พอดีกำลังจัดทริปแก้ตัวโอซาก้า เกียวโต เลยอยากมาเล่าทริปเก่า เมื่อ 2 ปี ที่แล้วให้ฟังครับ
ทริปนี้เกิดจากคุณเมียไปได้ทริปถูก กับ ฮ่องกงแอร์ไลน์ พร้อมที่พัก 2 คืน ในราคา 22,000 บาท ต่อ 2 คน ซึ่งผมรู้ตัวล่วงหน้าไม่ถึงเดือน เลยแทบจะไม่ได้เตรียมการอะไรเลย ก็ได้อาศัยตามรอยในพันทิพย์ ไปเช่า Bon guesthouse ที่เกียวโต อีก 2 วัน ในราคา 3,000 บาท ต่อ 2 คน ต่อ 2 คืน
ตอนจะบินก็เสียวๆ กับกิตติศัพท์ความดีเลย์ของสายการบินนี้ และ อาหารบนเครื่อง แต่ปรากฏว่า ขาไป ทำเซอร์ไพรซ์ เครื่องไม่มีดีเลย์ อาหารก็อร่อย เสริฟ 2 มื้อด้วย แถมด้วยเสริฟเบียร์ ไวน์ให้ตลอด จัดเลยสิครับ สายเมาอยู่แล้ว
พอลงเครื่องที่สนามบินคันไซ ผลของตั๋วถูก และ การจองแบบรีบเร่ง แสดงผลเลยครับ กว่าจะออกมาถึงสถานีรถไฟได้ เกือบเที่ยงคืน ซื้อพาสไม่ทัน รถเที่ยวสุดท้ายก็กำลังจะออก เลยต้องรีบซื้อตั๋ว ไปลงนัมบะ เพื่อจะต่อรถไฟ ไปลงสถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด
พลาดอย่างแรง ครับ มาถึงนัมบะ รถที่จะไปสถานี Dekijima หมด ปรึกษากันสักพัก คุณเมียจะเดินไปที่พัก เลยเปิดอากู๋ แม่เจ้า!! 12 กม. อากาศ ณ เวลานั้น 14 องศา ผมรีบค้านคุณเมียอย่างแรง แล้วตัดสินใจเรียก Taxi โดยตกลงกับคุณเมียว่า ผมจะจ่ายค่าแท๊กซี่เอง เธอจึงยอมขึ้นแท๊กซี่ แต่แล้วผมก็ต้องปาดเหงื่อ เมื่อใกล้จะถึง เพราะเหลือบตาไปมองมิเตอร์ อืมมมม 4,200 เยน ( ราวๆ 1,300 บาท กับระยะทาง 12 กม. ) รีบเปิดอากู๋ครับ จุดหมาย อีกประมาณกิโลกว่าๆ เลยขอลงครับ ระหว่างเดินลากกระเป๋าไปได้สักครึ่งทาง ฝนก็เริ่มลงปรอยๆ อุณหภูมิ ลงไปที่ 12 องศา ....เฮ้อออออ น้ำตาจิไหล
มาถึงที่พัก .... งง เข้าไปอีก ด้านหน้าเหมือนอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่ชื่อเป็น ...โฮสเทล ( จำชื่อไม่ได้ ) เอาละสิ ไม่มีล็อบบี้ ไม่มีออฟฟิศ เวลาก็ตี 2 แล้ว ทำยังไงดี พอดีเห็นมีห้องหนึ่งเปิดไฟอยู่ สันนิษฐานทันที ว่านี่ต้องเป็นห้องเจ้าหน้าที่ของโฮสเทล เขาต้องยังไม่นอน ต้องรอเราแน่ๆ เพราะเราแจ้งไว้แล้วว่า เครื่องเราลงเวลาใกล้เที่ยงคืน...เคาะห้องทันทีครับ...เพล้ง..หน้าแตก เพราะคนที่อยู่ในห้อง คือผู้เช่า รู้ก็รู้นะว่า คนญี่ปุ่นเน้นเรื่องมารยาทและความเป็นส่วนตัว นี่คือเวลานอนเขาแล้ว แต่ทำไงได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ เคาะห้องเขาแล้วนิ เลยพยายามสื่อสารกับเขา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นแบบงูๆปลาๆ และ ภาษาใบ้ จนได้ใจความว่า ทางเข้าของโฮสเทล อยู่อีกด้านและอยู่บนสุดของอาคาร
พอขึ้นมาข้างบน เจอปัญหาอีกละ ไม่มีล๊อบบี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ ..ควักเอกสารการจองมาดู มีเบอร์ห้องที่เราจอง เลยลองเปิดดู อ้าวว เฮ้ย เปิดได้นี่ ณ เวลานั้น ไม่สนใจอะไรแล้ว ทั้งง่วง ทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย จัดการเอาของเข้าห้อง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้านอนเลย
เช้าวันแรก ที่ญี่ปุ่น...รอถึง 9 โมง ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาเลย ตัดสินใจ ไม่รอละ จัดการเก็บของมีค่า พกติดตัว แล้วเดินทางไปปราสาทโอซาก้า พอถึงแถวๆ หน้าทางเข้าสวนสาธารณะรอบๆ ปราสาท ต้องร้องว้าววววว ลืมปัญหาเมื่อคืนไปเลยครับ ทั้งข้างทางทั้งสวนรอบปราสาท ใบไม้เหลืองๆ แดงๆ เต็มไปหมด

