เราอยากเล่าเรื่องๆนี้ ไว้ให้เด็กวัยรุ่นๆใหม่ฟัง เผื่ออาจจะช่วยทำให้น้องอีกหลายๆที่กำลังรู้สึกแย่หรือมีปัญหาเรื่องเพื่อนรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

ปัจจุบันเราอยู่ปี 4 แล้ว แต่นี่เป็นเรื่องของเราสมัยที่เราอยู่ ม.3 นะคะ
คือเดิมทีเรามีเพื่อนสนิทอยู่ 2 คน คนหนึ่งเราขอตั้งชื่อให้ว่า A นะคะรู้จักกันได้ 8 ปีในตอนนั้น ส่วน B เรารู้จักได้ 3 ปีค่ะ ทีนี้พอเริ่มขึ้น ม.3 เพื่อนที่ชื่อ B ก็ห่างๆเราไปทีแรกเราก็เสียใจมาก แต่ใจเราก็คิดว่าถึงยังไงเราก็ยังมี A อยู่ด้วย(เพราะ A คบกันมา 8 ปีเราเลยผูกพันมากกว่า) แล้วทีนี้ A ก็เริ่มสนิทกับเพื่อนใหม่ในห้องอีก 3 คน (คนแรก รู้จักกับ A มา 8 ปีเท่าๆเราซึ่งในเรื่องที่เล่านี่เราจะไม่ค่อยพูดถึงมากนะคะ ส่วน อีก 2 คนเพิ่งรู้จักกับ A ได้ 1 เดือนช่วงปิดเทอมก่อนขึ้น ม.3 ค่ะ) ทีแรกเราก็ดีใจค่ะที่จะได้ตั้งต้นกับกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ แต่นี้ละค่ะคือจุดเริ่มต้นของปัญหาหลายๆอย่าง ... หลังจากเปิดเทอมไปสักประมาณ 2 – 3 วัน ช่วงทานข้าวกลางวันคือโต๊ะโรงเรียนเรามันจะนั่งทานกันได้ 4 คน แล้วบังเอิญตอนนั้นเราตักข้าวเป็นคนสุดท้ายพอดี เราเลยได้มานั่งโต๊ะคนสุดท้าย สิ่งที่เห็นคือ .. ทุกๆคน นั่งโต๊ะกันหมดแล้วจน 1 ใน 2 คนที่เพิ่งรู้จักกับ A ได้ไม่นานก็พูดว่า “ อ้าวลากเก้าอี้มานั่งเลยสิ (แล้วก็ตามด้วยชื่อเรา) ” ซึ่ง เราอึ่งมากๆเลยว่าแบบทำไมถึงไม่ให้เรานั่งก่อนทั้งๆที่คนมาทีหลังปกติ จะต้องนึกถึงคนที่อยู่ด้วยกันมาก่อนใช่ไหมคะ T0T .. แต่นี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นค่ะ
หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ A ก็เริ่มห่างๆกับเราไป ห่างในที่นี้คือยังอยู่กลุ่มเดียวกันนะคะ แต่คือจะไม่ค่อยคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเรามากเหมือนเมื่อก่อน เช่น เวลาจะไปไหนอย่างทานข้าวงี้ A จะไม่รอเราค่ะ นางจะรอ 2 คนนั้นเป็นหลักถ้า 2 คนนั้นเสร็จเมื่อไหร่ก็ไป (บางทีเวลาเราใส่รองเท้า กินขนมหรือยังทำงานไม่เสร็จพวกนางก็จะลุกเดินกันไปเองดื้อๆไม่บอกเราค่ะ) ... หรืออย่างเวลาทำงานแล้วงานบางอย่างเราทำไม่เป็น เราเคยลองถาม 2 คนนั้นดูหลายๆครั้ง (2 คนนี้เรียนค่อนข้างเก่งนะคะแบบหัวดีพอสมควร) 2 คนนั้นก็ทำท่าเหมือนจะไม่อยากบอกเราหรือบอกก็บอกไม่หมดค่ะ จนเราเลือกที่จะถามเพื่อนอีกคนที่รู้จักกับ A มา 8 ปีเท่าเรามากกว่า .. แล้วก็เวลาจับกลุ่มอะค่ะถ้าเป็นกลุ่ม ถ้าคนเกินคนปุ๊บคือเราต้องออกตลอดไม่เคยมีใครยอมกระจายตัวกันไปอยู่กับคนอื่นเลย ... ซึ่งเป็นแบบนี้ตั้งแต่เทอม 1 จนถึง กลางเทอม 2 ม.3 ค่ะ ..
