เป็นกระทู้แรกที่ผมตั้ง มันคงจัดจะเป็นเรื่องเล่าตอนหนึ่งในชีวิตที่น่าจดจำของผม เรื่องนึงที่ฝังในและสร้างความจดจำ ในแง่ของ ความรู้สึก ความสนุก ความสุข ความรัก และความเศร้า รวมถึงความท้าทาย และการสร้างแรงจูงใจอะไรบางอย่างให้กับผม
เรื่องราวมันเริ่มต้น การที่ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิต ไม่มีแรงหรือกำลังใจจะทำอะไร แต่แล้ววันนึงผมก็ได้พบกับผู้หญิงคนนึ่ง ซึ่งเราไม่รู้จักกันและไม่มีวันที่จะได้รู้จักกันอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้เพราะอะไรเมื่อผมเห็นเธอ หรือว่าได้ติดตามผลงานของเธอ พอดีเธอเป็นคนชอบร้องเพลง มันทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจอยากจะลองทำอะไรขึ้นมาอีกครั้งนึง (อารมเหมือนดูรายการหรือตามวงดนตรีแล้วเพิ่มกำลังในการทำงานทำนองนี้แหละครับ) ซึ่งผมก็ติดตามผลงานของเธอมาเรื่อยๆ ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปเวลา มี Event แล้วเธอขึ้นไปร้องเพลง ผมก็มักจะติดกล้องแล้วไปถ่ายรูปเธอเสมอ การใช้ชีวิตของผมเป็นแบบนี้ตลอดซึ่งมันก็ดี และมีความสุขมาก
แต่แล้วทุกอย่างมันก็มาถึงจุดเปลี่ยน ผมใช้ชีวิตของผมแบบนั้นต่อไปอีกครึ่งปี จนได้มีโอกาสไปที่งานคอนเสิร์ตงานหนึ่ง มันเกิดความแปลกที่ว่า ผมได้เดินสวนกับเธอคนนั้น คนที่ผมไม่คิดว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันหรือรู้จักกัน แว๊บแรกที่เดินสวนกัน ผมคงจะทำหน้าตกใจใส่เขา แต่สิ่งที่เขาตอบรับกลับมาคือ สวัสดีค่า ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าเอ่อ คงตกใจเหมือนกันสัญชาตญาณของคนคงบอกให้สวัสดี ฮ่าๆ
แล้วเราก็เดินสวนกันไปไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจอ แล้วก็เดินวนในงานคอนเสิร์ต ก็เดินสวนกันหลายรอบครับ แต่ด้วยความที่ผมไม่คิดว่าเราจะต้องรู้จักกันอยู่แล้วหรือ แม้แต่จะต้องรบกวนเวลาส่วนตัวของเขา ผมติดตามเขาแค่ในฐานะของคนที่ไม่รู้จักกันดีกว่า (ผมไม่ได้สตอคเกอร์นะไม่ได้ตามอะไรขนาดนั้น เหมือนมองเมื่อเจอ ติดตามผลงานเมื่อมีมากกว่า) จนท้ายงานก่อนที่งานจะจบลง ผมได้มาเจอกับเธออีกครั้งแต่ครั้งนี้ ผมเผลอเรียกชื่อของเขาออกไป แล้วเขาก็หันมาหยุดเดินจากการที่ก้มหน้าเดินอยู่ ตอนนั้นสิ่งที่ผมจำได้คือ Blank ครับ มันโล่งหมด สิ่งที่ผมดันหลุดต่อไปคือคำพูดว่า จำเราได้ไหม แต่สิ่งที่เขาบอกกลับมาเป็นคำว่าจำได้แล้ว เรียกชื่อผมว่า พี่...ไง ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะจำไม่ได้ว่าไปบอกชื่อตอนไหนด้วยซ้ำ แล้วก็เดินออกมาแบบงงๆ หลังจบงานคอนก็กลับบ้าน โดยไม่ไม่ได้คิดอะไรหรอก
จนตอนเช้าผมจำได้แม่นมากความรู้สึกตอนนั้น คือตอนตื่นนอนตามสไตล์คือเราต้องหยิบมือถือขึ้นมาเป็นอย่างแรกเพื่อดูเวลา แต่ว่าที่ผมเห็นบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่ใช่เวลา แต่มันคือข้อความ Inbox ทาง facebook ถึงผม และแจ้งเตือน Add friend ซึ่งผมเห็นตอนนั้นก็ยังเบลอๆเลยกดรับมั่วไปซะงั้นโดยที่ยังไม่ได้กดดูข้อความ inbox ที่ส่งมา หลังจากรับเพื่อนผมก็จะส่องว่าคือใคร แต่มันก็มีรูปของเธอคนนั้นผมก็เอ่อ อะไรวะเนี่ยเลยไปดูข้อความ inbox ซึ่งคือเธอจริงๆครับ ผมตกใจจนตื่นและส่งข้อความไปว่า นี่ใช่คนนี้จริงๆหรอ