[img]


จากนั้นก็พากันเดินเที่ยวชม รอบๆ ปราสาท แล้วก็เสียค่าธรรมเนียม ขึ้นปราสาทโอซาก้า ตามธรรมเนียม สำหรับท่านที่จะขึ้นปราสาทโอซาก้า ในมุมของผม ต้องขอบอกว่า หากท่านไม่ใช่คอการ์ตูนแนวซามูไร อาจจะไม่ค่อยอิน กับการขึ้นปราสาทโอซาก้า แต่ถ้าใช่ ต้องบอกว่า มันสุโค่ย มากครับ สำหรับเรื่องวิว ก็แล้วแต่มุมมองครับ จะว่าสวยก็สวย แต่หาจุดถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะคนเยอะ และ มีตาข่ายกันนก กันคน ทำให้หามุมสวยยาก สำหรับผม รอบปราสาทสวยกว่าครับ
ชมปราสาทเสร็จ ก็เดินชอปปิ้ง ที่แหล่งช้อปปิ้งใกล้ๆ ปราสาท 5555 จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว ว่าย่านนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่ผมเรียก ตรอกละลายทรัพย์ เพราะทางไม่กว้างมาก แต่ยาวเป็นกิโล ของดีๆ ถูกๆ เพียบครับ เดินหิ้วของให้คุณเมียสิครับ งานนี้
ออกจากจุดนี้ไป ก็แน่นอนครับ ไฮไลต์ มาโอซาก้า ต้องไป โดทงโบริ ซินไซบาชิ ถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะ

กินทาโกะยากิ เจ้าดัง ( ขอบอก ต้องลองให้ได้ ไม่แพง อร่อยเวอร์ ชนิดลืมทาโกะยากิ ทุกเจ้าในเมืองไทย ) ตามล่า หาชีสทาร์ต ปาโบล ที่ขึ้นชื่อ ( ตอนนี้มีขายที่ไทยแล้ว ) ราเมนข้อสอบ ฯลฯ เรียกว่ากินกันจนพุงกาง สมฉายาครัวแห่งญี่ปุ่น เดินในย่านนี้ยันสี่ทุ่ม ก็กลับสู่ที่พัก
ระหว่างกลับที่พัก มัวแต่คุยกันเพลิน ตอนขึ้นรถก็ลืมดูเลขตู้ ดันขึ้นผิดตู้ มันตัดขบวน แล้วพาเราวิ่งไปอีกเส้น กว่าจะรู้ตัว ก็หลงซะแล้ว ทำไงดีละครับ ถามทางเลยสิครับ คนญี่ปุ่นโคตรน่ารักเลย ขอบอก น้องสาวญี่ปุ่นพยายามอธิบายว่าเราต้องกลับอย่างไร พอเห็นว่าไม่รู้เรื่องกันแน่ๆ เธอก็จูงมือเมียผมไปที่ชานชาลา ที่เราจะต้องขึ้นรถกลับ บอกให้เรารอตรงนี้ และเธอก็ยืนรอกับเรา จนเราขึ้นรถไฟ เธอถึงแยกตัวไป แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะเราไม่แน่ใจว่าจะลงถูกสถานีไหม ก็เลยทักถามสาวญี่ปุ่นอีกคน บนรถไฟ คนนี้ก็ใจดี แบบว่าเธอชอบเมืองไทยด้วย ก็เลยชวนเราคุย และ ลงจากรถไฟ จูงมือแฟนเราไปเปลี่ยนขบวน ส่งเราจนถึงสถานีที่เราต้องการจะลง แล้วเธอก็ย้อนกลับไปขึ้นรถไฟ เพื่อกลับบ้านของเธอ ทั้งที่เส้นทางที่มาส่งเรา มันคนละเส้นกับที่เธอจะกลับ
แล้วก็พบโน๊ต ขอโทษ พร้อมกุญแจห้อง อยู่ในกล่องจดหมายของห้องพัก ที่เราพัก จากผู้ดูแล โฮสเทล ... อะนะ คนไทย ใจดี ให้อภัยครับ ไม่ว่ากัน แต่ดึกแล้ว ขอซักแห้งละกัน ก่อนจะนอน ก็สลับกันนวดขา นวดฝ่าเท้ากับคุณเมีย เพราะเดินกันค่อนข้างเยอะ
อ้อ การเดินทางในโอซาก้า เราใช้ 1 day pass ครับ คนละ ราวๆ 240 บาท
เช้าวันถัดมา มุ่งหน้าไปเกียวโตครับ จากสถานีเกียวโต เราต่อรถบัส พร้อม 1 day pass ในราคาคนละ ราวