ประเด็นคลาสสิคตลอดกาลในห้องชานเรือน บางรักของพันทิป คงหนีไม่พ้นเรื่อง สินสอด (ควรมี หรือ ไม่มี ? เยอะไปไหม น้อยไปไหม เหมาะสมไหม ? ขายลูกกินหรือไม่ ? มองผู้หญิงเป็นสิ่งของไหม ?) ก็มีทั้งฝ่ายเสนอ ฝ่ายค้าน ที่มีเหตุผลน่าสนใจที่ยกมาค้ดง้างกันทั้งนั้น
ดิฉันไม่ได้ตอบอะไรไปมาก เพราะอาจจะเห็นด้วยกับความเห็นนี้บางส่วน ไม่เห็นด้วยบางส่วน หรือ บางความเห็นก็พูดได้ตรงใจดิฉันอยู่แล้ว จะพูดสำทับไปอีกก็จะเป็นประเด็นซ้ำ ก็เลยได้แต่อ่าน ๆ ๆ แล้วก็คิด ๆ ๆ ตามไปด้วย
เหตุจูงใจที่ทำให้นึกอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพ่อแม่ของเพื่อนลูก ๆ ที่อยู่ในวัยรุ่นไล่เลี่ยกันเมื่อตอนช่วงประมาณปีใหม่นี่ล่ะค่ะ ทำให้ได้คิดว่า ประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง (รวมไปถึงหัวข้อที่แตกแขนงไปอย่างเรื่อง สินสอด พิธีแต่งงาน แหวนหมั้น การถ่ายพรีเวดดิ้ง การจดทะเบียน การเปลี่ยนนามสกุล) นั้นอยู่ที่หัวข้อหลัก ๆ เลยคือ
“การให้เกียรติ”
คำว่า
“การให้เกียรติ” นี่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเบื้องหลัง เป็นเหตุผลของทุกพิธีการ ทุกประเพณีที่มีในโลกนี้เลยทีเดียว
คำถามที่ดิฉันสนใจคือ ทุกวันนี้ เราให้เกียรติผู้อื่น ให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติพ่อแม่ ให้เกียรติสังคม น้อยไปหรือเปล่า ? แล้วให้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ?
การให้เกียรติ คืออะไร ถ้าไม่ใช่ เป็นการตระหนักถึง การดำรงอยู่เช่นกันของคนอื่น (บ้าน ๆ เลย คือ จะบอกว่า การเห็นหัวคน เห็นว่าพวกเขามีตัวตน และอาจจะเคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ช่วยเหลือ เจือจุนเรามาด้วยนั่นละ) การใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น การเคารพเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้อื่น เช่นเดียวกับที่เราก็ต้องการความเคารพดุจเดียวกัน
เพื่อนลูกคนหนึ่ง (เป็นสาวน้อยวัยเริ่มรุ่นสาวค่ะ 13-14) ป่วยนอนซมอยู่โรงพยาบาล ดิฉันและลูกสาวไปเยี่ยม สวนทางกับครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเยี่ยมและขอตัวลาไป
คุณแม่ของน้องคนที่ป่วยสนิทกับดิฉันมาก มาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ครอบครัวที่เพิ่งออกไป เป็นครอบครัวของเด็กผู้ชายที่มาชอบลูกสาว พอรู้ว่าลูกสาวไม่สบายเลยขอมาเยี่ยม โดยยกกันมาทั้งบ้าน ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ ทั้งน้อง คุณพ่อของน้องผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่หงุดหงิดมากตามประสาคนหวงลูก แต่ก็รักษามารยาทพูดคุยกับครอบครัวน้องผู้ชายด้วยดี