แต่ความคิดในตอนนั้นแว๊บหนึ่งเรารู้สึกอยากไปอยู่กับกลุ่มพวกผู้ชายนะคะ เพราะเดิมทีเราก็สนิทกับพวกเพื่อนผู้ชายมากอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเด็ก เรากลัวว่าการที่เราไปอยู่กับกลุ่มพวกผู้ชายถาวรเลยจะทำให้เราดูไม่ดี (อีกประเด็นคือในชั้นเราจะมีกลุ่มๆหนึ่งเคยนินทาเราเรื่องผู้ชายแล้วเอาเราไปพูดประมาณว่าเราจะไปแย่งผู้ชายที่มีแฟนอยู่แล้วจากคนอื่นมา + เราทำตัวเหมือนนักล่าผู้ชาย จนทำให้คนมองเราแย่ๆไปสักพักใหญ่ๆเลยค่ะ) มันเลยทำให้เราล้มเลิกความคิดนี้ไป ... จนอยู่มาวันหนึ่งกลุ่มคนที่เคยนินทาไปมีเรื่องกับรุ่นน้องที่เราสนิทค่ะ.. ซึ่งกลุ่มที่เคยนินทาเราเนี้ยบังเอิญมาสนิทกับเพื่อนอีก 2 คนที่ A มาสนิทตอน ม.3 พอดี ช่วงนั้นกลุ่มที่เคยนินทาเราก็จะแกล้งตีเนียนผ่าน 2 คนนั้นมาคุยกับเราค่ะแล้วก็จะชอบถามเราประมาณว่า“รู้ไหมว่าเด็กมันพูดอะไรบ้าง” .. “เด็กพูดอะไรให้ฟังอีกหรือเปล่า” ซึ่งเราก็บอกบ้างไม่บอกบ้างค่ะ แต่มีครั้งหนึ่งเราไม่แน่ใจเราเลยบอกแล้วลงท้ายไปว่า “ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าจริงไหม ”.. .. หลังจากนั้นไม่เกิน 1 ชม. ค่ะ กลุ่มพวกนั้นก็ไประเบิดลงใส่รุ่นน้องที่เราสนิทด้วย ทั้งๆที่ข้อมูลก็ยังไม่แน่นพอรุ่นน้องเรามันก็เลยโต้กลับมาจนกลุ่มพวกนี้หน้าแตก ...
หลังจากนั้นเราก็มีปัญหากับกลุ่มพวกนี้อีกครั้งค่ะ เช่น โดนโพสเฟสด่าว่า

บ้าง .. โดนแบนไม่ให้คนอื่นช่วยงานเราบ้าง .. อ่อ .. กลับมาที่เรากับ A นะคะ เราขอให้ A ช่วยเราหน่อยเพราะเห็น A ก็สนิทกับ 2 คนนั้นแล้ว 2 คนนั้นก็สนิทกับกลุ่มๆนี้ด้วย ( เรายังจำขณะที่เราพูดได้อยู่เลยตอนนั้นเราน้ำตาคลอเบ้าละก็เสียงสั่นมากๆ ) แต่สิ่งที่ A บอกกับเราคือ “ กูก็รู้จักกับ 2 คนนั้นแล้ว 2 คนนั้นก็รู้จักกับกลุ่มนั้นด้วยคือไม่อยากมีปัญหาด้วยอะ แล้วทำไมต้องมามีเรื่องอะไรกันตอนนี้ด้วยวะ ! ” ประโยคนี้ทำให้เราสะเทือนใจมาก + เราเครียดสะสมมากนาน วันนั้นพอกลับบ้านมาเราเลยบอกแม่ว่า “หนูขอไปหาหมอสุขภาพจิตได้ไหมคะ หนูไม่ไหวแล้ว ” (เราร้องไห้กับแม่แทบทุกวันค่ะตั้งแต่ตอนที่ A ห่างกับเราแรกๆแล้ว .. ซึ่งแม่เราเองก็คงไม่อยากให้เราเศร้าไปมากกว่านี้) แม่เราก็เลยพาเราไปหาหมอโรงพยาบาลๆหนึ่งของรัฐ ...
