บทที่ 10
“แล้วจำได้ไหมว่าพูดอะไร”เอื้องคำยังคงเท้าความ เห็นแล้วอาการลอบถอนหายใจนั่น
“ก็…ก็พอจำได้”
“พูดอะไรล่ะ”
“ก็…บางอย่างมันไม่ต้องจำก็ได้”การตัดบทนุ่มนวลแฝงแววรั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นัก “เราก็กลับมาหาเอื้องแล้วไงอยู่ตรงนี้กับเอื้อง กอดเอื้องแบบนี้ไง”
“ตัวบอกว่าเล่นๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส ห้ามจริงจัง” เสียงของหญิงสาวคล้ายสำลักดวงตามีหยดน้ำหล่อลื่น กลืนความขมขื่นที่ปลาบขึ้นมาในอก
เธอจำคำพูดของเขาได้หมด พอๆกับที่จำร่องรอยสัมผัสนั่นได้
ใคร…อยากจะจริงจังกับคนฐานะอย่างเธอแม่หม้ายลูกสาม จบแค่มัธยมต้น หนำซ้ำเป็นแค่เด็กเสิร์ฟ มีแต่หนี้สินไม่คู่ควรกับนักเรียนนอกการศึกษาสูง ผู้เป็นองค์ชายน้อยของเทวนิรมิต
“เราขอโทษ”เสียงสั่นร้อนใจ นิ้วแตะบนหยดน้ำตาอุ่น “แต่เราก็กลับมาแล้ว”
…พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน…
(เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา)
“สองเดือนกว่าที่ตัวหายไปทิ้งเค้าให้คิดมากคนเดียว ให้รอคอยทุกวัน” เอื้องคำกลืนความน้อยใจลงคออย่างยากเย็นมือสั่นคว้าบุหรี่อีกมวนมาจุด
“ตอนนี้ไม่ต้องคิดมากแล้วไม่ต้องรอแล้ว เพราะเราอยู่นี่ และจะไม่ไปไหน เราสัญญา” ตุลย์คลายอ้อมแขนออกจากร่างคนที่นั่งชิดอยู่ข้างๆยื่นนิ้วก้อยให้ “สัญญา”
“อะไร”
“เกี่ยวก้อยสัญญาไง”รอยยิ้มละมุน เอาใจนัก “เราจะอยู่กับเอื้อง เราจริงจังกับเอื้อง และเอื้องก็ต้องหายโกรธหายงอน หายน้อยใจ เราดีกันนะ”
“เดี๋ยวตัวก็หายไปอีก”หญิงสาวปลาบขึ้นมาในหัวใจ เหลือบมองคนที่เอียงคอส่งสายตาระยิบ
“ไม่หายแล้วอาจมีบ้าง ที่ไม่ได้มา เพราะติดงาน แต่จะรายงานเอื้องตลอดเลยดีไหม ดีกันนะคนดี”เขาชูนิ้วก้อยขึ้น รอยยิ้มยังคงวาววับเอาใจ “นะ…เกี่ยวก้อย สัญญา”
หากอีกฝ่ายเบี่ยงหน้าไปอีกทางรับรู้ถึงหลังมือของเขาลดลงแตะเป็นจังหวะกับมือของเธอ
“นะเอื้อง…” รอยยิ้มประจบประแจงดวงตาลึกซึ้ง “น๊า…นะจ๊ะคนดี”
เอื้องคำรู้สึกว่าหัวใจที่เบาบางของเธอกำลังลอยขึ้นมันแวบปลาบบีบให้เจ็บแปลบเพียงนิดเดียว แต่ก็กระตุกด้วยความดีใจ
“แล้วเกี่ยวยังไง”คนถามพยายามกลบรอยยิ้ม เมื่อเห็นอาการลิงโลดดีใจที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา
“อย่างนี้”ตุลย์จับมืออีกฝ่ายขึ้นคล้องนิ้วก้อยของเขาเกี่ยวกับอีกฝ่าย “ดีกันอยู่ด้วยกันแบบนี้”
“จะอยู่อีกนานเท่าไหร่เชียว”หญิงสาวดับบุหรี่ในมือ
“นาน…เราสัญญาตราบที่เอื้องต้องการ” มือที่ไม่ได้เกี่ยวก้อย ยกขึ้นลูกแก้มนวล นิ้วโป้งแตะเบาๆที่เปลือกตาสวย “เราจะไม่ทำให้เอื้องต้องร้องไห้เพราะเราอีก”