คุณแม่น้องผู้ชาย มาคุยกับเพื่อนดิฉันว่า ลูกชายเค้าชอบลูกสาวเพื่อนดิฉันมาก รู้ว่าป่วยก็อยากมาเยี่ยม ตัวเค้าเอง เป็นแม่ เค้าก็หวงห่วงลูกชายเค้าพอกัน สรุปแล้วก็เลยขนกันมาเยี่ยม มารู้จักกันให้หมดบ้านเลย
ดิฉันฟังเรื่องนี้แล้วก็ยิ้มชอบใจ ยังพูดกับลูกสาวตัวเองว่า
“ถ้าลูกจะคิดมีแฟนหรือจะมีใครมาชอบ ก็ไม่ต้องปิดหม่ามี้นะคะ แค่ระมัดระวังรักษาตัวให้ดี และ หม่ามี้อยากได้แบบนี้ค่ะ อยากได้คนที่เข้ามาทำความรู้จักกับครอบครัวเรา และเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักครอบครัวเขาด้วย ท้ายสุดจะลงเอยอย่างไรไม่สำคัญ อย่างไรเสีย ก็ยังเป็นเพื่อนดีต่อกันได้ในอนาคต และที่สำคัญที่สุด เป็นการให้เกียรติผู้ใหญ่ด้วย”
เมื่อวาน นัดกินข้าวกับกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ของลูกสาวคนโต
คุณพ่อของเพื่อนลูกสาวคนหนึ่ง บ่นในวงกินข้าวว่า “ไม่ชอบ **** (พระเอกคนหนึ่งเลย) อะไรก็ไม่รู้ (ตามบทในละคร) พูดจาวะเว้ย มาพาโวย หยาบคายกับผู้หญิง จะสนิทกันยังไง มันต้องพูดกันขนาดนี้ด้วยหรือ ?”
ดิฉันก็ได้แต่อมยิ้มอีกล่ะค่ะ ถามตัวเองเหมือนกันว่า รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้
ว่ากันตามตรงนะคะ
ถ้ารู้จักดิฉันมาตั้งแต่เล็กจนโต จะรู้ว่า ดิฉันนี่ล่ะ สมัยเด็ก ๆ ปากเก่ง ปากกล้า ปากจัดกับเพื่อนผู้ชายมาก บางทีก็โชว์พาวด้วยการขึ้นมาพาโวยเพื่อให้รู้ว่า
“นี่ขาใหญ่นะค้าบ...ไม่กลัวโว้ย...”
แล้วชีวิตก็ค่อย ๆ สอนดิฉันเองว่า ถ้าอยากให้ใครปฏิบัติกับเราอย่างไร เราควรทำตัวอย่างไร คำพูดบางคำพูด พูดในสถานการณ์ไหน กับใครแล้วอาจจะเกิดอะไรตามมาได้บ้าง
แน่นอนค่ะ นิสัยฝังลึกเก่า ๆ หรือพื้นอารมณ์น่ะ มันไม่ใช่ของที่จะแก้หรือเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ เหมือนเสือดาวก็ไม่ทิ้งจุดอย่างไรอย่างนั้น
แต่การใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการ “คำนึงถึง” การอยู่ร่วมและมีตัวตนของคนอื่นในสังคมเดียวกับเรานั้น
จะค่อย ๆ ปรับแก้ให้เราเกลาคำพูด ปรับวิธีคิด และการกระทำเพื่อทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขและสง่างามในสังคม
ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ดิฉันใช้สอนลูกสาวตัวเอง แน่นอนล่ะว่า มันอาจจะฟังดู old-fashioned แล้วก็ป้า ๆ ไปหน่อย แต่ก็อยากแชร์เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน
1. อย่าพูดคำหยาบกับผู้ชาย (ในที่นี้ หมายถึงคำหยาบแบบถ่อยๆ เลยนะคะ ถ้าเป็นคำหยาบพื้น ๆ แบบเพื่อนทั่ว ๆ ไปก็ธรรมชาติล่ะค่ะ) และถ้าคิดจะพูดขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย และต้องให้แน่ใจว่า ตัวเองรับผลกระทบนั้นได้
