไม่มีเอกสารอยู่ในมือ" เราเลยบอกพี่เขาไปว่า "พี่ไม่มีเอกสารในมือแล้วพี่บอกจำนวนเงินหนูได้ยังไงคะ" พี่เขาเลยบอกว่า "งั้นหนูจะเอายังไงคะ? งั้นพี่ลดให้จาก 31,000บาท เหลือ 16,500บาท พวกพี่ไม่ได้เงินอะไรเลยจริงๆ" เราก็ยังไม่ยอมอีก เราถามเขาว่าทำไมไม่เป็น 13,000บาทเหมือนเดิมค่ะ เพราะว่าเราตกลงกันไว้แบบนั้น และที่เราสงสัยคือพี่เขาบอกว่าพี่เขาไม่มีส่วนในการตัดสินใจเรื่องเงิน แต่พอเราคุยโทรศัพท์กันสักพักจาก 31,000บาท กลายเป็น 16,500บาทภายในเวลาอันสั้นได้ยังไง?? พี่เขาไม่ต้องคุยก่อนหรอ ทั้งยังบอกว่าทางองค์กรไม่ได้เงินเลยจริงๆด้วย // พอเรายังไม่ยอมอีกพี่เขาก็เลยบอกว่า "งั้นพี่ควักตังพี่เองให้ แล้วหนูจ่าย13,000บาท จบนะ" คือเราก็โอเค 13,000บาทก็ได้ แต่ตรงนี้พี่เขาพูดจาไม่ดีเลยค่ะ เราเป็นลูกค้าแต่มาบอกว่าให้เราเสียตังเท่านี้ แล้วพูดว่าจบนะกับเรา เขาทำแบบนี้ได้หรอคะ?// จากนั้นเราเลยถามว่าจะได้คืนตอนไหนหรอคะ เขาก็บอกว่า "30 พฤษภา 2018" เราก็เลยบอกให้เขาช่วยเร่งให้ เพราะพี่บอกเองว่าจะให้เสร็จก่อนปีใหม่ด้วยซ้ำค่ะ จากนั้นพี่เขาก็เถียงเราและบอกว่า "พี่มั่นใจว่าพี่ไม่ได้พูด น้องเข้าใจผิด" คือเรารู้ว่าพี่เขาพูดเพราะเราคุยกับผู้ปกครองมาเองแต่พี่เขาไม่ยอมรับแล้วเราก็ไม่มีหลักฐาน เราเลยได้แต่บอกเขาว่า "งั้นรบกวนเร่งให้ได้มั้ยคะ ถ้าได้ก่อนหน้านั้นก็จะดีค่ะ" แล้วพี่เขาก็บอกว่า "ค่ะ 30พฤษภาค่ะ"
ปล.นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ได้จะปรักปรำนะคะ คือเราแค่คิดว่าถ้าพี่เขาจะไม่คุยกับทางองค์กร(ที่บอกว่าจะให้ลดการเสียค่าใช้จ่าย)ตั้งแต่แรกให้เรา และจะให้เรายอมรับสัญญาก็บอกมาตั้งแต่แรกก็น่าจะดีกว่าค่ะ
แล้วพี่เขาก็ส่งเมลมาเป็นหลักฐานที่เรากับพี่เขาได้คุยกัน และเวลาที่พี่เขาส่งคือ 16.30น. และเราต้องตอบกลับภายใน 17.30น. ของวันนั้น ไม่งั้นจะถือว่ายอมรับทุกอย่างที่พี่เขาเขียนมา ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราไม่ได้เปิดเมลเข้ามา แล้วพี่เขากรอกอะไรผิดๆ ไปเราก็ต้องยอมรับมันใช่มั้ยคะ?? มันถูกและสมควรหรอคะ?
สรุปตอนนี้เงินยังไม่ได้คืนค่ะ
แต่ที่มาเล่าเพราะอยาก...
ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลายๆคนที่อยากหาเอเจนซี่ไป โครงการต่างๆกับทางเอเจนซี่นะคะ
แต่ละบริษัทก็มีคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันค่ะ ไม่ใช่ทุกคนจะแย่ไปหมดนะคะ คนดีๆในองค์กรก็มีเยอะค่ะ เราไม่อยากให้เหมารวมว่าองค์กรไม่ดีแต่ว่าบุคคลากรในองค์กรก็เป็นส่วนนึงที่แสดงภาพลักษณ์ขององค์กร จึงอยากเป็นคนนึงที่แสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่พบเจอมาและอยากให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ด้วยเพื่อจะได้สร้างความไว้วางใจกับลูกค้าที่ต้องการอยากจะไปโครงการต่างๆค่ะ
*Update วันที่ 19 ม.ค. 2561
ทางองค์กรได้โทรมาหาเราและบอกว่ามีข่าวดีจะมาบอกค่ะ คือเราจะโดนหักแค่ 9,000 เท่านั้น สรุปคือเราจะได้เงินคืนทั้งหมด 52,000 บาทค่ะ เพราะพี่เขาบอกว่าคุยกับทางองค์กรฝั่งอเมริกาเรื่องลดค่าใช้จ่ายให้แล้ว และอาจจะได้ตังคืนภายในอาทิตย์หน้า (ช่วง 22-27 ม.ค. ค่ะ) (พี่เจ้าหน้าที่คนที่โทรมา เขาขอโทษเราเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมและยินดีที่จะปรับปรุงแก้ไขการบริการในภายหลังค่ะ)
ปล. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลังจากที่พี่เจ้าหน้าที่คนแรกบอกว่า ให้จ่าย 13,000 บาทจาก 31,000 บาท และบอกให้จบเรื่อง ถึงได้มีการคุยกับองค์กรทางฝั่งนู้นและมีการประชุมกับผู้ใหญ่ในบริษัทเกิดขึ้น จนเราได้ลดการหักค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะทำตั้งแต่แรกแล้ว จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อตัวเจ้าหน้าที่และความรู้สึกของลูกค้าอย่างเรา แต่ยังไงก็ขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่ ที่ได้ดำเนินเรื่องให้เรานะคะ
ปล.เราคิดว่าถ้าเรายอมเขาตั้งแต่ตอนแรก คงต้องจ่ายเงินสามหมื่นจริงๆ แล้วล่ะค่ะ
**Update** ล่าสุดดด เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2561
ได้เงินคืนแล้วค่ะ ☺☺
สำหรับคนที่กำลังจะไปหรือตัดสินใจอยู่ก็สู้ๆนะคะ☺
ปล.ยังไงต้องขอโทษทางเอเจนซี่ที่ทำให้เกิดเรื่องที่ยากลำบากขึ้นด้วย เพราะความไม่รอบคอบของตัวเองด้วยนะคะ
ปล.เพิ่มเติมรบกวนหลังไมค์นะคะ
เอเจนซี่ Work and Travel ทำไมเจ้าหน้าทำแบบนี้หรอคะ
สวัสดีค่ะ
พอดีเราอยากจะมาเล่าประสบการณ์ที่ได้สมัครโครงการ Work and Travel กับเอเจนซี่ชื่อดังแห่งนึงค่ะ
เป็นเอเจนซี่ที่มีชื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวค่ะ จองงานยากมาก ต้องกดตอน5โมงของวันพฤหัสเพื่อจะได้งานที่มาใหม่ของแต่ละอาทิตย์ (ตอนนี้รู้สึกจะเปลี่ยนวันแล้ว) ขออนุญาตไม่เอ่ยนามล่ะกันนะคะ
ปล.* พึ่งเคยตั้งกระทู้ครั้งแรกค่ะ ถ้ามีข้อผิดพลาดใดๆ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ .__.
ปล.**กระทู้นี้ไม่ได้สร้างเพื่อเจตตนาจะทำให้บุคคลหรือองค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เพื่อให้ปรับปรุงและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นค่ะ
ขออนุญาตเริ่มเรื่องเลยนะคะ
เรื่องมีอยู่ว่า...