พอเที่ยงเธอก็ตอบกลับมาครับ

จุดเริ่มต้นทุกอย่าง
ต่อจากที่เธอตอบกลับมา หลังจากนั้นสิ่งที่ผมทำคือ การหาจุดวางตัวครับ ว่าควรจะวางตัวยังไง จนสุดท้ายก็คือเป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ ผมคุยกับเธอตลอดเวลาโดยใช้ความเป็นตัวของตัวเอง และสิ่งที่ผมสนใจที่สุด ตอนนั้นคือ แอดมาทำไมหรอ คือสิ่งที่ผมพูดไป และสิ่งที่เธอบอกกลับมาคือ "ไม่บอก"
หลังจากนั้นเราคุยกันทั้งวัน ทุกวัน และทำให้รู้สึกเหมือน เจอคนที่เหมือนกัน ชอบฟังเพลงเหมือนกันเวลาว่างแต่แนวดนตรีผมอาจจะไม่ลึกเท่าเธอ ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน และชอบการเดินทางเหมือนๆกัน จนตัดสินใจออกไปข้างนอกด้วยกันครับ
เรานัดกันที่สยาม เพื่อไปล้างรูปฟิล์ม และไปสะพานเหล็กต่อเพื่อเอากล้องไปซ่อมครับ มันเป็นการนัดออกมาที่กระทันหันมาก นัดเช้าบ่ายเจอกัน อารมไปไหนเราไปกัน สิ่งแรกที่ผมตื่นเต้นมากคือจะได้เจอตัวแบบใกล้ชิด อยากรู้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนยังไง เหมือนกับที่เราวาดฝันไว้หรือเปล่า จะเป็นคนที่มีนิสัยและเคมีตรงกันหรือเปล่า
เมื่อได้เจอกันตอนแรกมันก็จะเกร็งๆ หน่อยเพราะไม่รู้จะวางตัวยังไงแต่ พอได้อยู่ด้วยกันเรื่อยๆ ผมเริ่มปล่อยไปตามนิสัยเป็นตัวของตัวเองและมีความสุข สนุกมากที่ได้อยู่กับเขา ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับเธอ ความเหนื่อยล้า ชีวิตประจำวัน จนเมื่ออยู่ด้วยกันไปสักพัก ผมอาจจะเป็นคนที่วางตัวไม่ดี ไม่รู้มันเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นกับผม ผมคว้ามือเธอแล้วเดินข้ามถนนครับ แต่แล้วผมก็ปล่อย เพราะคิดว่ามันเร็วเกินไป แต่พอไปสักพัก ผมก็ดันเผลอคว้ามือเธอทุกครั้งที่ข้ามถนน จนสุดท้าย ผมก็คว้ามือเธอมาจับ ซึ่งผมไม่รู้เลย ว่าความจริงแล้ว เธออยากจะจับมือของผมหรือเปล่า แต่ ณ เวลานั้นใจผมคิดว่าเร็วเกินไป แต่อีกใจนึงมันก็ จับมือไปแล้ว ผมคิดมาตลอดว่าเวลาแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง กับการที่เธอมาอยู่ตรงนี้กับผม การเที่ยวครั้งนี้มันจบด้วยความสุขครับ หลังจากนี้เราก็ติดต่อกัน แถมมากกว่าเดิม
ที่ๆไปเที่ยวกันครั้งแรก
หลังจากเที่ยวครั้งแรกสิ่งที่ผม พอผมกลับมาตอนนั้นมันมีความสุขมาก แต่สิ่งที่ผมมักจะทบทวนในหัวเสมอคือ ทุกอย่างมันไม่ควรจะเร็วขนาดนี้ ผมไม่ควรบวกเธอมาก ควรสร้างกำแพง เพื่อการวางตัวมากขึ้น เอาตรงๆผมกลัวเจ็บมากๆครับ ด้วยสถานะแล้วเราไม่น่าจะมารู้จักกันเพราะอยู่คนละโลกเลยครับ ในความคิดของผม ซึ่งผมตัดสินใจว่า ผมจะต้องไม่ออกไปหาเธอบ่อย ต้องเว้นระยะห่าง
แต่ทุกอย่างมันผิดแผนผมหมดเลยครับ หลังจากนั้น ผมดันออกไปหาเธอบ่อยมากๆ และรู้สึกเหมือนเธอเข้าหาเรามากขึ้น เราคุยกันหลายเรื่องมากขึ้น ทำให้ผมกลับไปมี ความรู้สึกเหมือนเด็กที่จีบๆ กันจนต้องคุยโทรศัพท์ จนหลับไป ทุกวัน