2. ถ้าจะมีเพื่อนสนิทต่างเพศ กรุณา handle with care ด้วย
3. ผู้ชายจะปฏิบัติอย่างไรกับเราขึ้นอยู่กับว่าเราวางตัวอย่างไรด้วย
4. ให้เกียรติกับคนทุกระดับ อย่าพูดจาสองเสียงกับคนต่างประเภทกัน (ในเหตุการณ์ปกตินะคะ)
5. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้สถานภาพการคบกัน หากจะไปไกลถึงขั้นจับมือถือแขนหรือยกให้เป็นคนพิเศษ
6. ถ้าจะร่วมชีวิตกับใคร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแต่งงาน แต่เรื่องความใหญ่โตของพิธีไม่ใช่เรื่องจำเป็น
7. ถ้าจะมีแฟน ต้องหาผู้ชายที่ดูแลเราได้ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเสมอไป) แล้วเราก็ช่วยดูแลตอบแทนเค้าได้เหมือนกัน ถ้าผู้ชายคนนั้น ดูแลอะไรเราไม่ได้เลย (เป็นที่พึ่งไม่ได้แม้ในด้านจิตใจหรือความคิด) และเราต้องไปดูแลเค้าตลอดเวลา นั่นคือ หาลูกชายมาเลี้ยงแล้ว เป็นภาระเสียเปล่า ๆ ถ้าคุณโอเค ก็ยอมรับมัน ไม่งั้น ก็ดูเกมส์ให้ออกตั้งแต่แรก
8. อย่าเอาเปรียบใครอย่างเด็ดขาด และอย่ายอมให้ใครเอาเปรียบ แต่ถ้าในบางสถานการณ์ เราต้องเสียเปรียบบ้าง (ซึ่งอาจเกิดจากความจำเป็น) ขอให้ยอมเสียเปรียบดีกว่าได้เปรียบแบบไม่เป็นธรรม
9. ความรัก ความหวานชื่น จืดจางได้ตามกาลเวลา แต่ความเคารพ การให้เกียรติ และการได้รับเกียรติจะทำให้ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะแปรรูปไปในลักษณะใด ยังคงเป็นความสัมพันธ์ที่สูงค่าและคู่ควรกับการคิดคำนึงถึงอยู่เสมอ
การให้เกียรติ การได้รับเกียรติ สินสอด การสู่ขอ และพิธีแต่งงาน
ดิฉันไม่ได้ตอบอะไรไปมาก เพราะอาจจะเห็นด้วยกับความเห็นนี้บางส่วน ไม่เห็นด้วยบางส่วน หรือ บางความเห็นก็พูดได้ตรงใจดิฉันอยู่แล้ว จะพูดสำทับไปอีกก็จะเป็นประเด็นซ้ำ ก็เลยได้แต่อ่าน ๆ ๆ แล้วก็คิด ๆ ๆ ตามไปด้วย
เหตุจูงใจที่ทำให้นึกอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพ่อแม่ของเพื่อนลูก ๆ ที่อยู่ในวัยรุ่นไล่เลี่ยกันเมื่อตอนช่วงประมาณปีใหม่นี่ล่ะค่ะ ทำให้ได้คิดว่า ประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง (รวมไปถึงหัวข้อที่แตกแขนงไปอย่างเรื่อง สินสอด พิธีแต่งงาน แหวนหมั้น การถ่ายพรีเวดดิ้ง การจดทะเบียน การเปลี่ยนนามสกุล) นั้นอยู่ที่หัวข้อหลัก ๆ เลยคือ “การให้เกียรติ”
คำว่า “การให้เกียรติ” นี่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเบื้องหลัง เป็นเหตุผลของทุกพิธีการ ทุกประเพณีที่มีในโลกนี้เลยทีเดียว
คำถามที่ดิฉันสนใจคือ ทุกวันนี้ เราให้เกียรติผู้อื่น ให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติพ่อแม่ ให้เกียรติสังคม น้อยไปหรือเปล่า ? แล้วให้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ?