“ก็ไม่ได้ร้อง”
คำปฏิเสธของคนที่เชิดหน้าเล็กน้อยทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู
“อ่ะไม่ได้ร้องก็ไม่ได้ร้อง” คนพูดย่นจมูกยิ้มละไม “นี่มันตีสามแล้ว ขึ้นไปพักผ่อนเถอะแล้วอย่าคิดมาก และห้ามสูบบุหรี่มากด้วย”
“เป็นห่วงด้วยเหรอ”
“ห่วงสิทั้งห่วง ทั้งคิดถึงใจจะขาด” เขาลุกขึ้น ฉุดแขนอีกฝ่ายให้ลุกตาม อ้อมแขนรัดเอวของร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวลชวนหลงใหลพาเดินมาที่โถงลิฟต์
“จะขึ้นไปไหม”เอื้องคำมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง พยายามกลบไฟปรารถนาที่ระอุจนแน่นอก
“ไม่ดีกว่าเอาไว้วันหลัง” อีกครั้งที่เขาปฏิเสธ “เกรงใจ และเราอยากให้เอื้องพัก แค่นี้ก็กวนเอื้องมากพอแล้ว”
หากเพียงแค่เธอจะก้าวเข้าลิฟต์ที่เปิดออกเขาก็รั้งแขนเธอ แล้วทวง
“วันนี้ยังไม่ได้หอมแก้มเราเลย”
นั่นทำให้ทั้งดวงหน้าของหญิงสาวคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเขย่งตัว ยื่นหน้าไปหอมฟอดใหญ่ที่แก้มซ้ายของคนช่างทวง
“ชื่นใจ”แม้จะบอกเช่นนั้น แต่เขาก็ยังไม่คลายมือจากแขนเธอ สายตาเปี่ยมด้วยแรงเสน่หาที่อัดแน่นเต็มอกพอๆกัน
หากในที่สุดเขาก็ปล่อยมองร่างของหญิงสาวที่เดินเข้าไป
มองใบหน้าสวยอันพิลี้พิไลที่ประทับอยู่ในหัวทำให้ใจเขาว้าวุ่น และความคิดปั่นป่วนมาหลายเดือน
ใจอยากจะก้าวตามให้สมมาดปรารถนาแต่…เร็วไป
ครั้งโน้นก็ทีแล้วพลาดเพราะความเมาเหล้า เมาอารมณ์
ครั้งนี้…เขายิ่งต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้นอยากสร้างความมั่นใจให้เอื้องคำ ว่าเขาจริงจังและจริงใจ ไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาแค่หวังความสุขที่เสพสมอารมณ์หมายแค่ชั่วคืนหรือเห็นเธอเป็นแค่รสพิศวาสแค่ชั่วคราวเท่านั้น
เพราะถ้าเอื้องคำจริงจังกับเขาตุลย์ก็อยากให้เธอรู้ว่าเขาจริงจังและจริงใจกับเธอ
“หมู่นี้ตุลย์ดูร่าเริงผิดปรกติ”กำธรเปรยกับน้องชาย “หรือว่ามันหาเงินมาซื้อหุ้นได้แล้ว”
“เงินกว่าสามสิบล้านไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ”
“ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนนี่ได้ยินว่านังคุณมณีรัตน์แม่ขออีรินยื่นมือมาช่วย”
“จะช่วยได้เท่าไหร่กัน”ภวัตส่ายหน้า “เราควรเป็นห่วงอรดีมากกว่า มีแววว่าจะเข้าข้างไอ้ตุลย์พอควรทีเดียวยอมตามใจเสียทุกอย่าง”
“ไม่มีอะไรหรอกก็คงอยากเอาใจ เพื่อให้ทำงานราบรื่นเพราะไม่รู้ว่าไอ้ตุลย์จะยกอะไรมางัดข้อกับฝั่งเราอีก” กำธรยักไหล่“ขนาดค่าเอนเตอร์เทนที่พวกเราค้างเทวนิรมิตเป็นแสนๆ อรดีก็ช่วยดูแล ยกหนี้ให้อีก”
