คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13
ทำไมถึงคิดว่าของสร้างใหม่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลย? คำถามที่ต้องตอบโจทย์อันดับแรกคือ "มีพร้อมเพียงพอหรือไม่ทั้งทุนและเทคโนโลยี่?"
ให้ดูตัวอย่างที่ประเทศอื่นที่เขา "ทำได้" เพราะทำให้เห็นพิสูจน์ยืนยันมาแล้วเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว และปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี
นี่คือโบสถ์ Frauenkirche เป็นโบสถ์ประวัติศาสตร์อายุกว่า 250 ปี ของคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์นิกายลูเธอแลนท์อายุกว่า 250 ปี ในแคว้น Sachsen ของเยอรมันตะวันออก ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนสงครามเลิกไม่กี่วันโดยถูกบอมบ์ทำลายจากกองทัพอากาศอังกฤษและอเมริกา หลังจากสงครามยุติ มีความคิดที่จะบูรณะกลับคืนมาหลายครั้งแต่รัฐบาลเยอรมันตะวันออก ไม่มีเงินที่จะบูรณะกลับมาใหม่จึงประกาศให้เป็นอนุเสาวรีย์แห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 แทน
จนกระทั่งหลังจากการรวมประเทศในปี 1989 แล้ว ประชาชนชาว Dresden จึงแสดงความจำนงอีกครั้งที่จะบูรณะโบสถ์กสำคัญประจำเมืองนี้กลับมาใหม่อีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี่ใหม่เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ "เงิน" จะเอามาจากไหน?
และนี่คือการเกิดปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งที่ประชาชน "ทั่วโลก" ร่วมบริจาคเงินเพื่อบูรณะโบสถ์ Frauenkirche ขึ้นมาใหม่ โดยมีการรวมรวมบริจาคเงินทุนได้ถึง 115 ล้านยูโร ที่เหลืออีก 65 ล้านยูโรเป็นเงินจากรัฐบาลกลางเยอรมันร่วมกับรัฐบาลรัฐ Sacsen และ เจ้าของเมืองคือ Dresden รวมเงินทั้งหมดที่ใช้ไป 180 ล้านยูโร หรือ 7 พ้นล้านบาทสำหรับบูรณะโบสถ์เพียงโบสถ์เดียว
แม้แต่ขาวอังกฤษเองยังตั้งกองทุนร่วมบริจาคโดยผู้เป็นตัวตั้งตัวตึคือลูกชายของนักบินที่วางระเบิด สมเด็จพระราชินีนาถของอังกฤษก็ร่วมออกเงินจากทัองพระคลังส่วนพระองค์ด้วย วันที่ทำพิธีเปิดโบสถ์ใหม่เป็นทางการในปี 2005 นั้น ในจำนวนแขกรับเชิญทั่วโลก 1700 คนทางราชวงศ์อังกฤษก็ร่วมส่งสมาชิกราชวงศ์มาร่วมในพิธีด้วย
ต่อไปนี้คือรูปเปรียบเทียบระหว่างของเก่าที่สมบูรณ์แบบ สภาพที่เหลือหลังจากถูกบอมบ์ และการเก็บหินหรือขิ้นส่วนที่สลักหักพักและลงบัยทึกเป็นหมายเลขเพื่อนำกลัยมาใช้ใหม่ และสภาพหลังจากบูรณะเสร็จแล้ว
โบสถ์ปี 1897
หลังจากถูกบอม์บเหลือแค่นี้

ปี 1985 ยังอยู่ในช่วงเยอรมันตะวันออก

ชิ้นส่วนสลักหักพังที่เก็บได้และลงบันทึกไว้ทุกชิ้นและถูกนำกลับไปไว้ที่เดิมเมื่อบูรณะใหม่

ขึ้นกลับรูปทรงเดิมในปี 2004 จะเห็นอิฐเก่าแถบสีดำที่คงเดิมไว้ หรือ ที่ดำเป็นแห่งๆ จากการเอาหินเก่ามาใส่ที่เดิมที่เคยอยู่


หลังบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้วในปี 2005

ให้ดูตัวอย่างที่ประเทศอื่นที่เขา "ทำได้" เพราะทำให้เห็นพิสูจน์ยืนยันมาแล้วเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว และปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี
นี่คือโบสถ์ Frauenkirche เป็นโบสถ์ประวัติศาสตร์อายุกว่า 250 ปี ของคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์นิกายลูเธอแลนท์อายุกว่า 250 ปี ในแคว้น Sachsen ของเยอรมันตะวันออก ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนสงครามเลิกไม่กี่วันโดยถูกบอมบ์ทำลายจากกองทัพอากาศอังกฤษและอเมริกา หลังจากสงครามยุติ มีความคิดที่จะบูรณะกลับคืนมาหลายครั้งแต่รัฐบาลเยอรมันตะวันออก ไม่มีเงินที่จะบูรณะกลับมาใหม่จึงประกาศให้เป็นอนุเสาวรีย์แห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 แทน
จนกระทั่งหลังจากการรวมประเทศในปี 1989 แล้ว ประชาชนชาว Dresden จึงแสดงความจำนงอีกครั้งที่จะบูรณะโบสถ์กสำคัญประจำเมืองนี้กลับมาใหม่อีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี่ใหม่เท่านั้นจึงจะสามารถทำได้แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ "เงิน" จะเอามาจากไหน?
และนี่คือการเกิดปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งที่ประชาชน "ทั่วโลก" ร่วมบริจาคเงินเพื่อบูรณะโบสถ์ Frauenkirche ขึ้นมาใหม่ โดยมีการรวมรวมบริจาคเงินทุนได้ถึง 115 ล้านยูโร ที่เหลืออีก 65 ล้านยูโรเป็นเงินจากรัฐบาลกลางเยอรมันร่วมกับรัฐบาลรัฐ Sacsen และ เจ้าของเมืองคือ Dresden รวมเงินทั้งหมดที่ใช้ไป 180 ล้านยูโร หรือ 7 พ้นล้านบาทสำหรับบูรณะโบสถ์เพียงโบสถ์เดียว
แม้แต่ขาวอังกฤษเองยังตั้งกองทุนร่วมบริจาคโดยผู้เป็นตัวตั้งตัวตึคือลูกชายของนักบินที่วางระเบิด สมเด็จพระราชินีนาถของอังกฤษก็ร่วมออกเงินจากทัองพระคลังส่วนพระองค์ด้วย วันที่ทำพิธีเปิดโบสถ์ใหม่เป็นทางการในปี 2005 นั้น ในจำนวนแขกรับเชิญทั่วโลก 1700 คนทางราชวงศ์อังกฤษก็ร่วมส่งสมาชิกราชวงศ์มาร่วมในพิธีด้วย
ต่อไปนี้คือรูปเปรียบเทียบระหว่างของเก่าที่สมบูรณ์แบบ สภาพที่เหลือหลังจากถูกบอมบ์ และการเก็บหินหรือขิ้นส่วนที่สลักหักพักและลงบัยทึกเป็นหมายเลขเพื่อนำกลัยมาใช้ใหม่ และสภาพหลังจากบูรณะเสร็จแล้ว
โบสถ์ปี 1897
หลังจากถูกบอม์บเหลือแค่นี้

ปี 1985 ยังอยู่ในช่วงเยอรมันตะวันออก

ชิ้นส่วนสลักหักพังที่เก็บได้และลงบันทึกไว้ทุกชิ้นและถูกนำกลับไปไว้ที่เดิมเมื่อบูรณะใหม่

ขึ้นกลับรูปทรงเดิมในปี 2004 จะเห็นอิฐเก่าแถบสีดำที่คงเดิมไว้ หรือ ที่ดำเป็นแห่งๆ จากการเอาหินเก่ามาใส่ที่เดิมที่เคยอยู่


หลังบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้วในปี 2005

แสดงความคิดเห็น
ทำไมในวันนี้ที่ทุกอย่างเราพร้อมกว่า200กว่าปีที่แล้วหลายพันเท่า เราถึงไม่บูรณพระราชวังและวัดในกรุงศรีอยุธยาครับ?
ในหลายจดหมายเหตุ หลายพงศาวดาร ก็ต่าง บันทึกเป็นเสียงเดียวกันว่าความสวยงามเป็นที่ 1 ส่วนความทรงอำนาจก็เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ อันดับ2ของเอเชีย รองแค่จีน เหนือกว่าอินเดีย ,ญี่ปุ่น และทิ้งเกาหลีแบบไม่เห็นฝุ่น
เอาล่ะเราไม่พูดถึงเหตุผลที่ล่มสลาย คนเรามีผิดพลาดได้ บรรพบุรุษเราก๋ฝ็เช่นกัน
โชคดีที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตากสินกู้ชาติมาได้ แต่ไม่สามารถบูรณมาใหม่ได้เพราะติดเรื่องงงบประมาณ จึงต้องมาสร้างกรุงใหม่ที่ กทม.
ซึ่งว่ากันว่าวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังในปัจจุบันที่ทั้งคนไทยคนเทศต่างเห็นตรงว่าสวยวิไล
...แต่ตัววัดและวังในสมัยอยุธยานั้นสวยกว่านี้นับ100เท่า ทั้งก็กว้างกว่าหลายสิบเท่า
แล้วทำไมในวันนี้ที่เรามีพร้อม ทั้งเงิน และเทคโนโลยี ทั้งความสามรถ เราถึงไม่บูรณความภูมิใจของชาติเราขึ้นมาใหม่ครับ จดหมายเหตุอะไรๆก็มีอยู่ คงทำให้เหมือนได้ไม่ยาก ...จะรอไปอีกหลายร้อยปี
เกรงว่าบันทึกต่างๆจะเลือนหายไปหมด
ใครพอมีความรู้บ้างครับ ว่าถ้าจะบูรณะจะใช้งบเท่าไร่ เวลาเท่าไร
ผมเชื่อว่าไม่เกินฝีมือคนไทยรุ่นเราแน่ๆครับ อยากให้รัฐบาลยชุดนี้ หรือชุดในอนาคตพิจารณาดูครับ
ผมว่ามีแต่ได้กับได้ คุณค่าทางใจมีมูลค่ามหาศาลครับ