การให้เกียรติ คืออะไร ถ้าไม่ใช่ เป็นการตระหนักถึง การดำรงอยู่เช่นกันของคนอื่น (บ้าน ๆ เลย คือ จะบอกว่า การเห็นหัวคน เห็นว่าพวกเขามีตัวตน และอาจจะเคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ช่วยเหลือ เจือจุนเรามาด้วยนั่นละ) การใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น การเคารพเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้อื่น เช่นเดียวกับที่เราก็ต้องการความเคารพดุจเดียวกัน
เพื่อนลูกคนหนึ่ง (เป็นสาวน้อยวัยเริ่มรุ่นสาวค่ะ 13-14) ป่วยนอนซมอยู่โรงพยาบาล ดิฉันและลูกสาวไปเยี่ยม สวนทางกับครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเยี่ยมและขอตัวลาไป
คุณแม่ของน้องคนที่ป่วยสนิทกับดิฉันมาก มาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ครอบครัวที่เพิ่งออกไป เป็นครอบครัวของเด็กผู้ชายที่มาชอบลูกสาว พอรู้ว่าลูกสาวไม่สบายเลยขอมาเยี่ยม โดยยกกันมาทั้งบ้าน ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ ทั้งน้อง คุณพ่อของน้องผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่หงุดหงิดมากตามประสาคนหวงลูก แต่ก็รักษามารยาทพูดคุยกับครอบครัวน้องผู้ชายด้วยดี
คุณแม่น้องผู้ชาย มาคุยกับเพื่อนดิฉันว่า ลูกชายเค้าชอบลูกสาวเพื่อนดิฉันมาก รู้ว่าป่วยก็อยากมาเยี่ยม ตัวเค้าเอง เป็นแม่ เค้าก็หวงห่วงลูกชายเค้าพอกัน สรุปแล้วก็เลยขนกันมาเยี่ยม มารู้จักกันให้หมดบ้านเลย
ดิฉันฟังเรื่องนี้แล้วก็ยิ้มชอบใจ ยังพูดกับลูกสาวตัวเองว่า
“ถ้าลูกจะคิดมีแฟนหรือจะมีใครมาชอบ ก็ไม่ต้องปิดหม่ามี้นะคะ แค่ระมัดระวังรักษาตัวให้ดี และ หม่ามี้อยากได้แบบนี้ค่ะ อยากได้คนที่เข้ามาทำความรู้จักกับครอบครัวเรา และเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักครอบครัวเขาด้วย ท้ายสุดจะลงเอยอย่างไรไม่สำคัญ อย่างไรเสีย ก็ยังเป็นเพื่อนดีต่อกันได้ในอนาคต และที่สำคัญที่สุด เป็นการให้เกียรติผู้ใหญ่ด้วย”
เมื่อวาน นัดกินข้าวกับกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ของลูกสาวคนโต
คุณพ่อของเพื่อนลูกสาวคนหนึ่ง บ่นในวงกินข้าวว่า “ไม่ชอบ **** (พระเอกคนหนึ่งเลย) อะไรก็ไม่รู้ (ตามบทในละคร) พูดจาวะเว้ย มาพาโวย หยาบคายกับผู้หญิง จะสนิทกันยังไง มันต้องพูดกันขนาดนี้ด้วยหรือ ?”
ดิฉันก็ได้แต่อมยิ้มอีกล่ะค่ะ ถามตัวเองเหมือนกันว่า รู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้
ว่ากันตามตรงนะคะ
ถ้ารู้จักดิฉันมาตั้งแต่เล็กจนโต จะรู้ว่า ดิฉันนี่ล่ะ สมัยเด็ก ๆ ปากเก่ง ปากกล้า ปากจัดกับเพื่อนผู้ชายมาก บางทีก็โชว์พาวด้วยการขึ้นมาพาโวยเพื่อให้รู้ว่า
“นี่ขาใหญ่นะค้าบ...ไม่กลัวโว้ย...”
