สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6

สิ่งที่ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีวันเอื้อมถึง เพราะทำลายตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีวันเอื้อมถึง เพราะทำลายตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
สมาชิกหมายเลข 3439983 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 2935789 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4054805 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3591771 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 4085951 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 4315724 ขำกลิ้ง
ความคิดเห็นที่ 1
ไม่มีบาปกรรมใด ที่คนไม่ละอายที่จะพูดโกหก จะทำไม่ได้
การมุสา หรือการยอมรับการมุสา ย่อมแสดงถึงธรรมในตัวตน เป็นของเสียแล้ว
https://pantip.com/topic/36680641
การมุสา หรือการยอมรับการมุสา ย่อมแสดงถึงธรรมในตัวตน เป็นของเสียแล้ว
https://pantip.com/topic/36680641
สมาชิกหมายเลข 4160576 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 865801 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 2935789 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4054805 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3591771 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 4315724 ขำกลิ้ง
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
การเมือง
...ยิ่งลักษณ์เข้าอังกฤษบนกลีบกุหลาบหรือพงหนาม?..../วัชรานนท์
๑. นักลงทุน
๒. Asylum seeker. (ผู้ลี้ภัย)
๓. Immigrant (หลบหนีเข้าประเทศ) ผมไม่เชื่อว่าคุณยิ่งจะใช้วิธีนี้
ฐานะนักลงทุน
มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณยิ่งลักษณ์อาจจะเลือกใช้วิธีนี้ เงินจำนวน 2 ล้านปอนด์ขึ้นไปที่เป็นเงื่อนไขไม่ใช่ปัญหาของคุณยิ่งลักษณ์หรือตระกูลชินวัตร จะเปิดร้านอาหารหรูๆ ที่ไหนสักแห่งก็ย่อมได้ หรือจะซื้อสโมสรฟุตบอลดังๆ ในพรีเมียลีกส์ก็ยังได้ เมื่ออยู่ถึงห้าปีก็มีสิทธิ์ขอสัญชาติอังกฤษได้ เงินที่จะใช้ลงทุนเพื่อเป็นใบเบิกทางสู่อังกฤษไม่ใช่ปัญหาแน่นนอน ปัญหาอยู่ที่คุณยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และตัวคุณทักษิณเองต้องการจะให้คุณยิ่งลักษณ์เข้าอังกฤษในฐานะนักลงทุนไหม? และเมื่อทำตามนั้น บาดแผลและความเจ็บปวดจาก "การเมือง" จะจางหายไปช้าหรือเร็วขนาดไหน? ที่สำคัญ ท้ายที่สุดคุณยิ่งลักษณ์อาจจะตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากพี่ชาย คือยิ่งนานวันก็ยิ่งหาทางกลับประเทศลำบาก
หมายเหตุ: โมฮัมเหม็ด อัลฟ่า นักลงทุนชาวอียิปต์ เจ้าของร้านไฮโซหรูกลางกรุงลอนดอน เจ้าของสโมสรฟุลแล่ม เข้าประเทศอังกฤษในฐานะ "นักลงทุน" มานานมาก ลงทุนเป็นหมื่นล้านบาท ยื่นขอสัญชาติอังกฤษมายี่สิบกว่าปี (หรืออาจจะสามสิบปี) แต่รัฐบาลอังกฤษปฏิเสธมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ฐานะขอลี้ภัย
การเข้าอังกฤษในลักษณะ "ขอลี้ภัย" เป็นวิธีที่อดีตผู้นำทางการเมืองนิยม และนิยมจะเลือกประเทศที่มีบทบาทสูงบนเวทีการเมืองโลกด้วย อย่างอังกฤษ อเมริกา เยอรมัน เพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามในทางอ้อม เป็นแสดงออกของการ "ไม่ยอมจำนน" ต่อกรณีใดๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศของตนอันเป็นเหตุให้ต้อง "ขอลี้ภัย" และตราบใดที่ "ภัย" ยังไม่หมด ผู้ลี้ภัยก็จะอยู่ในประเทศที่ขอลี้ภัยหรือประเทศที่สามได้ต่อไป เผลอๆ อาจจะได้รับการสนับสนุนให้ตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" ก็ได้ เหมือนกรณีที่มีการพยายามตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของราชนิกุลจากประเทศลาวในฝรั่งเศส (แต่เชื่อว่าด้วยบุคลลิกส่วนตัว คุณยิ่งลักษณ์คงไม่ต้องการอย่างนั้น)
ความเป็นไปของบ้านเมืองในประเทศไทยใช่ว่ารัฐบาลอังกฤษจะไม่รู้ ต้องไม่ลืมว่าในสถานทูตอังกฤษเขามีเจ้าหน้าที่คอยบันทึกเหตุการณ์โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยไว้ทุกๆ วันอยู่แล้ว คำสนทนาจากการพบปะ หรือผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านเอกสารทั้งลับและไม่ลับต่างๆ ของนักการเมืองและคนสำคัญๆ ในไทยกับสถานทูตอังกฤษ ล้วนถูกบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเก็บเอาไว้ และส่งกลับเป็น archive ที่ลอนดอน
จะว่าไปแล้ว....การประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจากต่างประเทศอย่างอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ดูจะแม่นยำและเป็นกลางกว่านักวิชาการ (โดยเฉพาะนักวิชาการที่สนับสนุนการปฏิวัติ) ของไทยหลายคนด้วยซ้ำ และมุมมองของรัฐบาลอังกฤษต่อสถานการณ์บ้านเมืองในไทยผ่าน "สถานทูตอังกฤษในไทย" นั้นดำรงอยู่มาอย่างยาวนานและไม่ควรจะมองข้าม การอนุญาตให้คุณยิ่งลักษณ์เข้าประเทศอังกฤษไม่ว่าจะสถานะใดๆ ย่อมผ่านการวิเคราะห์และคำนวนมาแล้ว เหมือนที่ครั้งหนึ่งที่กงสุลอังกฤษเคยเปิดประตูต้อนรับ "องค์รัชทายาท" กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ที่ทรงขอลี้ภัยจาก "วังหลวง" มาประทับที่กงสุลอังกฤษในกรณีถูกสงสัยว่าพัวพันการระเบิดที่เกิดขึ้นในวังหลวง อังกฤษย่อมทราบสถานการณ์ "การเมือง" ระหว่างวังหน้ากับวังหลวงตอนนั้น การเลือกที่จะเปิดประตูต้อนรับองค์รัชทายาทก็ย่อมผ่านการคำนวนและประเมินสถานการณ์มาแล้ว และหากไม่เสด็จทิวงคตเสียก่อน กรมพระราชบวรฯ ท่านนี้ก็คือผู้ที่จะสืบราชสมบัติเป็น ร. ๖ เหตุการณ์ตรงนี้นอกจากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอังกฤษมีเล่ห์เหลี่ยมแล้ว ยังชี้ให้เห็นว่าเขามองเหตุการณ์ "การเมือง" ภายในประเทศทะลุปรุโปร่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การอนุญาตให้อดีตผู้นำประเทศที่ถูกทหารโค่นล้มอำนาจได้เข้าลี้ภัย นอกจากเหตุผลด้านมนุษยธรรมแล้ว ยังถือว่าเป็นการ "ซื้ออนาคต" แบบไม่ต้องลงทุนมาก นานาชาติก็ไม่ติเตียน และเป็นการอ่านทิศทางลมทางการเมืองของประเทศไทยได้อย่างทะลุและปราศจากอคติส่วนตัว