“ก็ใช่กลัวว่ามันจะมีนอกในมากกว่านั้น ว่าแต่ไปที่เทวนิรมิตบ้างหรือเปล่า”
“ไม่ค่อยได้เข้าตั้งแต่ไอ้ตุลย์ไปวุ่นวายคลุกอยู่ที่นั้นแทบทุกคืน”
“คงไปคุมเชิงกันพวกเรา” นี่คือเกมส์ที่ภวัตอ่าน พอรู้จักสันดานของหลานชาย“บางทีพวกเราก็ควรแวะไปบ้าง ถึงยังไงแม่ของยัยตุ๊กตาก็อยู่ฝั่งเราอีกทั้งหุ้นของพี่จงกลเราก็ควบคุมอยู่”
“อือเดี๋ยวกูเข้าไป ยิ่งตอนนี้นิมมานมีพนักงานสาวๆ สวยๆ หลายคน เอามากอดๆ ลูบๆ เล่นๆสักสองสามคน กูประหยัดค่าพริตตี้ไปเยอะเลยว่ะ”
“พูดถึงพี่จงกล”กำธรขมวดคิ้วด้วยความคิด “ดูๆ พักหลังอาการดีขึ้น ไม่ค่อยยอมฟังเรากลับไปฟังลูกชายสุดที่รักเหมือนเดิม”
“หรือว่ามนต์ดำของคลาย”
“ไม่รู้อาทิตย์หน้ากูจะข้ามไปฝั่งโน้น อยู่เล่นสักสองสามวัน และไปปรึกษากับอาจารย์แต่ระดับนี้แล้ว ถ้าคลายแสดงว่าของๆ ไอ้ตุลย์มันแรงพอตัว”
“รีบๆ หน่อยเราจะเสียเสียงของพี่จงกลไปไม่ได้ ตอนนี้รวมหุ้นของเตชน์ที่พี่จงกลถือก็หกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ สั่งค้านอะไรได้สบาย”
“ค้านหนักๆ คราวนี้ไอ้ตุลย์ถึงไม่ตายก็ต้องตายทั้งเป็น” กำธรหัวเราะ
“แต่ช่วงนี้พี่เพลาๆเรื่องไปที่บรรดาร้านของเทวนิรมิต ไอ้ตุลย์จับตาดูค่าใช้จ่ายของเราอยู่”
“กูไปน่ะดีมันจะได้รู้ว่ากูก็มีปัญญาจ่าย และกูไม่เกรงกลัวมัน อีกอย่างก็ที่บอกเด็กที่ร้านแจ่ม เอากับอีพวกนั้นประหยัดค่าจ้างพริตตี้มานั่งคุย มานอนด้วยแถมได้จับโน่นนิดนี่หน่อย กอดบ้าง แตะบ้าง มันก็ชื่นใจดี เด็กๆมันก็สมยอมกันทั้งนั้น”
กำธรหมายมั่นปั้นมือ…เด็กที่ร้านนิมมานเด็ดสมกับราคาอาหารและเครื่องดื่ม แล้วยังมีเด็กคนนั้น…เอื้อง
สวยบาดตาบาดใจนักหาผู้หญิงสวยติดตา ติดใจเช่นนี้ยาก แถมเป็นแม่ม่ายชอบดื่ม สูบบุหรี่ยอมนั่งคุยกับเขา ไม่ได้รังเกียจตอนเขาเขยิบชิด
นี่เอาเงินตบนิดตบหน่อย…ก็จะไม่แค่คุยแล้ว
ธัญญาเห็นใบหน้าเคร่งเครียดและอาการเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องคนสนิทที่เธอชักชวนมาทำงานที่นิมมาน
อาการแบบนี้…หนัก
และ…หนักไม่ใช่เพราะเรื่องหนี้สิน เงินทอง หรือเรื่องลูก
แต่เป็นเรื่องปัญหาหัวใจ
เรื่องความรักมักทำให้หลายคนเคว้งเสียศูนย์ คิดจนเครียด และความรักก็ทำให้เอื้องคำเป็นเช่นนั้น
รักที่ล้มเหลวผ่านการแต่งงาน แล้วลงเอยด้วยการเลิกรา สร้างบาดแผลอันแสนเจ็บปวดให้แก่เอื้องคำและแม้จะผ่านมาจวบปีครึ่ง หากแผลที่กลายเป็นแผลเป็นก็ยังกรีดย้ำเป็นพักๆ
ใครอื่นที่เข้ามา…ก็จากไปทำให้เจ็บอีกครั้ง เหลือแต่รอยรัก รอยอาลัย ที่ทำให้คิด…คิดถึงอาวรณ์จนทรมาน
ผ่านมาหลายเดือนก็เหมือนอาการจะดีขึ้น แต่ก็ราวว่า…ความเจ็บยังไม่จางหาย