เบื้องต้นก็เขาก็จะให้เราอธิบายคร่าวๆคะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ? ตอนนี้รู้สึกยังไง ? แล้วก็ให้ยาเรามาค่ะ ยามีประมาณ 3 ตัว 5 – 6 เม็ด แต่เราจำได้แค่ตัวเดียว ซึ่งยาตัวนี้มีชื่อว่า Fluoxetine (ฟลูออกซิทีน) เราจะอธิบายง่ายๆนะคะว่า มันคือยาต้านโรคซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมองและรักษาอาการที่เกิดจากภาวะซึมเศร้า อาการตื่นตระหนก หรืออาการย้ำคิดย้ำทำประมาณนี้ .. ( ซึ่งยาที่โรงพยาบาลให้เรามาทั้งหมดนั้น เราใช้เวลาทานตั้งแต่ตอน ปลายๆ ม.3 – ตอนกลางๆเทอม ปี 2 เลยค่ะ เสียเงินไปเยอะมากประมาณหนึ่งหมื่น – สองหมื่นบาทไปเลยค่ะ คิดแล้วสงสารพ่อแม่เลยที่หมดเงินไปกับค่ายาของเรา TT )
กลับมาต่อกับตอนที่เรามีปัญหากับกลุ่มนั้นแล้วไม่มีใครในกลุ่มช่วยนะคะ (เพื่อนที่รู้จัก A มา 8 ปีก็เฉยๆกับเรื่องนี้ค่ะไม่ได้ช่วยแล้วก็ไม่ได้คุยอะไรทั้งนั้น) ตั้งแต่หลังจากที่เรามีปัญหากับกลุ่มๆนั้น A และเพื่อนอีก 2 คนก็ไปกินข้าวกับกลุ่มที่มีปัญหาด้วยทุกวันเลย (ไม่รู้ว่าตั้งใจไปกินด้วยกันหรือเปล่า) ช่วงนั้นเราไม่กินข้าวกลางวันเลยค่ะ มีแต่แอบไปซื้อละมาทานบนห้องตลอด 1-2 เดือนก่อนจบ ม.3 แล้วมือถือก็ไม่ได้มีโซเชียลมากเหมือนสมัยนี้ด้วยมากสุดก็แต่กดเล่นเกมเล็กๆน้อยๆในมือถือหรือไม่ก็แอบไปเข้าห้องน้ำโทรหาแม่แล้วร้องไห้ค่ะ จนเพื่อนๆผู้ชายที่เราสนิทเขาสังเกตว่าเราดูซึมๆไปมาก พวก เขาก็เลยเข้ามาหาเราละถามว่า เราเป็นอะไรหรือเปล่า เราก็เล่าไปให้พวกผู้ชายฟังคร่าวๆค่ะ พวกเขาก็บอกเราว่า “ ไม่เป็นไรมาอยู่ด้วยกันก็ได้ ” หลังจากนั้นเราก็เลยอยู่กับเพื่อนผู้ชายยาวๆจนเกือบจบ ม.3 .. แต่ตอนนั้นเราเองก็ยังรู้สึกอึดอัดกับกลุ่มที่เรามีปัญหาอยู่นะคะ เราเลยยอมเสียศักดิ์ศรีทัก MSN ไปหาแล้วเป็นฝ่ายขอโทษพวกนั้นเอง (เพราะอยากให้เรื่องจบๆ) ซึ่งเรื่องก็จบค่ะ คือไม่มีการโพสเฟสด่าหรือมาแบนใส่เราอีก .. ส่วนกับ A และ 2 คนนั้นตอนเข้าค่ายลูกเสือ จบ ม.3 เราก็ตามไปนอน + กินข้าวด้วยกันค่ะ (เพราะอันนี้ครูจับให้มาเราเลยแยกออกมาเองไม่ได้) ..... จนกระทั้งจบ ม.3
