คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
ตามไปอ่านกระทู้ก่อนก็ไม่เห็นจะมีตรงไหนที่บอกว่าผู้หญิงแย่งคนของคุณไปนี่ครับ เป็นคนของคุณเองไม่ใช่เหรอที่ไม่บอกความจริงกับผู้หญิงตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นต้องเลิกสะกดจิตตัวเองก่อนเลยว่าโดนแย่ง เพราะไม่มีใครแย่งใครจากใครได้ถ้าไม่เต็มใจไปเอง ถ้าสงสัยว่าในเมื่อผู้หญิงรู้ความจริงแล้วทำไมถึงยังยอมคบกับเสือไบของคุณอยู่ คำตอบก็อาจจะเป็นคำตอบเดียวกับที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้แหละครับคือหลง/รักไปแล้ว ในเมื่อตอนนี้เขาคบกับผู้หญิงอย่างเปิดเผยแล้วคุณก็ยังตัดใจไม่ได้เลยนี่นา...
แต่ความสัมพันธ์ของเขา 2 คนไม่ได้อยู่ในสถานะที่มั่นคงแน่นอนครับ เพราะการหึงหวงมันบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงของจิตใจและจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่สุด แต่เขาจะไปกันรอดหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายชายก็สำคัญ ถ้าเขาพยายามประคับประคองมันก็มีโอกาสสูงที่จะไปกันรอด แต่การที่เขาพยายามรักษาทั้งคุณและผู้หญิงไว้ สำหรับผมมันไม่ได้หมายความว่าเขารักคุณทั้ง 2 คนจนขาดใครไปไม่ได้ แต่เพราะคนที่เขารักมากที่สุดก็คือตัวของเขาเอง เขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของฝ่ายไหนไปมากกว่าความรู้สึกของตัวเขาเองครับ เขายินดีให้คุณและผู้หญิงเป็นทุกข์ดีกว่าต้องเสียใครสักคนไป เพราะการที่ต้องเสียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปเขารู้ดีว่าเขาจะทุกข์มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะว่าเขารักตัวเองมากที่สุดไงครับ เขายินดีที่จะเอามีดทิ่มแทงคุณ 2 คนหรือให้คุณทิ่มแทงกันเองมากกว่าที่เขาจะทิ่มแทงตัวเองหรือให้คุณคนใดคนหนึ่งหรือทั้ง 2 คนรุมทิ่มแทงเขา ดังนั้นปัญหาของคุณก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรักตัวเองได้บ้าง ไม่ใช่พร่ำถามว่าผู้หญิงทนได้ยังไงหรือไม่ละอายใจบ้างเหรอ...
คุณต้องพยายามพาตัวออกจากมายาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองในเรื่องนี้ให้ได้ ถามและตอบตัวเองให้ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้จะจัดการกับมันยังไง และอย่ามโนด้วยนะ ยอมรับความจริงให้ได้ ถ้าความจริงมันสามารถทำร้ายคุณได้จนสูญเสียตัวตน นั่นแสดงว่าคุณเปราะบางเกินกว่าจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าคุณเปราะบางถึงขนาดนั้นก็ยอมรับ (ไม่ใช่ซ้ำเติม) กับตัวเองซะว่าตัวเองอ่อนแอ แล้วถามตอบกับตัวเองว่าเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะได้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย คุณหมกมุ่นอยู่แต่กับคำถามที่ซ้ำเติมความเปราะบางของตัวเอง และก็เป็นตัวคุณเองที่หาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อรักษาความทุกข์นี้ไว้...
คนเราทุกคนมีสัญชาตญาณการรักตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่การเป็นมนุษย์มันก็ซับซ้อนพอที่จะสามารถบิดเบือนสัญชาตญาณของตัวเองได้ แต่ยิ่งบิดเบือนหรือฝืนมันมากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลร้ายต่อตัวเองมากเท่านั้น ถ้าแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะถึงจุดต่ำสุดก็ดีไป แต่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่ยังมาไม่ถึงด้วยเหรอครับ...
