เป็นชาวนาไทย ปวดใจจริงๆ

ครอบครัวขอเราวางแผนจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข
เราเริ่มต้นด้วยการไปพัฒนาที่มรดก ที่เป็นผืนนา ราว ๒๐ ไร่กว่าๆ
ก็ค่อยๆ ทำไป ได้ประมาณ ๓ ปี นับได้ว่า เป็น ๓ ปีที่ ไม่ง่ายเลย
แต่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และในวันนี้ ปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปเมื่อ ปลายเดือน พฤศจิกายน
ได้ผลผลิตมาเป็นที่ไม่น่าพอใจ ด้วยปัญหาดังนี้

๑.ปีนี้ น้ำเยอะมากๆ ข้าวที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นถิ่น พิษณุโลก ๘๐
(เป็นข้าวที่ดี เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน มีผลการวิจัยชัดเจน)

กดลิงค์ดูได้ เผื่อใครอยากจะสั่ง ยังรับออเดอร์ค่ะ ๕๕๕
กรมข้าวจับมือมหิดล วิจัยข้าวลดเบาหวาน
www.thairath.co.th/content/808877

พอใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เจอฝนและน้ำอีกระรอก ปรากฎ
ข้าวจมน้ำ ไปครึ่งทาง สรุป รอบนี้ ได้ข้าวทั้งสิ้น ๑ ตัน (= ข้าวเปลือก ๑,๐๐๐ กิโลกรัม)
พื้นที่ปลูก ๖ ไร่
(ยังมีอีกแปลงที่เหลืออีก ๗ ไร่ น้ำท่วมสิ้น)

** รอบนี้ได้เงินช่วยค่าน้ำท่วมภาครัฐ + ช่วยค่ารถดูดข้าวรวม  ๑๕,๐๐๐ บาท


๒.จ่ายเงินค่ารถดูดข้าวไป ๔,๘๐๐ บาท  นี่ไม่รวมค่าแรงงานส่วนตัว ที่ไถนาเอง

๓.พอเก็บเสร็จ ข้าวคุณภาพของเรา พ่อค้าคนกลางรับซื้อแบบเหมาๆ  กิโลละ ๗ บาท
พอจะขายจริงๆ ดีมานด์ เริ่ม โอเวอร์ ซัพพลาย   เหลือ กิโลละ ๖.๕๐ บาท

ทำยังไงละทีนี้ ข้าวที่ทำมาทั้งปี จะมีราคา ๖,๕๐๐ บาท ขาดทุนป่นปี้


วิธีแก้ปัญหา
ประกาศขายกับเพื่อน ใน FB และ  LINE ได้รับความสนใจแน่น เพียง ๑ ชั่วโมง
ขายได้ ๑๐๐ กิโล  สุดท้ายปิดยอดขายที่ ๒๓๙ กิโล ได้เงินมาทั้งสิ้น ๑๔,๕๘๕ บาท

แต่ข้าวเปลือกเมื่อนำมาสี เป็นข้าวสาร ก็จะลดจำนวนลงไปอีก เมื่อรวมกับ เงินที่ได้จากภาครัฐ
ตอนนี้ เราได้ยอดขาย + เงินช่วยภาครัฐ  = ๒๙,๕๘๕ บาท คิดว่า ถ้าเพื่อนที่ช่วยซื้อติดใจ มีการสั่ง
ข้าวล็อต ๒ ยอดเท่าเดิม ก็น่าจะปิดยอดที่ ๔๔,XXX บาท
(เราขายข้าวกล้อง กิโลละ ๖๕ บาท  ข้าวขาว ๕๕  บาท )
ทั้งปี ได้เงินขายขายที่ประเมินแบบเข้าข้างตัวเอง คือ เป็นเงิน สี่หมื่นกว่าบาท
จากเดิมได้เงินเดือน จากงานประจำเดือนละ มากกว่านี้ 1 เท่าตัว
(ฉันมาทำอะไรที่นี่ ) อายุเรา ๕๐ นิดๆ



ทีนี้ ได้ออเดอร์แล้ว  ก็มาถึง การจัดส่ง ต้องบอกว่า
" ชีช้ำ กระหล่ำปลี " มากๆ
เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการส่งสินค้า เพราะได้ทำการสีข้าวเรียบร้อยแล้วส่วนหนึ่ง
(จริงแล้วนัดส่งหลังปีใหม่)  ก็เลยเริ่มเชคค่าบริการขนส่งที่ฮอตฮิตกันเหลือเกิน
ด้วยข้อมูลดังนี้

จัดส่งจาก ลาดกระบัง ไป ประเสริฐมนูกิจ น้ำหนักข้าว 27 กิโลกรัม โดย เคอรี่
คิดค่าส่งดังนี้

KerryLive14
แนะนำแบ่งเป็น2กล่อง  กล่อง 25 กิโล  ราคาประมาณ 380 บาท กล่องที่สอง  2กิโล ประมาณ65 บาทครับ

" นี่คือ ข้อมูล แชท กับเจ้าหน้าที่เบื้องต้น "


แม่เจ้าไหมค่ะ ข้าว ๒๕ กิโล เป็นข้าวสาร ที่เพื่อนเราต้องจ่าย ในราคา ๑,๓๗๕ บาท
ข้าวกล้อง ๒ กิโล เป็นเงินค่าข้าว ๑๓๐ บาท รวม ล็อตนี้ ๑,๕๐๕ บาท แต่ต้องมีค่าขนส่งอีก
445 บาท (บวกๆ ด้วยค่ะ เพราะ ยังมีค่ากล่องอีก) ก็สิริรวม น่าจะประมาณ ค่าส่ง ๕๐๐ บาท

คิดดูซิค่ะ กับ ข้าวที่ เรา ปลูกมาทั้งปี เคอรี่ รับค่าส่งไป ถึง ๕๐๐ บาท
ผู้บริโภคจะถอดใจไหมค่ะ กับค่าขนส่งราคาขนาดนี้  และถ้าเรา รับค่าส่งมาเป็นภาระของเราเอง
เท่ากับว่า ข้าวล็อตนี้ ที่เราฝันหวานไปแล้ว ก็จะเหลือเพียง ๑,๐๐๐ บาท


ใคร ไม่โดดมา ปลูกข้าวเอง จะไม่ล่วงรู้เลยว่า วงจรการเป็นชาวนาสมัยนี้ มันยากแค่ไหน
แค่ปลูกข้าวให้ได้คุณภาพ ห่างไกลจากโรค มันก็ยากยิ่งแล้ว
เราต้องสู้กับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ก็สาหัสเพราะควบคุมไม่ได้
เราไม่เคยหนี้พ้นวงจร พ่อค้าคนกลาง ที่ไม่มีแม้ที่ปลูกข้าว ไม่มีแม้ที่นา มีแต่เงิน
ก็มาเอาข้าวของเราไปราคาถูกๆ
และ เรามีลูกค้าแล้ว เรายังมาโดนวงจรค่าขนส่งที่เกินรับไหวอีก

แล้วอย่างนี้ ชาวนา จะอยู่ได้อย่างไร
แต่เราอยากบอกว่า นอกจากการช่วยเรื่อง หาพื้นที่ เก็บกักน้ำ แล้ว
เราอยากบอกรัฐบาลว่า ยังมีวงจร ที่ภาครัฐ ควรจะให้ความช่วยเหลือหนักมาก
คือ ระบบการขนส่งที่เป็นธรรม ให้กับ ธุรกิจ SMEs ที่เป็นเกษตรกรเล็กๆ อย่างเรา

มันจะเป็นการขอที่มากไปไหม
เศร้าจัง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่