และผมมีสัญญากับเธอไว้ครับ เนื่องจากผมเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างผอมและแห้ง ดูไม่มีมาด หลังค่อม สิ่งที่เธอเสนอมาให้ผมคือ ยูต้องเปลี่ยนบุคคลิกตัวเองนะ เพื่อตัวยูเอง ยูต้องเริ่มหันมารู้จักดูแลตัวเอง หันมาออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ กินอาหารเพิ่มน้ำหนัก ทำกายภาพหลัง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดีกับผม ผมเลยทำตามและสัญญาว่าผมจะมี บุคคลิกที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดูดีขึ้นครับ ส่วนเธอเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง แต่สิ่งที่ผมพอจะช่วยเธอได้ คือการติวหนังสือครับ เธอสัญญากับผมเหมือนกันว่าเธอจะต้องเรียนหนังสือให้มากขึ้น หันมาขยัน อ่านหนังสือตั้งใจเรียนเพื่อดึงเกรดของตัวเธอเอง ซึ่งเราสัญญาว่าเราจะปรับปรุงในสิ่งที่ เราขาดไปพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เป็นคนที่ดีขึ้นและเติบโต ไปพร้อมๆกัน ซึ่งสำหรับตัวผมมัน ผมชอบความรักความชอบ ที่ คนคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้อีกคนนึง ทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ผมชอบมากๆ จนผมเริ่มรู้สึกแล้ว ว่าผมอาจจะชอบเธอเข้าแล้วจริงๆ แหละ
จนมันมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นครับ มันเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอทำให้เธอทะเลาะกับที่บ้าน แล้ววันนั้น ผมกลับรู้สึกว่าเธอไม่เหลือใคร แน่นอนหน้าที่ของผมต้องดูแลเธอครับ ผมยอมเสียเวลา ซึ่งความจริงแล้วช่วงนั้นผมกำลังจะสอบครับ ผมอยากดูแลเธอ อยากอยู่ให้กำลังใจให้คำปรึกษา ให้เธอผ่านฝันร้ายนี้ไปให้ได้ อยากอยู่ข้างๆ กับเธอ แต่ผมก็ไม่อยากเสียการเรียนด้วยผมแบ่งเวลารัดกุมมากๆ เพื่อให้ผมได้มีเวลาทำทั้งสองอย่างในเวลาที่เหมาะสม ตอนช่วงนั้นเธอหนักมากครับ หนักจนผมเกิดความรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบคนรู้จัก พี่น้อง แต่มันมากกว่านั้น ผมตัดสินใจบอก รักเธอไปครับ ตอนนั้นสิ่งที่ผมคิดกับคำนี้ คือไม่ได้รักในฐานะที่ผมอยากจะเป็นคนนั้นของเธอนะครับ บอกไปด้วยความรู้สึกที่ว่า เธอยังมีเราคอยรับฟัง คอยอยู่ข้างๆให้กำลังใจอยู่นะ ซึ่งผมก็อาจจะทำได้แค่นี้ ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงตอนนั้น อาจจะอึดอัดก็ได้ แต่เธอพูดกับผมตอนนั้น ว่าเค้าไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับคำคำนี้มานานแล้ว ซึ่งผมก็คิดว่าผมคงเดินมาถูกทางแล้วแหละ ในตอนนั้น
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ผมกับเธอมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ มันมากกว่าพี่น้อง และเหมือนจะรู้สึกว่าการเริ่มความสัมพันธ์มันก็ไม่เหมือนพี่น้อง เราสองคนตัดสินใจว่าสิ้นปีนี้จะไปเที่ยวใต้ด้วยกันครับ แต่ทริปใต้มันร่มเลยต้องเปลี่ยนมาขึ้นเหนือ ซึ่งคุยกันอยู่นานว่าจะไปที่ไหนยังไงแพลนกันไว้อย่างดีจองที่พัก สะสมเงินเป็นกองกลางจากการไปขายของด้วยกัน แต่แล้ววันนึง ความพีคที่บอกว่าความสุขมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปก็มาถึงครับ
จู่ๆ เธอได้หายไปจากชีวิตของผมครับ........