เราได้สมัครโครงการไปเพื่อที่จะไปทำงานใน USA ตอนช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2018 ค่ะ ซึ่งในตอนนั้นเราได้ทำการเสียค่าดำเนินโครงการจำนวน 5,000บาท เพื่อจองงานที่เรากดได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่นายจ้างรับเราแล้ว แต่เราผิดพลาดลืมว่าตัวเองเป็นไมเกรนไม่สามารถทำงานนั้นได้และเราพบคุณหมอ เขาบอกว่าอาการของเราถ้าเปลี่ยนงานได้จะดีกว่า เราจึงโทรไปขอคำปรึกษากับพี่เจ้าหน้าที่ของเอเจนซี่ว่าควรทำยังไง พี่เขาก็แนะนำว่าให้ลองส่งอีเมลไปหานายจ้างว่า เราจะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งงานได้มั้ย? แต่พี่เขาก็บอกเราว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะเปลี่ยนงาน แต่ซึ่งเราก็เชื่อพี่เขาทำเรื่องไป และพี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะช่วยส่งเมลสนับสนุนว่า เราไม่ได้เป็นไมเกรนหนักขนาดที่ทำงานไม่ได้ แต่ตำแหน่งที่เราทำคือหนักเกินไปจริงๆ จึงต้องขอโทษเขาด้วย
(ตรงนี้เรายอมรับค่ะว่าผิดเองทั้งหมดเลยจริงๆ ที่ทำให้ฝ่ายนายจ้างและเอเจนซี่ลำบาก)
จากนั้น มีวันนึงช่วงต้นเดือน ธันวาคม 2017 ก็มีพี่ผู้หญิงโทรมาคุยกับเราซึ่งเราจำได้ว่าเขารูปร่าง หน้าตาเป็นยังไง และเราจำเสียงเขาได้ แต่เราไม่ได้ถามชื่อเขา โทรมาบอกเราว่า... (ส่วนนี้เป็นใจความที่จำได้นะคะ ไม่ใช่คำพูดเป๊ะๆ)
"สุขภาพของหนูค่อนข้างยากที่จะทำงานกับนายจ้างที่นี่ต่อเพราะเขา(นายจ้าง) กลัวว่า เราจะเป็นอะไรไป เขาเลยไม่กล้ารับเราเข้าไปทำงาน ต้องพิจารณาก่อน หนูลองคิดดูว่าหนูพร้อมไปเวิร์คจริงๆ หนูอยากเปลี่ยนงานหรือหนูจะยกเลิกโครงการ ลองไปคิดดูนะคะ"
ตอนนั้นเราก็ตอบพี่เขาว่า "งั้นหนูเปลี่ยนงานได้มั้ยคะ" พี่เขาก็พูดเชิงว่า "สภาพแบบหนูมันยากที่จะทำงานนะคะ แล้วหนูส่งเมลไปหานายจ้างเลยทำให้เป็นเรื่องเลย หนูอยากยกเลิกโครงการมั้ย" เราก็เลยถามรายละเอียดพี่เขาไปว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะเราเคยเห็นจากในเอกสารก็ไม่ใช่น้อยๆ
พี่เขาบอกว่า... "ถ้าหนูยกเลิกตอนนี้ เสีย 13,000บาท เพราะยังไม่ได้ดำเนินเรื่องอะไรเลย ยิ่งทำเร็วยิ่งดี แต่เคสหนูเป็นกรณีพิเศษที่หนูไม่ได้อยากยกเลิกเอง แต่เป็นเพราะสุขภาพ พี่จะลองไปคุยกับองค์กร(ฝั่งอเมริกา) ให้ว่าให้ลดกว่า 13,000บาท ได้มั้ย" เราเลยถามเขาไปว่า "จะไม่เสียเพิ่มแล้วใช่มั้ย พี่เขาก็ตอบว่าใช่แค่นี้จริงๆ มากสุดคือ 13,000บาท ยิ่งทำตอนนี้หนูจะได้เงินคืนก่อนปีใหม่เพราะว่าเดี๋ยวเขาหยุดยาวกัน" เราก็โอเค เดี๋ยวไปคุยกับผู้ปกครองก่อนแล้วมาให้คำตอบพี่เขาอีกที
จนบทสรุปคือเรายอมยกเลิกโครงการและโทรไปบอกพี่เขาในวันที่ 9 ธันวา 2017
ซึ่งเราได้ถามค่ายกเลิกหลายรอบมาก เพื่อที่จะคอนเฟิร์มว่าแค่นี้จริงๆ เพราะจำนวนมันค่อนข้างเยอะที่จะต้องเสียเงินไปฟรีๆ พี่เขาก็คอนเฟิร์มว่า 13,000บาท หรือน้อยกว่าถ้าคุยได้ แล้วให้เราส่งอีเมลไปว่ายกเลิกโครงการ เราก็ทำเสร็จเรียบร้อยภายในวันนั้นระบุจำนวนเงินที่คุยกับพี่เขาทางโทรศัพท์ส่งไปอีเมลนั้น และพี่เขาก็ส่งเมลมาว่าปรับสถานะเป็น "ยกเลิกโครงการ" ให้เรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินการให้และติดต่อกลับถ้ามีความคืบหน้า