A พอจบ ม.3 ไปนางก็ไปต่อที่อื่นค่ะ ส่วน 2 คนนั้น มีคนหนึ่งเรียนต่อที่เดิมเหมือนเรา ส่วนอีกคนหนึ่งไปเรียนต่อที่อื่นค่ะ แรกๆพอจบ ม.3 เราก็ยังพยายามทัก MSN ไปคุยกับ A นะคะนางก็คุยดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่อารมณ์ (คุยกันได้เพราะเรื่องดาราเกาหลีค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะคุยไม่ค่อยดีเท่าไหร่อาจจะเพราะรำคาญเราด้วย) แต่เราก็ยังพยายามทักไปหา A เป็นระยะๆ จนมาถึงยุคของ Line กับ แชทเฟส (ช่วงนั้นอยู่ประมาณ ม.6 หรือปี 1 นี้แหละค่ะ) ทักไปนางก็อ่านไม่ตอบค่ะแล้วเป็นแบบนี้ทุกครั้ง .. จนมีวันหนึ่งรุ่นเราจัดงานรวมรุ่นค่ะ รู้สึกว่า A จะเห็นเราก่อน ละพอเราทำท่าจะทัก A ก็แกล้งหันหน้าหนี .. ซึ่งในตอนนั้นแหละค่ะ ทำให้เราเลิกยุ่งกับ A ถาวร และทุกวันนี้เรากับ A ก็ไม่มีการติดต่อซึ่งกันและกันอีกเลย ...
สิ่งที่เราอยากจะบอกกับน้องๆหรือเพื่อนๆอีกหลายๆคนที่กำลังอ่านกระทู้ของเราอยู่ว่า เราเสียทั้งเงิน (ค่ายาเป็นหมื่น) และเสียทั้งเวลาในการพยายามรั้งคนๆหนึ่งที่ไม่สมควรจะอยู่ในชีวิตเราไว้เพราะเรื่อง “ เพื่อน ” เรื่องเดียวเลย เพื่อนคนไหนไม่ดีก็ปล่อยเขาไปค่ะ หรือถ้าไม่มีใครอยู่รอบตัวแล้วก็ย้ายกลุ่มไปเลยอย่าไปแคร์สายตาคนอื่น (เช่น ที่เราย้ายไปอยู่กับเพื่อนผู้ชาย) ก็ได้ค่ะ .. แต่ข้อดีของเรื่องนี้ก็มีนะคะ

เพราะจากเดิมที่เราเป็นคนติดเพื่อน ไม่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวต้องมีเพื่อนไปด้วยตลอด ต้องมีเพื่อนคุยด้วยตลอด .. ทุกๆวันนี้มันทำให้เราสามารถอยู่คนเดียวได้มากขึ้นค่ะ ไปไหนมาไหนคนเดียวเองได้ เช่น ดูหนัง เข้าห้องน้ำ ทานข้าว ก็ไม่จำเป็นต้องมีใครไปด้วย (จนหลายๆคนบอกเราเป็นผู้หญิงที่มีความแมนสูงมากกกกก 555555) ในขณะที่คนอื่นๆถ้าไม่มีเพื่อนไปด้วยนี้จะเสียความมั่นใจไปเลย .. สุดท้ายแล้วเราอยากให้ทุกๆคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องเพื่อนอยู่มีกำลังใจขึ้น นะคะ สู้ๆค่ะ
อยากให้น้องๆหรืออีกหลายๆคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องเพื่อนอยู่มีกำลังใจขึ้นค่ะ