“มีอะไรอีก” ธัญญาถาม“สมหวังเหรอ มันตื้อไม่ปล่อยขนาดนี้ก็ยอมๆ ไปเถอะ ให้มันสมหวังเหมือนชื่อ”
“อือ…”หญิงสาวรับคำในลำคอ ดวงตาเศร้า ก่อนหลบออกมาจุดบุหรี่สูบ
“หรือว่ามีอีกคนแล้วเลือกไม่ถูกเลยกลุ้มใจ” คนเป็นเพื่อนและเจ้านายเดินตามหลังมาคาดคั้นจากสายตาและกิริยาของอีกฝ่ายยืนยันว่า…ใช่ “ใครวะ”
“คนที่เป็นไปไม่ได้”
“ทำไม”
“คนฐานะแบบนั้นใครเขาจะมาจริงใจกับเรา คบกันก็ไปไม่รอด”
“ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่าแกเลือกสมหวัง”ธัญญาถอนหายใจ “แต่แทนที่จะด่วนเลือก แกไม่ลองถามความรู้สึกตัวเอง เปิดโอกาสให้โอกาสตัวเอง แทนที่จะตัดความสัมพันธ์ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มเพียงเพราะฐานะ”
“ถ้าเอื้องเลือกอีกคนก็สงสารสมหวัง” เพราะตอนที่…อีกคนหายไป เธอก็มีสมหวังเข้ามาเติมเต็ม มาตื้อง้อมาเป็นความหวังให้ร่างกายที่มีความต้องการมากมายนัก
“ไปนั่นหรือจะจับปลาสองมือ”
“ไม่รู้…อีกคนก็คิดถึงโหยหา แต่อีกคนก็สงสาร”
“ตัวเลือกเยอะจัดหัวใจแกบอกยังไงก็เอาอย่างนั้นแหละ”
“ใครเขาจะอยากได้คนอย่างเอื้อง”
“อย่างน้อยก็สองคนที่อยากได้”ธัญญาหัวเราะ มองอีกฝ่ายที่ก้มหน้าอ่านข้อความในมือถือ “อยู่กับใครและสบายใจไม่หงุดหงิดใจ ก็เลือกคนนั้น อย่ามัวมองฐานะบ้าบออะไร มันจะทุกข์เปล่าๆแถมปิดโอกาสตัวเองที่จะมีความสุขอีกด้วย”
ความสุขเหรอ…เอื้องคำไม่ได้สัมผัสมันมานานแสนนาน
ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางใจหรือทางกาย
ความสุขทางกาย…แม้ก่อนแยกทางกับสามีก็น้อยนักหากพอจะมีใครก็เพียงไม่นาน แค่เสพสุขชั่วครู่แล้วจบกันไป ไม่ตราตรึงใจ
ใจ…สุขสมอารมณ์หมายอีกครั้งเพราะตุลย์ในคืนนั้นทำให้เธอเฝ้าโหยหาย ใคร่ต้องการที่จะครอบครองความสุขนั่นอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่สุขในรสรักแต่สุขเพราะความอบอุ่นที่คนเมาแสดงออกมาให้รับรู้ ทำให้ลืมความทุกข์ในชีวิตไปชั่วขณะ
ชีวิตที่ทุกข์…มาตั้งแต่จำความได้
ชีวิตที่ว้าเหว่ขาดความอบอุ่น ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เล็ก พ่อไม่เคยสนใจ แม่ก็ต้องห่างไกล โตมากับตายายที่ไม่เคยรักหลานหรือลูกคนไหน
ชีวิตที่ขาดความรัก…มีความสุขที่ไม่จีรังจะสุขก็เมื่อมีใครสักคนเติมเต็ม ดูแล ออดอ้อนเอาใจ
ชีวิตที่ต้องดูแลคนอื่นทำงานบริการ เอาใจลูกค้า ต้องการแค่ใครสักคนมาเอาใจ มาเติมเต็ม หากการเติมเต็มก็มาพร้อมกับความใคร่คาวโลกีย์ จนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความรัก หรือความสุข
จนบางทีเธอต้องคิดเสมอว่าความสุขจริงๆนั้นเป็นเช่นไร
(ต่อ)