รูปประกอบค่ะ
ผ่านไป 10กว่าวัน ไม่มีการติดต่อใดๆกลับมาเลยค่ะ เงียบหายไปเลย
เราเลยส่งเมลไปตามเขาวันที่ 20 ธันวา 2017
พอวันที่ 20 ตอนเย็นพี่อีกคนก็โทรมาบอกเราว่า พี่เขายังไม่ได้ดำเนินเรื่องให้ แต่มีงานใหม่มาเสนออยากทำมั้ย หรืออยากยกเลิก เราก็ตอบไปว่าขอดูรายละเอียดก่อนนะคะ จากนั้นเราก็อีเมลไปบอกเขาว่าอยากยกเลิกเนื่องจากว่าเราคิดว่าดำเนินการเรื่องไปแล้ว และเราก็ไม่ได้อยากไปแล้ว พี่เขาเลยบอกว่าน่าจะทำเรื่องให้และได้หลังปีใหม่ เราโอเคค่ะพี่รบกวนด้วยนะคะ เห็นตอนแรกบอกว่าก่อนปีใหม่ค่ะ
พอหลังปีใหม่ปุ้บ วันที่ 3มกรา 2018... ทางเอเจนซี่ก็ส่งเมลมาหาเราว่าต้องส่งเอกสารไปก่อนถึงจะดำเนินเรื่องให้
ตอนนั้นเราก็สงสัยและก็โมโหด้วยว่าทำไมถึงไม่บอกตั้งแต่ตอนแรก และตอนนี้พึ่งมาบอกเราก็เลยส่งเอกสารทั้งหมดไปและอีเมลไปหาฝ่ายเขาเชิงตำหนิว่าทำไมถึงไม่บอกเราตั้งแต่แรก ซึ่งเราคิดว่าเปิดปีใหม่มาน่าจะได้เงินคืนด้วยซ้ำ และเขาก็ส่งสัญญายกเลิกโครงการมาให้เราด้วย ซึ่งในนั้นระบุว่าจะได้เงิน คืนตอนวันที่ 30 พฤษภา 2018 และให้เรายอมรับเงื่อนไขในสัญญายกเลิกโครงการด้วย
จากนั้นไม่กี่วันก็มีพี่ผู้หญิงที่ไม่ใช่ 2 คนก่อนหน้า โทรมาหาเรา (ซึ่งพี่คนนี้ดีค่ะ) เขาโทรมารายงานความคืบหน้าให้เราฟังว่า เอกสารที่เราส่งไปได้รับแล้ว และเขาเป็นคนรับเรื่องเราต่อมา เราก็บอกพี่เขาไปว่ารบกวนให้ช่วยเร่งให้หน่อยนะคะ คือเราไม่ได้รีบใช้เงินแต่เราแค่อยากให้มันจบเฉยๆ พี่เขาก็บอกว่าได้ค่ะ เราก็โอเครอต่อไปค่ะ
พอวันที่ 10 มกรา 2018 พี่คนที่ดีๆ เขาโทรกลับมาใหม่
บอกเราว่า เราต้องถูกหักเงินจริงๆคือ 21,150บาทเพราะเราดำเนินเรื่องไปแล้ว ไม่ใช่ 13,000บาท และค่าวีซ่า 9,500บาทไม่ได้คืนด้วย...// ตอนนั้นคือเราไม่ยอม เราบอกพี่เขาว่าก็พี่คนแรกคอนเฟิร์มกับเราว่าแค่ 13,000บาทเพราะเรายังไม่ได้ดำเนินเรื่องอะไร เราเลยยกเลิกโครงการ เราเชื่อใจพี่เขา พี่เขาบอกจะทำให้ก่อนปีใหม่ด้วยซ้ำ ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ล่ะคะ? คือเราเสียความเขื่อใจกับพี่คนแรกเขาไปเลยค่ะ จากนั้นพี่คนที่ดีคนนี้เขาเลยให้เราลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง บอกเราว่าเราคุยกับพี่ชื่ออะไรจำได้มั้ย เราบอกเราไม่รู้จักชื่อเพราะไม่ได้ถาม พี่เขาเลยบอกว่าเราคุยกับพี่แค่ 3 คน คือ พี่หัวหน้า พี่คนที่ดูแลเรา และพี่เขา เราก็บอกไปว่าน่าจะเป็นคนที่พี่บอกว่าพี่หัวหน้าค่ะ จากนั้นพี่เขาก็บอกเราว่าจะไปคุยกับทีมงานเรื่องเราให้ เราก็ขอบคุณพี่เขาไปและรบกวนพี่เขาให้ช่วยเราหน่อย พี่เขาก็บอกว่าพี่เขาเข้าใจเพราะเงินมันไม่ใช่น้อยๆ แต่เดี๋ยวพี่เขาจะลองคุยดู
ต่อมาเย็นวันนั้น พี่ผู้หญิงคนแรก ก็โทรมาหาเรา...