วิธีการจบปัญหามันเป็นวิธีที่ง่ายมาก แต่เพราะความเปราะบางและอ่อนไหวของจิตใจเลยทำให้มันกลายเป็นเรื่องยากครับ แต่ที่ทำให้มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดก็เพราะมันเป็นปัญหาของเรานี่แหละ ถ้าเป็นปัญหาของคนอื่นเราจะมองเห็นทางออกร้อยแปดทาง...
ปัญหาของผมกับแฟนคนที่ 2 ก็คล้ายกับเรื่องของคุณนี่แหละครับ เพียงแต่อีกคนของเขาเป็นเกย์ไม่ใช่ผู้หญิง เขาอยู่ด้วยกันในวันที่ผมรู้เรื่อง ผมตามไปที่บ้านของแฟนอีกคนของเขาเลยครับ (ให้เขาออกมารับด้วยนะเพราะผมไม่รู้จักบ้านของแฟนอีกคนของเขา) แต่ผลเป็นยังไงรู้ไหมครับ ผมสงสารแฟนอีกคนของเขาอ่ะ เพราะอีกคนเขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีผมอยู่ก่อนแล้วและผมเป็นคนที่ครอบครัวของแฟนรับรู้และยอมรับ เราคุยกันด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างดีเลยแหละ คุยเสร็จผมกลับไปนอนคอนโดเพื่อน (เพราะอยู่ใกล้) อาบน้ำนอนหลับได้แบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ แต่เขา 2 คนกลับเป็นฝ่ายที่ทุกข์ที่สุดในคืนนั้นเพราะทะเลาะกันและร้องไห้จนไม่ได้นอนกันทั้งคืน หลังจากนั้นผมยังคุยกันแฟนอีกคนของเขาเลยครับว่ามีอะไรจะถามหรือปรึกษาไหม คือไม่รู้สึกโกรธเลยเพราะว่าเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร กลับรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ไปปรากฎตัวถึงที่บ้านของเขาโดยที่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีที่ไม่ให้เกียรติผมแต่อย่างใด เขาคงช็อคกว่าตอนที่ผมรู้ความจริงเสียอีก...
สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจที่สุดจนร้องไห้คือวันรุ่งขึ้นที่ไปเก็บของออกจากบ้านแฟน เสียใจที่จะต้องลาครอบครัวเขา เพราะตอนนั้นคิดว่าคงหาเรื่องกลับมาไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็เปล่าเลยครับ ไม่เกินเดือนผมก็กลับไปเยี่ยมครอบครัวเขา ไปแบบค้างคืนศุกร์, เสาร์, อาทิตย์เลยอ่ะครับ พอแฟนเก่าเห็นผมเขาดีใจมากเลยนะ ยังเรียกผมแบบเดิม ยังแอบมากอด/หอมแบบเดิม แต่สำหรับผมจบก็คือจบครับ เพราะหลังจากวันนั้นผมถามคำถามปลายเปิดให้เขาเลือกไปแล้วว่า "เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วใช่ไหม?" และเขาตอบมาเองว่า "ไม่ได้" ในเมื่อเขาเลือกแล้วไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผมก็ยึดตามนั้นและจะไม่ดึงอดีตมาขัดขวางการเดินหน้าใช้ชีวิตของตัวเองครับ เลยบอกไปว่าผมไม่โอเคกับการที่คุณทำเหมือนเรายังเป็นแฟนกันอยู่นะ ผมไม่เปิดโอกาสที่จะทำให้ตัวเองหวั่นไหวเลย ชัดเจนว่าเราเป็นแค่คนที่เคยรักกัน แต่ปัจจุบันผมให้ความสำคัญกับคุณเหมือนญาติคนหนึ่ง ยังรักยังเป็นห่วงแต่คนละแบบกับการเป็นแฟนนะ...
เรียกได้ว่าชีวิตรักที่พังลงครั้งที่ 2 แทบจะไม่ส่งผลอะไรกับชีวิตของผมเลย ทุกวันนี้ผมเลยโคตรจะขอบคุณมาก ๆ เลยที่ความรักครั้งแรกที่ล้มเหลวส่งผลจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นบทเรียนความรักที่ผมเรียนรู้ได้อย่างมากมายมหาศาลเลยครับ จิตใจของผมแข็งแกร่งขึ้นได้ก็เพราะผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวครั้งแรกมานี่แหละ และก็ขอบคุณตัวเองด้วยที่เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้อดีต เพราะคนที่จะช่วยเราได้มากที่สุดก็คือตัวเราเองนี่แหละครับ (และจิตแพทย์ด้วยนะ 555)...