เปลวพิศวาส (บทที่ 10) โดย มานัส
“แล้วจำได้ไหมว่าพูดอะไร”เอื้องคำยังคงเท้าความ เห็นแล้วอาการลอบถอนหายใจนั่น
“ก็…ก็พอจำได้”
“พูดอะไรล่ะ”
“ก็…บางอย่างมันไม่ต้องจำก็ได้”การตัดบทนุ่มนวลแฝงแววรั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นัก “เราก็กลับมาหาเอื้องแล้วไงอยู่ตรงนี้กับเอื้อง กอดเอื้องแบบนี้ไง”
“ตัวบอกว่าเล่นๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส ห้ามจริงจัง” เสียงของหญิงสาวคล้ายสำลักดวงตามีหยดน้ำหล่อลื่น กลืนความขมขื่นที่ปลาบขึ้นมาในอก
เธอจำคำพูดของเขาได้หมด พอๆกับที่จำร่องรอยสัมผัสนั่นได้
ใคร…อยากจะจริงจังกับคนฐานะอย่างเธอแม่หม้ายลูกสาม จบแค่มัธยมต้น หนำซ้ำเป็นแค่เด็กเสิร์ฟ มีแต่หนี้สินไม่คู่ควรกับนักเรียนนอกการศึกษาสูง ผู้เป็นองค์ชายน้อยของเทวนิรมิต
“เราขอโทษ”เสียงสั่นร้อนใจ นิ้วแตะบนหยดน้ำตาอุ่น “แต่เราก็กลับมาแล้ว”
…พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน…
(เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา)
“สองเดือนกว่าที่ตัวหายไปทิ้งเค้าให้คิดมากคนเดียว ให้รอคอยทุกวัน” เอื้องคำกลืนความน้อยใจลงคออย่างยากเย็นมือสั่นคว้าบุหรี่อีกมวนมาจุด
“ตอนนี้ไม่ต้องคิดมากแล้วไม่ต้องรอแล้ว เพราะเราอยู่นี่ และจะไม่ไปไหน เราสัญญา” ตุลย์คลายอ้อมแขนออกจากร่างคนที่นั่งชิดอยู่ข้างๆยื่นนิ้วก้อยให้ “สัญญา”
“อะไร”
“เกี่ยวก้อยสัญญาไง”รอยยิ้มละมุน เอาใจนัก “เราจะอยู่กับเอื้อง เราจริงจังกับเอื้อง และเอื้องก็ต้องหายโกรธหายงอน หายน้อยใจ เราดีกันนะ”
“เดี๋ยวตัวก็หายไปอีก”หญิงสาวปลาบขึ้นมาในหัวใจ เหลือบมองคนที่เอียงคอส่งสายตาระยิบ
“ไม่หายแล้วอาจมีบ้าง ที่ไม่ได้มา เพราะติดงาน แต่จะรายงานเอื้องตลอดเลยดีไหม ดีกันนะคนดี”เขาชูนิ้วก้อยขึ้น รอยยิ้มยังคงวาววับเอาใจ “นะ…เกี่ยวก้อย สัญญา”
หากอีกฝ่ายเบี่ยงหน้าไปอีกทางรับรู้ถึงหลังมือของเขาลดลงแตะเป็นจังหวะกับมือของเธอ
“นะเอื้อง…” รอยยิ้มประจบประแจงดวงตาลึกซึ้ง “น๊า…นะจ๊ะคนดี”
เอื้องคำรู้สึกว่าหัวใจที่เบาบางของเธอกำลังลอยขึ้นมันแวบปลาบบีบให้เจ็บแปลบเพียงนิดเดียว แต่ก็กระตุกด้วยความดีใจ
“แล้วเกี่ยวยังไง”คนถามพยายามกลบรอยยิ้ม เมื่อเห็นอาการลิงโลดดีใจที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา
“อย่างนี้”ตุลย์จับมืออีกฝ่ายขึ้นคล้องนิ้วก้อยของเขาเกี่ยวกับอีกฝ่าย “ดีกันอยู่ด้วยกันแบบนี้”
“จะอยู่อีกนานเท่าไหร่เชียว”หญิงสาวดับบุหรี่ในมือ
“นาน…เราสัญญาตราบที่เอื้องต้องการ” มือที่ไม่ได้เกี่ยวก้อย ยกขึ้นลูกแก้มนวล นิ้วโป้งแตะเบาๆที่เปลือกตาสวย “เราจะไม่ทำให้เอื้องต้องร้องไห้เพราะเราอีก”