คือเดิมทีเรามีเพื่อนสนิทอยู่ 2 คน คนหนึ่งเราขอตั้งชื่อให้ว่า A นะคะรู้จักกันได้ 8 ปีในตอนนั้น ส่วน B เรารู้จักได้ 3 ปีค่ะ ทีนี้พอเริ่มขึ้น ม.3 เพื่อนที่ชื่อ B ก็ห่างๆเราไปทีแรกเราก็เสียใจมาก แต่ใจเราก็คิดว่าถึงยังไงเราก็ยังมี A อยู่ด้วย(เพราะ A คบกันมา 8 ปีเราเลยผูกพันมากกว่า) แล้วทีนี้ A ก็เริ่มสนิทกับเพื่อนใหม่ในห้องอีก 3 คน (คนแรก รู้จักกับ A มา 8 ปีเท่าๆเราซึ่งในเรื่องที่เล่านี่เราจะไม่ค่อยพูดถึงมากนะคะ ส่วน อีก 2 คนเพิ่งรู้จักกับ A ได้ 1 เดือนช่วงปิดเทอมก่อนขึ้น ม.3 ค่ะ) ทีแรกเราก็ดีใจค่ะที่จะได้ตั้งต้นกับกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ แต่นี้ละค่ะคือจุดเริ่มต้นของปัญหาหลายๆอย่าง ... หลังจากเปิดเทอมไปสักประมาณ 2 – 3 วัน ช่วงทานข้าวกลางวันคือโต๊ะโรงเรียนเรามันจะนั่งทานกันได้ 4 คน แล้วบังเอิญตอนนั้นเราตักข้าวเป็นคนสุดท้ายพอดี เราเลยได้มานั่งโต๊ะคนสุดท้าย สิ่งที่เห็นคือ .. ทุกๆคน นั่งโต๊ะกันหมดแล้วจน 1 ใน 2 คนที่เพิ่งรู้จักกับ A ได้ไม่นานก็พูดว่า “ อ้าวลากเก้าอี้มานั่งเลยสิ (แล้วก็ตามด้วยชื่อเรา) ” ซึ่ง เราอึ่งมากๆเลยว่าแบบทำไมถึงไม่ให้เรานั่งก่อนทั้งๆที่คนมาทีหลังปกติ จะต้องนึกถึงคนที่อยู่ด้วยกันมาก่อนใช่ไหมคะ T0T .. แต่นี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นค่ะ
หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ A ก็เริ่มห่างๆกับเราไป ห่างในที่นี้คือยังอยู่กลุ่มเดียวกันนะคะ แต่คือจะไม่ค่อยคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเรามากเหมือนเมื่อก่อน เช่น เวลาจะไปไหนอย่างทานข้าวงี้ A จะไม่รอเราค่ะ นางจะรอ 2 คนนั้นเป็นหลักถ้า 2 คนนั้นเสร็จเมื่อไหร่ก็ไป (บางทีเวลาเราใส่รองเท้า กินขนมหรือยังทำงานไม่เสร็จพวกนางก็จะลุกเดินกันไปเองดื้อๆไม่บอกเราค่ะ) ... หรืออย่างเวลาทำงานแล้วงานบางอย่างเราทำไม่เป็น เราเคยลองถาม 2 คนนั้นดูหลายๆครั้ง (2 คนนี้เรียนค่อนข้างเก่งนะคะแบบหัวดีพอสมควร) 2 คนนั้นก็ทำท่าเหมือนจะไม่อยากบอกเราหรือบอกก็บอกไม่หมดค่ะ จนเราเลือกที่จะถามเพื่อนอีกคนที่รู้จักกับ A มา 8 ปีเท่าเรามากกว่า .. แล้วก็เวลาจับกลุ่มอะค่ะถ้าเป็นกลุ่ม ถ้าคนเกินคนปุ๊บคือเราต้องออกตลอดไม่เคยมีใครยอมกระจายตัวกันไปอยู่กับคนอื่นเลย ... ซึ่งเป็นแบบนี้ตั้งแต่เทอม 1 จนถึง กลางเทอม 2 ม.3 ค่ะ ..