แต่ความสัมพันธ์ของเขา 2 คนไม่ได้อยู่ในสถานะที่มั่นคงแน่นอนครับ เพราะการหึงหวงมันบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงของจิตใจและจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่สุด แต่เขาจะไปกันรอดหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายชายก็สำคัญ ถ้าเขาพยายามประคับประคองมันก็มีโอกาสสูงที่จะไปกันรอด แต่การที่เขาพยายามรักษาทั้งคุณและผู้หญิงไว้ สำหรับผมมันไม่ได้หมายความว่าเขารักคุณทั้ง 2 คนจนขาดใครไปไม่ได้ แต่เพราะคนที่เขารักมากที่สุดก็คือตัวของเขาเอง เขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของฝ่ายไหนไปมากกว่าความรู้สึกของตัวเขาเองครับ เขายินดีให้คุณและผู้หญิงเป็นทุกข์ดีกว่าต้องเสียใครสักคนไป เพราะการที่ต้องเสียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปเขารู้ดีว่าเขาจะทุกข์มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะว่าเขารักตัวเองมากที่สุดไงครับ เขายินดีที่จะเอามีดทิ่มแทงคุณ 2 คนหรือให้คุณทิ่มแทงกันเองมากกว่าที่เขาจะทิ่มแทงตัวเองหรือให้คุณคนใดคนหนึ่งหรือทั้ง 2 คนรุมทิ่มแทงเขา ดังนั้นปัญหาของคุณก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรักตัวเองได้บ้าง ไม่ใช่พร่ำถามว่าผู้หญิงทนได้ยังไงหรือไม่ละอายใจบ้างเหรอ...
คุณต้องพยายามพาตัวออกจากมายาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองในเรื่องนี้ให้ได้ ถามและตอบตัวเองให้ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้จะจัดการกับมันยังไง และอย่ามโนด้วยนะ ยอมรับความจริงให้ได้ ถ้าความจริงมันสามารถทำร้ายคุณได้จนสูญเสียตัวตน นั่นแสดงว่าคุณเปราะบางเกินกว่าจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าคุณเปราะบางถึงขนาดนั้นก็ยอมรับ (ไม่ใช่ซ้ำเติม) กับตัวเองซะว่าตัวเองอ่อนแอ แล้วถามตอบกับตัวเองว่าเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะได้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย คุณหมกมุ่นอยู่แต่กับคำถามที่ซ้ำเติมความเปราะบางของตัวเอง และก็เป็นตัวคุณเองที่หาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อรักษาความทุกข์นี้ไว้...
คนเราทุกคนมีสัญชาตญาณการรักตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่การเป็นมนุษย์มันก็ซับซ้อนพอที่จะสามารถบิดเบือนสัญชาตญาณของตัวเองได้ แต่ยิ่งบิดเบือนหรือฝืนมันมากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลร้ายต่อตัวเองมากเท่านั้น ถ้าแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะถึงจุดต่ำสุดก็ดีไป แต่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่ยังมาไม่ถึงด้วยเหรอครับ...
วิธีการจบปัญหามันเป็นวิธีที่ง่ายมาก แต่เพราะความเปราะบางและอ่อนไหวของจิตใจเลยทำให้มันกลายเป็นเรื่องยากครับ แต่ที่ทำให้มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดก็เพราะมันเป็นปัญหาของเรานี่แหละ ถ้าเป็นปัญหาของคนอื่นเราจะมองเห็นทางออกร้อยแปดทาง...