“ก็ไม่ได้ร้อง”
คำปฏิเสธของคนที่เชิดหน้าเล็กน้อยทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู
“อ่ะไม่ได้ร้องก็ไม่ได้ร้อง” คนพูดย่นจมูกยิ้มละไม “นี่มันตีสามแล้ว ขึ้นไปพักผ่อนเถอะแล้วอย่าคิดมาก และห้ามสูบบุหรี่มากด้วย”
“เป็นห่วงด้วยเหรอ”
“ห่วงสิทั้งห่วง ทั้งคิดถึงใจจะขาด” เขาลุกขึ้น ฉุดแขนอีกฝ่ายให้ลุกตาม อ้อมแขนรัดเอวของร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวลชวนหลงใหลพาเดินมาที่โถงลิฟต์
“จะขึ้นไปไหม”เอื้องคำมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง พยายามกลบไฟปรารถนาที่ระอุจนแน่นอก
“ไม่ดีกว่าเอาไว้วันหลัง” อีกครั้งที่เขาปฏิเสธ “เกรงใจ และเราอยากให้เอื้องพัก แค่นี้ก็กวนเอื้องมากพอแล้ว”
หากเพียงแค่เธอจะก้าวเข้าลิฟต์ที่เปิดออกเขาก็รั้งแขนเธอ แล้วทวง
“วันนี้ยังไม่ได้หอมแก้มเราเลย”
นั่นทำให้ทั้งดวงหน้าของหญิงสาวคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเขย่งตัว ยื่นหน้าไปหอมฟอดใหญ่ที่แก้มซ้ายของคนช่างทวง
“ชื่นใจ”แม้จะบอกเช่นนั้น แต่เขาก็ยังไม่คลายมือจากแขนเธอ สายตาเปี่ยมด้วยแรงเสน่หาที่อัดแน่นเต็มอกพอๆกัน
หากในที่สุดเขาก็ปล่อยมองร่างของหญิงสาวที่เดินเข้าไป
มองใบหน้าสวยอันพิลี้พิไลที่ประทับอยู่ในหัวทำให้ใจเขาว้าวุ่น และความคิดปั่นป่วนมาหลายเดือน
ใจอยากจะก้าวตามให้สมมาดปรารถนาแต่…เร็วไป
ครั้งโน้นก็ทีแล้วพลาดเพราะความเมาเหล้า เมาอารมณ์
ครั้งนี้…เขายิ่งต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้นอยากสร้างความมั่นใจให้เอื้องคำ ว่าเขาจริงจังและจริงใจ ไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาแค่หวังความสุขที่เสพสมอารมณ์หมายแค่ชั่วคืนหรือเห็นเธอเป็นแค่รสพิศวาสแค่ชั่วคราวเท่านั้น
เพราะถ้าเอื้องคำจริงจังกับเขาตุลย์ก็อยากให้เธอรู้ว่าเขาจริงจังและจริงใจกับเธอ
“หมู่นี้ตุลย์ดูร่าเริงผิดปรกติ”กำธรเปรยกับน้องชาย “หรือว่ามันหาเงินมาซื้อหุ้นได้แล้ว”
“เงินกว่าสามสิบล้านไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ”
“ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนนี่ได้ยินว่านังคุณมณีรัตน์แม่ขออีรินยื่นมือมาช่วย”
“จะช่วยได้เท่าไหร่กัน”ภวัตส่ายหน้า “เราควรเป็นห่วงอรดีมากกว่า มีแววว่าจะเข้าข้างไอ้ตุลย์พอควรทีเดียวยอมตามใจเสียทุกอย่าง”
“ไม่มีอะไรหรอกก็คงอยากเอาใจ เพื่อให้ทำงานราบรื่นเพราะไม่รู้ว่าไอ้ตุลย์จะยกอะไรมางัดข้อกับฝั่งเราอีก” กำธรยักไหล่“ขนาดค่าเอนเตอร์เทนที่พวกเราค้างเทวนิรมิตเป็นแสนๆ อรดีก็ช่วยดูแล ยกหนี้ให้อีก”