ผมไม่สามารถติดต่อเธอได้เลยเป็นวันๆ ตามปกติแล้วประมาณ9โมงเช้าเธอจะบอกว่าเธอตื่นแล้ว แต่ว่าวันนี้มันแปลก ผมเลยทักไปตอนเช้าตามปกติ และพอหลังเที่ยงมันเริ่มแปลกๆ ผมเลยทักไปอีกรอบแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับครับ จนผมตัดสินใจโทรหาเธอ แต่ก็ไม่รับสายครับ จนสุดท้ายผมก็รอเวลาจนเย็นและโทรไป ก็ยังไม่รับสาย ผมเริ่มกังวลว่าเกิด อะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า และในที่สุดผมก็ติดต่อเธอได้ตอนค่ำๆเลยครับ แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมาคือ เธอยังไม่ว่างอยู่กับเพื่อน ซึ่งผมก็โอเคแล้วรู้สึกว่าเธอยังปลอดภัยดี ผมเลยบอกไปว่า ถ้างั้นว่างแล้วค่อยคุยกันนะละ ถึงห้องแล้วโทรมานะ
แต่แล้วคืนนั้นเธอก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย เหตุการแบบนี้เกิดขึ้นกับผมเป็นเวลา1 สัปดาห์ที่ผมไม่รู้ว่าเธอทำอะไรอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า จากเมื่อก่อนที่เธอจะคอยบอกตลอด ผมรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลยและตั้งคำถามมากมายในหัวว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นผมไปสยามและเธอก็ไปสยามพอดีผม อยากจะเจอเธออีกครั้งนึงสักแปปก็ดีผมเลยนัดเธอแต่เธอก็ไม่ยอมมาเจอครับ ผมรู้สึกเคว้งและยิ่งสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือเปล่า และแล้วผมก็ทนไม่ไหวครับ พูดกับเธอตรงๆไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมาคือ เธอเห็นข้อความแต่ไม่อยากตอบ อยากทำอย่างอื่น เวลาอยู่กับเพื่อนไม่อยากเล่นมือถือ และโทรมายังอยู่กับเพื่อนยังไม่อยากคุยด้วย แน่นอนครับสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผมต่อมา คือ ช่วงเวลาที่ผมไปสอนหนังสือเธอที่ห้องและได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน หลังจากสอนหนังสือ มันดันมีละครเรื่องนึงโผล่มาในจอ ซึ่งตัวละครในตอนนั้นกำลังนอกใจแฟนและทำเป็นเฉยเมย แล้วผมก็พูดไปว่า ผมเกลียดคนที่มีนิสัยแบบนี้ ความพีคคือ เธอตอบกลับมาว่าเธอเคยเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมันคืออดีตและเธอบอกว่าเธออยากจะแก้ไขมัน ซึ่งผมแค่เชื่อก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรเลย.
ผมเกิดคำถามว่าเขาจะเบื่อผมหรือเปล่า สุดท้ายเราก็ทะเลาะกันครับซึ่งสัปดาห์ถัดไปเรากำลังจะไปเหนือด้วยกันแล้ว แต่คำพูดที่เธอพูดต่อตอนนั้น ซึ่งทำผมช๊อคไปเลย คือ เขารู้สึกไม่ชอบผมในฐานะของการเป็นแฟนกันครับ เค้าไม่ชอบให้ใครมาตีกรอบเขา เขาไม่ชอบคนที่บุคคลิกไม่ดี ช่วยเป็นพี่น้องกับเขาได้ไหม ซึ่งผมก็ช๊อคแล้วที่ผ่านมาคืออะไร และสุดท้ายข้อเสนอของเธอคือจะไปเที่ยวกันแล้วเราไม่คุยกันจนกว่าจะไปเที่ยวได้ไหม เพื่อจะได้ไม่ทะเลาะกัน ซึ่งผมก็โอเคเพราะผมอยากเดินทางแบบสนุกไม่คิดมากอะไร สำหรับความสัมพันธ์ตอนนี้มันอาจจะเก็บแต่ว่า ก็คงทนได้เมื่อเวลาผ่านไปคงปรับให้เป็นพี่น้องกับเขาได้ แต่มันยากตรงเราไม่ได้เริ่มกันด้วยการเป็นพี่น้องน่ะสิ ก็คงต้องใช้เวลา ผมเชื่อแบบนั้น
และแล้วมันก็ถึงช่วงสุดท้ายของการที่จากคนรู้สึกดีกันชอบกันกลายเป็นคนไม่รู้จักกันครับ