แต่ความคิดในตอนนั้นแว๊บหนึ่งเรารู้สึกอยากไปอยู่กับกลุ่มพวกผู้ชายนะคะ เพราะเดิมทีเราก็สนิทกับพวกเพื่อนผู้ชายมากอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเด็ก เรากลัวว่าการที่เราไปอยู่กับกลุ่มพวกผู้ชายถาวรเลยจะทำให้เราดูไม่ดี (อีกประเด็นคือในชั้นเราจะมีกลุ่มๆหนึ่งเคยนินทาเราเรื่องผู้ชายแล้วเอาเราไปพูดประมาณว่าเราจะไปแย่งผู้ชายที่มีแฟนอยู่แล้วจากคนอื่นมา + เราทำตัวเหมือนนักล่าผู้ชาย จนทำให้คนมองเราแย่ๆไปสักพักใหญ่ๆเลยค่ะ) มันเลยทำให้เราล้มเลิกความคิดนี้ไป ... จนอยู่มาวันหนึ่งกลุ่มคนที่เคยนินทาไปมีเรื่องกับรุ่นน้องที่เราสนิทค่ะ.. ซึ่งกลุ่มที่เคยนินทาเราเนี้ยบังเอิญมาสนิทกับเพื่อนอีก 2 คนที่ A มาสนิทตอน ม.3 พอดี ช่วงนั้นกลุ่มที่เคยนินทาเราก็จะแกล้งตีเนียนผ่าน 2 คนนั้นมาคุยกับเราค่ะแล้วก็จะชอบถามเราประมาณว่า“รู้ไหมว่าเด็กมันพูดอะไรบ้าง” .. “เด็กพูดอะไรให้ฟังอีกหรือเปล่า” ซึ่งเราก็บอกบ้างไม่บอกบ้างค่ะ แต่มีครั้งหนึ่งเราไม่แน่ใจเราเลยบอกแล้วลงท้ายไปว่า “ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าจริงไหม ”.. .. หลังจากนั้นไม่เกิน 1 ชม. ค่ะ กลุ่มพวกนั้นก็ไประเบิดลงใส่รุ่นน้องที่เราสนิทด้วย ทั้งๆที่ข้อมูลก็ยังไม่แน่นพอรุ่นน้องเรามันก็เลยโต้กลับมาจนกลุ่มพวกนี้หน้าแตก ...
หลังจากนั้นเราก็มีปัญหากับกลุ่มพวกนี้อีกครั้งค่ะ เช่น โดนโพสเฟสด่าว่า
เบื้องต้นก็เขาก็จะให้เราอธิบายคร่าวๆคะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ? ตอนนี้รู้สึกยังไง ? แล้วก็ให้ยาเรามาค่ะ ยามีประมาณ 3 ตัว 5 – 6 เม็ด แต่เราจำได้แค่ตัวเดียว ซึ่งยาตัวนี้มีชื่อว่า Fluoxetine (ฟลูออกซิทีน) เราจะอธิบายง่ายๆนะคะว่า มันคือยาต้านโรคซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมองและรักษาอาการที่เกิดจากภาวะซึมเศร้า อาการตื่นตระหนก หรืออาการย้ำคิดย้ำทำประมาณนี้ .. ( ซึ่งยาที่โรงพยาบาลให้เรามาทั้งหมดนั้น เราใช้เวลาทานตั้งแต่ตอน ปลายๆ ม.3 – ตอนกลางๆเทอม ปี 2 เลยค่ะ เสียเงินไปเยอะมากประมาณหนึ่งหมื่น – สองหมื่นบาทไปเลยค่ะ คิดแล้วสงสารพ่อแม่เลยที่หมดเงินไปกับค่ายาของเรา TT )