“ก็ใช่กลัวว่ามันจะมีนอกในมากกว่านั้น ว่าแต่ไปที่เทวนิรมิตบ้างหรือเปล่า”
“ไม่ค่อยได้เข้าตั้งแต่ไอ้ตุลย์ไปวุ่นวายคลุกอยู่ที่นั้นแทบทุกคืน”
“คงไปคุมเชิงกันพวกเรา” นี่คือเกมส์ที่ภวัตอ่าน พอรู้จักสันดานของหลานชาย“บางทีพวกเราก็ควรแวะไปบ้าง ถึงยังไงแม่ของยัยตุ๊กตาก็อยู่ฝั่งเราอีกทั้งหุ้นของพี่จงกลเราก็ควบคุมอยู่”
“อือเดี๋ยวกูเข้าไป ยิ่งตอนนี้นิมมานมีพนักงานสาวๆ สวยๆ หลายคน เอามากอดๆ ลูบๆ เล่นๆสักสองสามคน กูประหยัดค่าพริตตี้ไปเยอะเลยว่ะ”
“พูดถึงพี่จงกล”กำธรขมวดคิ้วด้วยความคิด “ดูๆ พักหลังอาการดีขึ้น ไม่ค่อยยอมฟังเรากลับไปฟังลูกชายสุดที่รักเหมือนเดิม”
“หรือว่ามนต์ดำของคลาย”
“ไม่รู้อาทิตย์หน้ากูจะข้ามไปฝั่งโน้น อยู่เล่นสักสองสามวัน และไปปรึกษากับอาจารย์แต่ระดับนี้แล้ว ถ้าคลายแสดงว่าของๆ ไอ้ตุลย์มันแรงพอตัว”
“รีบๆ หน่อยเราจะเสียเสียงของพี่จงกลไปไม่ได้ ตอนนี้รวมหุ้นของเตชน์ที่พี่จงกลถือก็หกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ สั่งค้านอะไรได้สบาย”
“ค้านหนักๆ คราวนี้ไอ้ตุลย์ถึงไม่ตายก็ต้องตายทั้งเป็น” กำธรหัวเราะ
“แต่ช่วงนี้พี่เพลาๆเรื่องไปที่บรรดาร้านของเทวนิรมิต ไอ้ตุลย์จับตาดูค่าใช้จ่ายของเราอยู่”
“กูไปน่ะดีมันจะได้รู้ว่ากูก็มีปัญญาจ่าย และกูไม่เกรงกลัวมัน อีกอย่างก็ที่บอกเด็กที่ร้านแจ่ม เอากับอีพวกนั้นประหยัดค่าจ้างพริตตี้มานั่งคุย มานอนด้วยแถมได้จับโน่นนิดนี่หน่อย กอดบ้าง แตะบ้าง มันก็ชื่นใจดี เด็กๆมันก็สมยอมกันทั้งนั้น”
กำธรหมายมั่นปั้นมือ…เด็กที่ร้านนิมมานเด็ดสมกับราคาอาหารและเครื่องดื่ม แล้วยังมีเด็กคนนั้น…เอื้อง
สวยบาดตาบาดใจนักหาผู้หญิงสวยติดตา ติดใจเช่นนี้ยาก แถมเป็นแม่ม่ายชอบดื่ม สูบบุหรี่ยอมนั่งคุยกับเขา ไม่ได้รังเกียจตอนเขาเขยิบชิด
นี่เอาเงินตบนิดตบหน่อย…ก็จะไม่แค่คุยแล้ว
ธัญญาเห็นใบหน้าเคร่งเครียดและอาการเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องคนสนิทที่เธอชักชวนมาทำงานที่นิมมาน
อาการแบบนี้…หนัก
และ…หนักไม่ใช่เพราะเรื่องหนี้สิน เงินทอง หรือเรื่องลูก
แต่เป็นเรื่องปัญหาหัวใจ
เรื่องความรักมักทำให้หลายคนเคว้งเสียศูนย์ คิดจนเครียด และความรักก็ทำให้เอื้องคำเป็นเช่นนั้น
รักที่ล้มเหลวผ่านการแต่งงาน แล้วลงเอยด้วยการเลิกรา สร้างบาดแผลอันแสนเจ็บปวดให้แก่เอื้องคำและแม้จะผ่านมาจวบปีครึ่ง หากแผลที่กลายเป็นแผลเป็นก็ยังกรีดย้ำเป็นพักๆ
ใครอื่นที่เข้ามา…ก็จากไปทำให้เจ็บอีกครั้ง เหลือแต่รอยรัก รอยอาลัย ที่ทำให้คิด…คิดถึงอาวรณ์จนทรมาน
ผ่านมาหลายเดือนก็เหมือนอาการจะดีขึ้น แต่ก็ราวว่า…ความเจ็บยังไม่จางหาย