วันที่ออกเดินทางผมนัดเธอเจอกันที่ อู่รถทัวร์ย่านวิภาวดี ซึ่งการที่ผมได้มาเจอกับเธอ ผมเตรียมใจไว้แล้ว ผมจะอยู่ห่างเธอเท่าที่ทำได้ อยากจะวางตัวเป็นพี่ชายที่ดีของเธอ ผมเตรียมใจมาหมดแล้ว แต่เมื่อผมเจอเธอ สิ่งที่ผมรู้สึกอย่างแรกคือ คิดถึงครับ ซึ่งผมก็คงข่มอารมได้ คุยกับเธอปกติตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนานคิดว่าเธอคือน้องที่ผมรักและสนิทมากคนนึงมีเรื่องอะไรก็จะแชร์กัน และสิ่งที่ผมเห็นเธอตอนนั้นคือเธอกำลังไม่สบายครับ ผมก็อดห่วงไม่ได้จนต้องกลับมารู้สึกอยากจะดูแลเธออีกครั้ง มันก็ดันกลับไปนึกถึงความรุ้สึกเดิมๆอีกตอนหนึ่ง

จุดเริ่มต้นการเดินทางของทริป
คำจะหมดแล้วเดี๋ยวมาต่อในนะครับ
ฝากติดตามผลงานภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มด้วยครับผมมันคือสิ่งที่ผมอยากจะทำมานานมากแล้วและทริปนี้มันสอนการผจญภัยให้ผมแบบสุดๆ
การเข้ามาและจากไปของคน คนหนึ่งที่ฝังลึกในความทรงจำของเรา
เรื่องราวมันเริ่มต้น การที่ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิต ไม่มีแรงหรือกำลังใจจะทำอะไร แต่แล้ววันนึงผมก็ได้พบกับผู้หญิงคนนึ่ง ซึ่งเราไม่รู้จักกันและไม่มีวันที่จะได้รู้จักกันอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้เพราะอะไรเมื่อผมเห็นเธอ หรือว่าได้ติดตามผลงานของเธอ พอดีเธอเป็นคนชอบร้องเพลง มันทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจอยากจะลองทำอะไรขึ้นมาอีกครั้งนึง (อารมเหมือนดูรายการหรือตามวงดนตรีแล้วเพิ่มกำลังในการทำงานทำนองนี้แหละครับ) ซึ่งผมก็ติดตามผลงานของเธอมาเรื่อยๆ ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปเวลา มี Event แล้วเธอขึ้นไปร้องเพลง ผมก็มักจะติดกล้องแล้วไปถ่ายรูปเธอเสมอ การใช้ชีวิตของผมเป็นแบบนี้ตลอดซึ่งมันก็ดี และมีความสุขมาก
แต่แล้วทุกอย่างมันก็มาถึงจุดเปลี่ยน ผมใช้ชีวิตของผมแบบนั้นต่อไปอีกครึ่งปี จนได้มีโอกาสไปที่งานคอนเสิร์ตงานหนึ่ง มันเกิดความแปลกที่ว่า ผมได้เดินสวนกับเธอคนนั้น คนที่ผมไม่คิดว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันหรือรู้จักกัน แว๊บแรกที่เดินสวนกัน ผมคงจะทำหน้าตกใจใส่เขา แต่สิ่งที่เขาตอบรับกลับมาคือ สวัสดีค่า ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าเอ่อ คงตกใจเหมือนกันสัญชาตญาณของคนคงบอกให้สวัสดี ฮ่าๆ
แล้วเราก็เดินสวนกันไปไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจอ แล้วก็เดินวนในงานคอนเสิร์ต ก็เดินสวนกันหลายรอบครับ แต่ด้วยความที่ผมไม่คิดว่าเราจะต้องรู้จักกันอยู่แล้วหรือ แม้แต่จะต้องรบกวนเวลาส่วนตัวของเขา ผมติดตามเขาแค่ในฐานะของคนที่ไม่รู้จักกันดีกว่า (ผมไม่ได้สตอคเกอร์นะไม่ได้ตามอะไรขนาดนั้น เหมือนมองเมื่อเจอ ติดตามผลงานเมื่อมีมากกว่า) จนท้ายงานก่อนที่งานจะจบลง ผมได้มาเจอกับเธออีกครั้งแต่ครั้งนี้ ผมเผลอเรียกชื่อของเขาออกไป แล้วเขาก็หันมาหยุดเดินจากการที่ก้มหน้าเดินอยู่ ตอนนั้นสิ่งที่ผมจำได้คือ Blank ครับ มันโล่งหมด สิ่งที่ผมดันหลุดต่อไปคือคำพูดว่า จำเราได้ไหม แต่สิ่งที่เขาบอกกลับมาเป็นคำว่าจำได้แล้ว เรียกชื่อผมว่า พี่...ไง ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะจำไม่ได้ว่าไปบอกชื่อตอนไหนด้วยซ้ำ แล้วก็เดินออกมาแบบงงๆ หลังจบงานคอนก็กลับบ้าน โดยไม่ไม่ได้คิดอะไรหรอก