ซึ่งพี่เขาบอกเราว่า "น้องต้องโดนหักตังทั้งหมดจาก 61,000บาท ไป31,000บาท ซึ่งรวมค่าวีซ่าด้วย" เราก็เลยบอกเขาไปว่าตอนนั้นพี่บอกหนูเองว่า 13,000บาทนะคะ หนูเลยยอมยกเลิกโครงการ ถ้าจ่าย 31,000บาท หนูคงไม่ยกเลิกโครงการอ่ะค่ะ และสิ่งที่พี่เขาตอบเรากลับมาคือ "งั้นแสดงว่าหนูไม่ยกเลิกแล้วใช่มั้ยคะ" ตอนนั้นเราเลยบอกว่ายกเลิกค่ะ แต่เราไม่ยอมเสีย 31,000บาท เพราะว่าพี่เขาพูดมาตั้งแต่แรกว่า 13,000บาท เขาเลยบอกว่า "พี่จะบอกหนูว่า 13,000บาทได้ยังไงคะ พี่ไม่มีเอกสารอยู่ในมือ" เราเลยบอกพี่เขาไปว่า "พี่ไม่มีเอกสารในมือแล้วพี่บอกจำนวนเงินหนูได้ยังไงคะ" พี่เขาเลยบอกว่า "งั้นหนูจะเอายังไงคะ? งั้นพี่ลดให้จาก 31,000บาท เหลือ 16,500บาท พวกพี่ไม่ได้เงินอะไรเลยจริงๆ" เราก็ยังไม่ยอมอีก เราถามเขาว่าทำไมไม่เป็น 13,000บาทเหมือนเดิมค่ะ เพราะว่าเราตกลงกันไว้แบบนั้น และที่เราสงสัยคือพี่เขาบอกว่าพี่เขาไม่มีส่วนในการตัดสินใจเรื่องเงิน แต่พอเราคุยโทรศัพท์กันสักพักจาก 31,000บาท กลายเป็น 16,500บาทภายในเวลาอันสั้นได้ยังไง?? พี่เขาไม่ต้องคุยก่อนหรอ ทั้งยังบอกว่าทางองค์กรไม่ได้เงินเลยจริงๆด้วย // พอเรายังไม่ยอมอีกพี่เขาก็เลยบอกว่า "งั้นพี่ควักตังพี่เองให้ แล้วหนูจ่าย13,000บาท จบนะ" คือเราก็โอเค 13,000บาทก็ได้ แต่ตรงนี้พี่เขาพูดจาไม่ดีเลยค่ะ เราเป็นลูกค้าแต่มาบอกว่าให้เราเสียตังเท่านี้ แล้วพูดว่าจบนะกับเรา เขาทำแบบนี้ได้หรอคะ?// จากนั้นเราเลยถามว่าจะได้คืนตอนไหนหรอคะ เขาก็บอกว่า "30 พฤษภา 2018" เราก็เลยบอกให้เขาช่วยเร่งให้ เพราะพี่บอกเองว่าจะให้เสร็จก่อนปีใหม่ด้วยซ้ำค่ะ จากนั้นพี่เขาก็เถียงเราและบอกว่า "พี่มั่นใจว่าพี่ไม่ได้พูด น้องเข้าใจผิด" คือเรารู้ว่าพี่เขาพูดเพราะเราคุยกับผู้ปกครองมาเองแต่พี่เขาไม่ยอมรับแล้วเราก็ไม่มีหลักฐาน เราเลยได้แต่บอกเขาว่า "งั้นรบกวนเร่งให้ได้มั้ยคะ ถ้าได้ก่อนหน้านั้นก็จะดีค่ะ" แล้วพี่เขาก็บอกว่า "ค่ะ 30พฤษภาค่ะ"
ปล.นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ได้จะปรักปรำนะคะ คือเราแค่คิดว่าถ้าพี่เขาจะไม่คุยกับทางองค์กร(ที่บอกว่าจะให้ลดการเสียค่าใช้จ่าย)ตั้งแต่แรกให้เรา และจะให้เรายอมรับสัญญาก็บอกมาตั้งแต่แรกก็น่าจะดีกว่าค่ะ
แล้วพี่เขาก็ส่งเมลมาเป็นหลักฐานที่เรากับพี่เขาได้คุยกัน และเวลาที่พี่เขาส่งคือ 16.30น. และเราต้องตอบกลับภายใน 17.30น. ของวันนั้น ไม่งั้นจะถือว่ายอมรับทุกอย่างที่พี่เขาเขียนมา ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราไม่ได้เปิดเมลเข้ามา แล้วพี่เขากรอกอะไรผิดๆ ไปเราก็ต้องยอมรับมันใช่มั้ยคะ?? มันถูกและสมควรหรอคะ?
