การเลือกตั้งทางเศรษฐกิจกับระบอบประชาธิปไตยประหลาด

อาจจะต้องหยิบเอาคำเก่าเล่าความเดิม นำมาเกริ่นนำกันอีกสักที เพราะมองไม่เห็นว่าจะมีข้อความใดเหมาะสมไปกว่าข้อความนี้ กับข้อความที่ว่า คำว่าประชาธิปไตยแปลชัดๆให้ตรงความหมาย ที่แปลว่า “อำนาจของประชาชน” ดังนั้นคำว่าระบอบการปกครองประชาธิปไตย จึงไม่สามารถแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจาก การปกครองตามระบอบที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และคำว่า ประชาชน ก็เป็นพหูพจน์ที่มิได้เจาะจงว่าเป็นใคร ผู้ใด แต่หมายความรวมถึงคนทั้งหมด ซึ่งในที่นี้หมายถึงคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นอำนาจประชาธิปไตย จึงมิใช่อำนาจที่กลุ่มบุคคลใดๆเพียงบางกลุ่มจะยึดถือแทนประชาชนทั้งหมดได้ หัวใจสำคัญที่สุดของระบอบอำนาจประชาชน นั้นก็คือการยอมรับจากประชาชน และสิ่งที่ใช้ชี้วัดการยอมรับจากประชาชนนั้น โดยธรรมเนียมปฏิบัติของระบอบการปกครองประชาธิปไตยนี้ ก็แสดงผ่านวิธีการเลือกตั้งเพราะเป็นวิธีที่ประนีประนอม และมีอารยตามหลักสิทธิมนุษย์ชนของสากลโลก

       แต่ก็มีอยู่หลายทีในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศเรา ที่มีกลุ่มคนบางกลุ่มอาศัยกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์ ยึดเอาอำนาจประชาชนทั้งหมดไปไว้กับตัวเอง แล้วยังตะแบงตะเบงบอกว่า นี้คือประชาธิปไตยของไทย โดยประกาศศักดาบารมี แสดงตนให้ประชาชนให้จำต้องส่งมอบ การยอมรับ ให้กับคณะผู้ก่อการ ซึ่งเป็นวิธีพิสดารที่สังคมประชาธิปไตยโลกเขาไม่ทำกัน มีก็แต่ประเทศที่ชนชั้นบางกลุ่มยังไม่ยอมเข้าใจว่าอำนาจทั้งหลายนั้นเป็นของส่วนรวมมิใช่ของตนเองนั้นแหละ ที่ขยันกระทำซ้ำซากจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทยไปโดยปริยาย กลายมาเป็นที่มาของคำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

       ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่บรรดาชาติอารยในโลกประชาธิปไตย ต่างมีท่าทีไม่ยอมรับระบอบแบบไทยๆ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าประเทศของเราไม่ต้องคบค้าสมาคมกับใคร เพียงแต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าไทยยังเป็นประเทศที่ต้องอาศัยเม็ดเงินจากต่างชาติ ทั้งเรื่องการลงทุน การท่องเที่ยว การส่งออกผลิตผลทางการเกษตร อาศัยกำรี้กำไรเหล่านี้มาเลี้ยงดูกันในชาติ แน่นอนว่าผลประโยชน์ทางเม็ดเงินจากต่างชาติ อาจไม่กระจายไปสู่ทุกคนทุกชนชั้นในสังคมอย่างทั่วถึงแน่ๆแค่จะกระจุกอยู่ที่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากหรือกลุ่มใดน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนชั้นทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างสังคมซึ่งเหลื่อมล้ำกันเป็นปกติของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม มิได้เป็นประเด็นหลักของกะทู้นี้ จึงขอข้ามไป มาว่ากันถึงความสำคัญของเม็ดเงินจากต่างชาติกันต่อ ซึ่งขอบอกต่อจากเมื่อกี้ว่า แต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั้นแหละ ว่า หากไม่มีเงินนี้ รับรองได้ว่าความเดือดร้อนกระจายไปถึงทั่วทุกคนทุกชนชั้นแน่ๆ ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจบางส่วนในตอนนี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นด้วย

       ดังนั้นหากว่าความสำคัญเดียวของการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นปลายปี 61 ของใครบางคน คือการทำให้นานาอารยประเทศยอมรับ เพราะมีการเลือกตั้งภายในประเทศ อยากได้การสนับสนุนอย่างจริงจังจากบรรดาชาติอารย มิใช่ตั้งข้อแม้มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจต่อรัฐไทยเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่า มันช่วยให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้นแน่ๆไม่มากก็น้อย แต่มันไม่ช่วยให้สถานการณ์ทางประชาธิปไตยของชาติดีขึ้นเลย หาก อำนาจประชาชนไม่ได้เป็นของประชาชน เพราะติดกลไกของรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อยึดโยงอำนาจส่วนรวมไปให้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และยังคงเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่สุดท้ายประชาชนมีสิทธิแค่เป็นส่วนหนึ่งในชื่อระบอบการปกครองเท่านั้น

       และนี้คือเรื่องราวทั้งหมด เท่าที่ผู้เขียนเองจะสามารถเรียบเรียงและกลั่นกรองถ้อยคำออกมาได้ ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการสื่อสารความหมายที่ต้องการจะสื่อแล้ว หรือยังไง ท่านที่เข้ามาอ่านล่ะครับ
ท่านคิดเห็นกับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นปลายปีนี้อย่างไร..?
ได้คำตอบแล้วก็เก็บไว้ในใจนะครับ ไม่ต้องตอบกลับมา

ปล.กลับมาเขียนที่นี้ จะไหวไหมน้อรอบนี้

นายพระรอง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่