จนตอนเช้าผมจำได้แม่นมากความรู้สึกตอนนั้น คือตอนตื่นนอนตามสไตล์คือเราต้องหยิบมือถือขึ้นมาเป็นอย่างแรกเพื่อดูเวลา แต่ว่าที่ผมเห็นบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่ใช่เวลา แต่มันคือข้อความ Inbox ทาง facebook ถึงผม และแจ้งเตือน Add friend ซึ่งผมเห็นตอนนั้นก็ยังเบลอๆเลยกดรับมั่วไปซะงั้นโดยที่ยังไม่ได้กดดูข้อความ inbox ที่ส่งมา หลังจากรับเพื่อนผมก็จะส่องว่าคือใคร แต่มันก็มีรูปของเธอคนนั้นผมก็เอ่อ อะไรวะเนี่ยเลยไปดูข้อความ inbox ซึ่งคือเธอจริงๆครับ ผมตกใจจนตื่นและส่งข้อความไปว่า นี่ใช่คนนี้จริงๆหรอ
พอเที่ยงเธอก็ตอบกลับมาครับ
ต่อจากที่เธอตอบกลับมา หลังจากนั้นสิ่งที่ผมทำคือ การหาจุดวางตัวครับ ว่าควรจะวางตัวยังไง จนสุดท้ายก็คือเป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ ผมคุยกับเธอตลอดเวลาโดยใช้ความเป็นตัวของตัวเอง และสิ่งที่ผมสนใจที่สุด ตอนนั้นคือ แอดมาทำไมหรอ คือสิ่งที่ผมพูดไป และสิ่งที่เธอบอกกลับมาคือ "ไม่บอก"
หลังจากนั้นเราคุยกันทั้งวัน ทุกวัน และทำให้รู้สึกเหมือน เจอคนที่เหมือนกัน ชอบฟังเพลงเหมือนกันเวลาว่างแต่แนวดนตรีผมอาจจะไม่ลึกเท่าเธอ ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน และชอบการเดินทางเหมือนๆกัน จนตัดสินใจออกไปข้างนอกด้วยกันครับ
เรานัดกันที่สยาม เพื่อไปล้างรูปฟิล์ม และไปสะพานเหล็กต่อเพื่อเอากล้องไปซ่อมครับ มันเป็นการนัดออกมาที่กระทันหันมาก นัดเช้าบ่ายเจอกัน อารมไปไหนเราไปกัน สิ่งแรกที่ผมตื่นเต้นมากคือจะได้เจอตัวแบบใกล้ชิด อยากรู้ว่าตัวจริงเขาจะเป็นคนยังไง เหมือนกับที่เราวาดฝันไว้หรือเปล่า จะเป็นคนที่มีนิสัยและเคมีตรงกันหรือเปล่า
เมื่อได้เจอกันตอนแรกมันก็จะเกร็งๆ หน่อยเพราะไม่รู้จะวางตัวยังไงแต่ พอได้อยู่ด้วยกันเรื่อยๆ ผมเริ่มปล่อยไปตามนิสัยเป็นตัวของตัวเองและมีความสุข สนุกมากที่ได้อยู่กับเขา ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับเธอ ความเหนื่อยล้า ชีวิตประจำวัน จนเมื่ออยู่ด้วยกันไปสักพัก ผมอาจจะเป็นคนที่วางตัวไม่ดี ไม่รู้มันเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นกับผม ผมคว้ามือเธอแล้วเดินข้ามถนนครับ แต่แล้วผมก็ปล่อย เพราะคิดว่ามันเร็วเกินไป แต่พอไปสักพัก ผมก็ดันเผลอคว้ามือเธอทุกครั้งที่ข้ามถนน จนสุดท้าย ผมก็คว้ามือเธอมาจับ ซึ่งผมไม่รู้เลย ว่าความจริงแล้ว เธออยากจะจับมือของผมหรือเปล่า แต่ ณ เวลานั้นใจผมคิดว่าเร็วเกินไป แต่อีกใจนึงมันก็ จับมือไปแล้ว ผมคิดมาตลอดว่าเวลาแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง กับการที่เธอมาอยู่ตรงนี้กับผม การเที่ยวครั้งนี้มันจบด้วยความสุขครับ หลังจากนี้เราก็ติดต่อกัน แถมมากกว่าเดิม
ที่ๆไปเที่ยวกันครั้งแรก
หลังจากเที่ยวครั้งแรกสิ่งที่ผม พอผมกลับมาตอนนั้นมันมีความสุขมาก แต่สิ่งที่ผมมักจะทบทวนในหัวเสมอคือ ทุกอย่างมันไม่ควรจะเร็วขนาดนี้ ผมไม่ควรบวกเธอมาก ควรสร้างกำแพง เพื่อการวางตัวมากขึ้น เอาตรงๆผมกลัวเจ็บมากๆครับ ด้วยสถานะแล้วเราไม่น่าจะมารู้จักกันเพราะอยู่คนละโลกเลยครับ ในความคิดของผม ซึ่งผมตัดสินใจว่า ผมจะต้องไม่ออกไปหาเธอบ่อย ต้องเว้นระยะห่าง
แต่ทุกอย่างมันผิดแผนผมหมดเลยครับ หลังจากนั้น ผมดันออกไปหาเธอบ่อยมากๆ และรู้สึกเหมือนเธอเข้าหาเรามากขึ้น เราคุยกันหลายเรื่องมากขึ้น ทำให้ผมกลับไปมี ความรู้สึกเหมือนเด็กที่จีบๆ กันจนต้องคุยโทรศัพท์ จนหลับไป ทุกวัน