แล้วชีวิตก็ค่อย ๆ สอนดิฉันเองว่า ถ้าอยากให้ใครปฏิบัติกับเราอย่างไร เราควรทำตัวอย่างไร คำพูดบางคำพูด พูดในสถานการณ์ไหน กับใครแล้วอาจจะเกิดอะไรตามมาได้บ้าง
แน่นอนค่ะ นิสัยฝังลึกเก่า ๆ หรือพื้นอารมณ์น่ะ มันไม่ใช่ของที่จะแก้หรือเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ เหมือนเสือดาวก็ไม่ทิ้งจุดอย่างไรอย่างนั้น
แต่การใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการ “คำนึงถึง” การอยู่ร่วมและมีตัวตนของคนอื่นในสังคมเดียวกับเรานั้น
จะค่อย ๆ ปรับแก้ให้เราเกลาคำพูด ปรับวิธีคิด และการกระทำเพื่อทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขและสง่างามในสังคม
ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ดิฉันใช้สอนลูกสาวตัวเอง แน่นอนล่ะว่า มันอาจจะฟังดู old-fashioned แล้วก็ป้า ๆ ไปหน่อย แต่ก็อยากแชร์เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน
1. อย่าพูดคำหยาบกับผู้ชาย (ในที่นี้ หมายถึงคำหยาบแบบถ่อยๆ เลยนะคะ ถ้าเป็นคำหยาบพื้น ๆ แบบเพื่อนทั่ว ๆ ไปก็ธรรมชาติล่ะค่ะ) และถ้าคิดจะพูดขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย และต้องให้แน่ใจว่า ตัวเองรับผลกระทบนั้นได้
2. ถ้าจะมีเพื่อนสนิทต่างเพศ กรุณา handle with care ด้วย
3. ผู้ชายจะปฏิบัติอย่างไรกับเราขึ้นอยู่กับว่าเราวางตัวอย่างไรด้วย
4. ให้เกียรติกับคนทุกระดับ อย่าพูดจาสองเสียงกับคนต่างประเภทกัน (ในเหตุการณ์ปกตินะคะ)
5. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้สถานภาพการคบกัน หากจะไปไกลถึงขั้นจับมือถือแขนหรือยกให้เป็นคนพิเศษ
6. ถ้าจะร่วมชีวิตกับใคร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแต่งงาน แต่เรื่องความใหญ่โตของพิธีไม่ใช่เรื่องจำเป็น
7. ถ้าจะมีแฟน ต้องหาผู้ชายที่ดูแลเราได้ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเสมอไป) แล้วเราก็ช่วยดูแลตอบแทนเค้าได้เหมือนกัน ถ้าผู้ชายคนนั้น ดูแลอะไรเราไม่ได้เลย (เป็นที่พึ่งไม่ได้แม้ในด้านจิตใจหรือความคิด) และเราต้องไปดูแลเค้าตลอดเวลา นั่นคือ หาลูกชายมาเลี้ยงแล้ว เป็นภาระเสียเปล่า ๆ ถ้าคุณโอเค ก็ยอมรับมัน ไม่งั้น ก็ดูเกมส์ให้ออกตั้งแต่แรก
8. อย่าเอาเปรียบใครอย่างเด็ดขาด และอย่ายอมให้ใครเอาเปรียบ แต่ถ้าในบางสถานการณ์ เราต้องเสียเปรียบบ้าง (ซึ่งอาจเกิดจากความจำเป็น) ขอให้ยอมเสียเปรียบดีกว่าได้เปรียบแบบไม่เป็นธรรม
9. ความรัก ความหวานชื่น จืดจางได้ตามกาลเวลา แต่ความเคารพ การให้เกียรติ และการได้รับเกียรติจะทำให้ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะแปรรูปไปในลักษณะใด ยังคงเป็นความสัมพันธ์ที่สูงค่าและคู่ควรกับการคิดคำนึงถึงอยู่เสมอ