กลับมาต่อกับตอนที่เรามีปัญหากับกลุ่มนั้นแล้วไม่มีใครในกลุ่มช่วยนะคะ (เพื่อนที่รู้จัก A มา 8 ปีก็เฉยๆกับเรื่องนี้ค่ะไม่ได้ช่วยแล้วก็ไม่ได้คุยอะไรทั้งนั้น) ตั้งแต่หลังจากที่เรามีปัญหากับกลุ่มๆนั้น A และเพื่อนอีก 2 คนก็ไปกินข้าวกับกลุ่มที่มีปัญหาด้วยทุกวันเลย (ไม่รู้ว่าตั้งใจไปกินด้วยกันหรือเปล่า) ช่วงนั้นเราไม่กินข้าวกลางวันเลยค่ะ มีแต่แอบไปซื้อละมาทานบนห้องตลอด 1-2 เดือนก่อนจบ ม.3 แล้วมือถือก็ไม่ได้มีโซเชียลมากเหมือนสมัยนี้ด้วยมากสุดก็แต่กดเล่นเกมเล็กๆน้อยๆในมือถือหรือไม่ก็แอบไปเข้าห้องน้ำโทรหาแม่แล้วร้องไห้ค่ะ จนเพื่อนๆผู้ชายที่เราสนิทเขาสังเกตว่าเราดูซึมๆไปมาก พวก เขาก็เลยเข้ามาหาเราละถามว่า เราเป็นอะไรหรือเปล่า เราก็เล่าไปให้พวกผู้ชายฟังคร่าวๆค่ะ พวกเขาก็บอกเราว่า “ ไม่เป็นไรมาอยู่ด้วยกันก็ได้ ” หลังจากนั้นเราก็เลยอยู่กับเพื่อนผู้ชายยาวๆจนเกือบจบ ม.3 .. แต่ตอนนั้นเราเองก็ยังรู้สึกอึดอัดกับกลุ่มที่เรามีปัญหาอยู่นะคะ เราเลยยอมเสียศักดิ์ศรีทัก MSN ไปหาแล้วเป็นฝ่ายขอโทษพวกนั้นเอง (เพราะอยากให้เรื่องจบๆ) ซึ่งเรื่องก็จบค่ะ คือไม่มีการโพสเฟสด่าหรือมาแบนใส่เราอีก .. ส่วนกับ A และ 2 คนนั้นตอนเข้าค่ายลูกเสือ จบ ม.3 เราก็ตามไปนอน + กินข้าวด้วยกันค่ะ (เพราะอันนี้ครูจับให้มาเราเลยแยกออกมาเองไม่ได้) ..... จนกระทั้งจบ ม.3
A พอจบ ม.3 ไปนางก็ไปต่อที่อื่นค่ะ ส่วน 2 คนนั้น มีคนหนึ่งเรียนต่อที่เดิมเหมือนเรา ส่วนอีกคนหนึ่งไปเรียนต่อที่อื่นค่ะ แรกๆพอจบ ม.3 เราก็ยังพยายามทัก MSN ไปคุยกับ A นะคะนางก็คุยดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่อารมณ์ (คุยกันได้เพราะเรื่องดาราเกาหลีค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะคุยไม่ค่อยดีเท่าไหร่อาจจะเพราะรำคาญเราด้วย) แต่เราก็ยังพยายามทักไปหา A เป็นระยะๆ จนมาถึงยุคของ Line กับ แชทเฟส (ช่วงนั้นอยู่ประมาณ ม.6 หรือปี 1 นี้แหละค่ะ) ทักไปนางก็อ่านไม่ตอบค่ะแล้วเป็นแบบนี้ทุกครั้ง .. จนมีวันหนึ่งรุ่นเราจัดงานรวมรุ่นค่ะ รู้สึกว่า A จะเห็นเราก่อน ละพอเราทำท่าจะทัก A ก็แกล้งหันหน้าหนี .. ซึ่งในตอนนั้นแหละค่ะ ทำให้เราเลิกยุ่งกับ A ถาวร และทุกวันนี้เรากับ A ก็ไม่มีการติดต่อซึ่งกันและกันอีกเลย ...
สิ่งที่เราอยากจะบอกกับน้องๆหรือเพื่อนๆอีกหลายๆคนที่กำลังอ่านกระทู้ของเราอยู่ว่า เราเสียทั้งเงิน (ค่ายาเป็นหมื่น) และเสียทั้งเวลาในการพยายามรั้งคนๆหนึ่งที่ไม่สมควรจะอยู่ในชีวิตเราไว้เพราะเรื่อง “ เพื่อน ” เรื่องเดียวเลย เพื่อนคนไหนไม่ดีก็ปล่อยเขาไปค่ะ หรือถ้าไม่มีใครอยู่รอบตัวแล้วก็ย้ายกลุ่มไปเลยอย่าไปแคร์สายตาคนอื่น (เช่น ที่เราย้ายไปอยู่กับเพื่อนผู้ชาย) ก็ได้ค่ะ .. แต่ข้อดีของเรื่องนี้ก็มีนะคะ