และผมมีสัญญากับเธอไว้ครับ เนื่องจากผมเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างผอมและแห้ง ดูไม่มีมาด หลังค่อม สิ่งที่เธอเสนอมาให้ผมคือ ยูต้องเปลี่ยนบุคคลิกตัวเองนะ เพื่อตัวยูเอง ยูต้องเริ่มหันมารู้จักดูแลตัวเอง หันมาออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ กินอาหารเพิ่มน้ำหนัก ทำกายภาพหลัง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดีกับผม ผมเลยทำตามและสัญญาว่าผมจะมี บุคคลิกที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดูดีขึ้นครับ ส่วนเธอเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง แต่สิ่งที่ผมพอจะช่วยเธอได้ คือการติวหนังสือครับ เธอสัญญากับผมเหมือนกันว่าเธอจะต้องเรียนหนังสือให้มากขึ้น หันมาขยัน อ่านหนังสือตั้งใจเรียนเพื่อดึงเกรดของตัวเธอเอง ซึ่งเราสัญญาว่าเราจะปรับปรุงในสิ่งที่ เราขาดไปพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เป็นคนที่ดีขึ้นและเติบโต ไปพร้อมๆกัน ซึ่งสำหรับตัวผมมัน ผมชอบความรักความชอบ ที่ คนคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้อีกคนนึง ทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ผมชอบมากๆ จนผมเริ่มรู้สึกแล้ว ว่าผมอาจจะชอบเธอเข้าแล้วจริงๆ แหละ
จนมันมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นครับ มันเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอทำให้เธอทะเลาะกับที่บ้าน แล้ววันนั้น ผมกลับรู้สึกว่าเธอไม่เหลือใคร แน่นอนหน้าที่ของผมต้องดูแลเธอครับ ผมยอมเสียเวลา ซึ่งความจริงแล้วช่วงนั้นผมกำลังจะสอบครับ ผมอยากดูแลเธอ อยากอยู่ให้กำลังใจให้คำปรึกษา ให้เธอผ่านฝันร้ายนี้ไปให้ได้ อยากอยู่ข้างๆ กับเธอ แต่ผมก็ไม่อยากเสียการเรียนด้วยผมแบ่งเวลารัดกุมมากๆ เพื่อให้ผมได้มีเวลาทำทั้งสองอย่างในเวลาที่เหมาะสม ตอนช่วงนั้นเธอหนักมากครับ หนักจนผมเกิดความรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบคนรู้จัก พี่น้อง แต่มันมากกว่านั้น ผมตัดสินใจบอก รักเธอไปครับ ตอนนั้นสิ่งที่ผมคิดกับคำนี้ คือไม่ได้รักในฐานะที่ผมอยากจะเป็นคนนั้นของเธอนะครับ บอกไปด้วยความรู้สึกที่ว่า เธอยังมีเราคอยรับฟัง คอยอยู่ข้างๆให้กำลังใจอยู่นะ ซึ่งผมก็อาจจะทำได้แค่นี้ ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงตอนนั้น อาจจะอึดอัดก็ได้ แต่เธอพูดกับผมตอนนั้น ว่าเค้าไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับคำคำนี้มานานแล้ว ซึ่งผมก็คิดว่าผมคงเดินมาถูกทางแล้วแหละ ในตอนนั้น
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ผมกับเธอมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ มันมากกว่าพี่น้อง และเหมือนจะรู้สึกว่าการเริ่มความสัมพันธ์มันก็ไม่เหมือนพี่น้อง เราสองคนตัดสินใจว่าสิ้นปีนี้จะไปเที่ยวใต้ด้วยกันครับ แต่ทริปใต้มันร่มเลยต้องเปลี่ยนมาขึ้นเหนือ ซึ่งคุยกันอยู่นานว่าจะไปที่ไหนยังไงแพลนกันไว้อย่างดีจองที่พัก สะสมเงินเป็นกองกลางจากการไปขายของด้วยกัน แต่แล้ววันนึง ความพีคที่บอกว่าความสุขมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปก็มาถึงครับ
จู่ๆ เธอได้หายไปจากชีวิตของผมครับ........