สรุปตอนนี้เงินยังไม่ได้คืนค่ะ
แต่ที่มาเล่าเพราะอยาก...
ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลายๆคนที่อยากหาเอเจนซี่ไป โครงการต่างๆกับทางเอเจนซี่นะคะ
แต่ละบริษัทก็มีคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันค่ะ ไม่ใช่ทุกคนจะแย่ไปหมดนะคะ คนดีๆในองค์กรก็มีเยอะค่ะ เราไม่อยากให้เหมารวมว่าองค์กรไม่ดีแต่ว่าบุคคลากรในองค์กรก็เป็นส่วนนึงที่แสดงภาพลักษณ์ขององค์กร จึงอยากเป็นคนนึงที่แสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่พบเจอมาและอยากให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ด้วยเพื่อจะได้สร้างความไว้วางใจกับลูกค้าที่ต้องการอยากจะไปโครงการต่างๆค่ะ
*Update วันที่ 19 ม.ค. 2561
ทางองค์กรได้โทรมาหาเราและบอกว่ามีข่าวดีจะมาบอกค่ะ คือเราจะโดนหักแค่ 9,000 เท่านั้น สรุปคือเราจะได้เงินคืนทั้งหมด 52,000 บาทค่ะ เพราะพี่เขาบอกว่าคุยกับทางองค์กรฝั่งอเมริกาเรื่องลดค่าใช้จ่ายให้แล้ว และอาจจะได้ตังคืนภายในอาทิตย์หน้า (ช่วง 22-27 ม.ค. ค่ะ) (พี่เจ้าหน้าที่คนที่โทรมา เขาขอโทษเราเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมและยินดีที่จะปรับปรุงแก้ไขการบริการในภายหลังค่ะ)
ปล. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลังจากที่พี่เจ้าหน้าที่คนแรกบอกว่า ให้จ่าย 13,000 บาทจาก 31,000 บาท และบอกให้จบเรื่อง ถึงได้มีการคุยกับองค์กรทางฝั่งนู้นและมีการประชุมกับผู้ใหญ่ในบริษัทเกิดขึ้น จนเราได้ลดการหักค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะทำตั้งแต่แรกแล้ว จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อตัวเจ้าหน้าที่และความรู้สึกของลูกค้าอย่างเรา แต่ยังไงก็ขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่ ที่ได้ดำเนินเรื่องให้เรานะคะ
ปล.เราคิดว่าถ้าเรายอมเขาตั้งแต่ตอนแรก คงต้องจ่ายเงินสามหมื่นจริงๆ แล้วล่ะค่ะ
**Update** ล่าสุดดด เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2561
ได้เงินคืนแล้วค่ะ ☺☺
สำหรับคนที่กำลังจะไปหรือตัดสินใจอยู่ก็สู้ๆนะคะ☺
ปล.ยังไงต้องขอโทษทางเอเจนซี่ที่ทำให้เกิดเรื่องที่ยากลำบากขึ้นด้วย เพราะความไม่รอบคอบของตัวเองด้วยนะคะ
ปล.เพิ่มเติมรบกวนหลังไมค์นะคะ