ปัญหาของผมกับแฟนคนที่ 2 ก็คล้ายกับเรื่องของคุณนี่แหละครับ เพียงแต่อีกคนของเขาเป็นเกย์ไม่ใช่ผู้หญิง เขาอยู่ด้วยกันในวันที่ผมรู้เรื่อง ผมตามไปที่บ้านของแฟนอีกคนของเขาเลยครับ (ให้เขาออกมารับด้วยนะเพราะผมไม่รู้จักบ้านของแฟนอีกคนของเขา) แต่ผลเป็นยังไงรู้ไหมครับ ผมสงสารแฟนอีกคนของเขาอ่ะ เพราะอีกคนเขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีผมอยู่ก่อนแล้วและผมเป็นคนที่ครอบครัวของแฟนรับรู้และยอมรับ เราคุยกันด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างดีเลยแหละ คุยเสร็จผมกลับไปนอนคอนโดเพื่อน (เพราะอยู่ใกล้) อาบน้ำนอนหลับได้แบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ แต่เขา 2 คนกลับเป็นฝ่ายที่ทุกข์ที่สุดในคืนนั้นเพราะทะเลาะกันและร้องไห้จนไม่ได้นอนกันทั้งคืน หลังจากนั้นผมยังคุยกันแฟนอีกคนของเขาเลยครับว่ามีอะไรจะถามหรือปรึกษาไหม คือไม่รู้สึกโกรธเลยเพราะว่าเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร กลับรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่ไปปรากฎตัวถึงที่บ้านของเขาโดยที่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีที่ไม่ให้เกียรติผมแต่อย่างใด เขาคงช็อคกว่าตอนที่ผมรู้ความจริงเสียอีก...
สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจที่สุดจนร้องไห้คือวันรุ่งขึ้นที่ไปเก็บของออกจากบ้านแฟน เสียใจที่จะต้องลาครอบครัวเขา เพราะตอนนั้นคิดว่าคงหาเรื่องกลับมาไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็เปล่าเลยครับ ไม่เกินเดือนผมก็กลับไปเยี่ยมครอบครัวเขา ไปแบบค้างคืนศุกร์, เสาร์, อาทิตย์เลยอ่ะครับ พอแฟนเก่าเห็นผมเขาดีใจมากเลยนะ ยังเรียกผมแบบเดิม ยังแอบมากอด/หอมแบบเดิม แต่สำหรับผมจบก็คือจบครับ เพราะหลังจากวันนั้นผมถามคำถามปลายเปิดให้เขาเลือกไปแล้วว่า "เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วใช่ไหม?" และเขาตอบมาเองว่า "ไม่ได้" ในเมื่อเขาเลือกแล้วไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผมก็ยึดตามนั้นและจะไม่ดึงอดีตมาขัดขวางการเดินหน้าใช้ชีวิตของตัวเองครับ เลยบอกไปว่าผมไม่โอเคกับการที่คุณทำเหมือนเรายังเป็นแฟนกันอยู่นะ ผมไม่เปิดโอกาสที่จะทำให้ตัวเองหวั่นไหวเลย ชัดเจนว่าเราเป็นแค่คนที่เคยรักกัน แต่ปัจจุบันผมให้ความสำคัญกับคุณเหมือนญาติคนหนึ่ง ยังรักยังเป็นห่วงแต่คนละแบบกับการเป็นแฟนนะ...
เรียกได้ว่าชีวิตรักที่พังลงครั้งที่ 2 แทบจะไม่ส่งผลอะไรกับชีวิตของผมเลย ทุกวันนี้ผมเลยโคตรจะขอบคุณมาก ๆ เลยที่ความรักครั้งแรกที่ล้มเหลวส่งผลจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นบทเรียนความรักที่ผมเรียนรู้ได้อย่างมากมายมหาศาลเลยครับ จิตใจของผมแข็งแกร่งขึ้นได้ก็เพราะผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวครั้งแรกมานี่แหละ และก็ขอบคุณตัวเองด้วยที่เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้อดีต เพราะคนที่จะช่วยเราได้มากที่สุดก็คือตัวเราเองนี่แหละครับ (และจิตแพทย์ด้วยนะ 555)...
แสดงความคิดเห็น
ทำไมยังทนได้ ผู้หญิงแย่งผัวเกย์
ขอพื้นที่ระบาย ครับ ขอบคุณครับ ทุกความคิดเห็นและเข้ามาอ่าน
^_^..