ผมไม่สามารถติดต่อเธอได้เลยเป็นวันๆ ตามปกติแล้วประมาณ9โมงเช้าเธอจะบอกว่าเธอตื่นแล้ว แต่ว่าวันนี้มันแปลก ผมเลยทักไปตอนเช้าตามปกติ และพอหลังเที่ยงมันเริ่มแปลกๆ ผมเลยทักไปอีกรอบแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับครับ จนผมตัดสินใจโทรหาเธอ แต่ก็ไม่รับสายครับ จนสุดท้ายผมก็รอเวลาจนเย็นและโทรไป ก็ยังไม่รับสาย ผมเริ่มกังวลว่าเกิด อะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า และในที่สุดผมก็ติดต่อเธอได้ตอนค่ำๆเลยครับ แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมาคือ เธอยังไม่ว่างอยู่กับเพื่อน ซึ่งผมก็โอเคแล้วรู้สึกว่าเธอยังปลอดภัยดี ผมเลยบอกไปว่า ถ้างั้นว่างแล้วค่อยคุยกันนะละ ถึงห้องแล้วโทรมานะ
แต่แล้วคืนนั้นเธอก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย เหตุการแบบนี้เกิดขึ้นกับผมเป็นเวลา1 สัปดาห์ที่ผมไม่รู้ว่าเธอทำอะไรอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า จากเมื่อก่อนที่เธอจะคอยบอกตลอด ผมรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลยและตั้งคำถามมากมายในหัวว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นผมไปสยามและเธอก็ไปสยามพอดีผม อยากจะเจอเธออีกครั้งนึงสักแปปก็ดีผมเลยนัดเธอแต่เธอก็ไม่ยอมมาเจอครับ ผมรู้สึกเคว้งและยิ่งสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือเปล่า และแล้วผมก็ทนไม่ไหวครับ พูดกับเธอตรงๆไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมาคือ เธอเห็นข้อความแต่ไม่อยากตอบ อยากทำอย่างอื่น เวลาอยู่กับเพื่อนไม่อยากเล่นมือถือ และโทรมายังอยู่กับเพื่อนยังไม่อยากคุยด้วย แน่นอนครับสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผมต่อมา คือ ช่วงเวลาที่ผมไปสอนหนังสือเธอที่ห้องและได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน หลังจากสอนหนังสือ มันดันมีละครเรื่องนึงโผล่มาในจอ ซึ่งตัวละครในตอนนั้นกำลังนอกใจแฟนและทำเป็นเฉยเมย แล้วผมก็พูดไปว่า ผมเกลียดคนที่มีนิสัยแบบนี้ ความพีคคือ เธอตอบกลับมาว่าเธอเคยเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมันคืออดีตและเธอบอกว่าเธออยากจะแก้ไขมัน ซึ่งผมแค่เชื่อก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรเลย.
ผมเกิดคำถามว่าเขาจะเบื่อผมหรือเปล่า สุดท้ายเราก็ทะเลาะกันครับซึ่งสัปดาห์ถัดไปเรากำลังจะไปเหนือด้วยกันแล้ว แต่คำพูดที่เธอพูดต่อตอนนั้น ซึ่งทำผมช๊อคไปเลย คือ เขารู้สึกไม่ชอบผมในฐานะของการเป็นแฟนกันครับ เค้าไม่ชอบให้ใครมาตีกรอบเขา เขาไม่ชอบคนที่บุคคลิกไม่ดี ช่วยเป็นพี่น้องกับเขาได้ไหม ซึ่งผมก็ช๊อคแล้วที่ผ่านมาคืออะไร และสุดท้ายข้อเสนอของเธอคือจะไปเที่ยวกันแล้วเราไม่คุยกันจนกว่าจะไปเที่ยวได้ไหม เพื่อจะได้ไม่ทะเลาะกัน ซึ่งผมก็โอเคเพราะผมอยากเดินทางแบบสนุกไม่คิดมากอะไร สำหรับความสัมพันธ์ตอนนี้มันอาจจะเก็บแต่ว่า ก็คงทนได้เมื่อเวลาผ่านไปคงปรับให้เป็นพี่น้องกับเขาได้ แต่มันยากตรงเราไม่ได้เริ่มกันด้วยการเป็นพี่น้องน่ะสิ ก็คงต้องใช้เวลา ผมเชื่อแบบนั้น
และแล้วมันก็ถึงช่วงสุดท้ายของการที่จากคนรู้สึกดีกันชอบกันกลายเป็นคนไม่รู้จักกันครับ
วันที่ออกเดินทางผมนัดเธอเจอกันที่ อู่รถทัวร์ย่านวิภาวดี ซึ่งการที่ผมได้มาเจอกับเธอ ผมเตรียมใจไว้แล้ว ผมจะอยู่ห่างเธอเท่าที่ทำได้ อยากจะวางตัวเป็นพี่ชายที่ดีของเธอ ผมเตรียมใจมาหมดแล้ว แต่เมื่อผมเจอเธอ สิ่งที่ผมรู้สึกอย่างแรกคือ คิดถึงครับ ซึ่งผมก็คงข่มอารมได้ คุยกับเธอปกติตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนานคิดว่าเธอคือน้องที่ผมรักและสนิทมากคนนึงมีเรื่องอะไรก็จะแชร์กัน และสิ่งที่ผมเห็นเธอตอนนั้นคือเธอกำลังไม่สบายครับ ผมก็อดห่วงไม่ได้จนต้องกลับมารู้สึกอยากจะดูแลเธออีกครั้ง มันก็ดันกลับไปนึกถึงความรุ้สึกเดิมๆอีกตอนหนึ่ง
คำจะหมดแล้วเดี๋ยวมาต่อในนะครับ
ฝากติดตามผลงานภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มด้วยครับผมมันคือสิ่งที่ผมอยากจะทำมานานมากแล้วและทริปนี้มันสอนการผจญภัยให้ผมแบบสุดๆ