“มีอะไรอีก” ธัญญาถาม“สมหวังเหรอ มันตื้อไม่ปล่อยขนาดนี้ก็ยอมๆ ไปเถอะ ให้มันสมหวังเหมือนชื่อ”
“อือ…”หญิงสาวรับคำในลำคอ ดวงตาเศร้า ก่อนหลบออกมาจุดบุหรี่สูบ
“หรือว่ามีอีกคนแล้วเลือกไม่ถูกเลยกลุ้มใจ” คนเป็นเพื่อนและเจ้านายเดินตามหลังมาคาดคั้นจากสายตาและกิริยาของอีกฝ่ายยืนยันว่า…ใช่ “ใครวะ”
“คนที่เป็นไปไม่ได้”
“ทำไม”
“คนฐานะแบบนั้นใครเขาจะมาจริงใจกับเรา คบกันก็ไปไม่รอด”
“ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่าแกเลือกสมหวัง”ธัญญาถอนหายใจ “แต่แทนที่จะด่วนเลือก แกไม่ลองถามความรู้สึกตัวเอง เปิดโอกาสให้โอกาสตัวเอง แทนที่จะตัดความสัมพันธ์ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มเพียงเพราะฐานะ”
“ถ้าเอื้องเลือกอีกคนก็สงสารสมหวัง” เพราะตอนที่…อีกคนหายไป เธอก็มีสมหวังเข้ามาเติมเต็ม มาตื้อง้อมาเป็นความหวังให้ร่างกายที่มีความต้องการมากมายนัก
“ไปนั่นหรือจะจับปลาสองมือ”
“ไม่รู้…อีกคนก็คิดถึงโหยหา แต่อีกคนก็สงสาร”
“ตัวเลือกเยอะจัดหัวใจแกบอกยังไงก็เอาอย่างนั้นแหละ”
“ใครเขาจะอยากได้คนอย่างเอื้อง”
“อย่างน้อยก็สองคนที่อยากได้”ธัญญาหัวเราะ มองอีกฝ่ายที่ก้มหน้าอ่านข้อความในมือถือ “อยู่กับใครและสบายใจไม่หงุดหงิดใจ ก็เลือกคนนั้น อย่ามัวมองฐานะบ้าบออะไร มันจะทุกข์เปล่าๆแถมปิดโอกาสตัวเองที่จะมีความสุขอีกด้วย”
ความสุขเหรอ…เอื้องคำไม่ได้สัมผัสมันมานานแสนนาน
ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางใจหรือทางกาย
ความสุขทางกาย…แม้ก่อนแยกทางกับสามีก็น้อยนักหากพอจะมีใครก็เพียงไม่นาน แค่เสพสุขชั่วครู่แล้วจบกันไป ไม่ตราตรึงใจ
ใจ…สุขสมอารมณ์หมายอีกครั้งเพราะตุลย์ในคืนนั้นทำให้เธอเฝ้าโหยหาย ใคร่ต้องการที่จะครอบครองความสุขนั่นอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่สุขในรสรักแต่สุขเพราะความอบอุ่นที่คนเมาแสดงออกมาให้รับรู้ ทำให้ลืมความทุกข์ในชีวิตไปชั่วขณะ
ชีวิตที่ทุกข์…มาตั้งแต่จำความได้
ชีวิตที่ว้าเหว่ขาดความอบอุ่น ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เล็ก พ่อไม่เคยสนใจ แม่ก็ต้องห่างไกล โตมากับตายายที่ไม่เคยรักหลานหรือลูกคนไหน
ชีวิตที่ขาดความรัก…มีความสุขที่ไม่จีรังจะสุขก็เมื่อมีใครสักคนเติมเต็ม ดูแล ออดอ้อนเอาใจ
ชีวิตที่ต้องดูแลคนอื่นทำงานบริการ เอาใจลูกค้า ต้องการแค่ใครสักคนมาเอาใจ มาเติมเต็ม หากการเติมเต็มก็มาพร้อมกับความใคร่คาวโลกีย์ จนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความรัก หรือความสุข
จนบางทีเธอต้องคิดเสมอว่าความสุขจริงๆนั้นเป็นเช่นไร
(ต่อ)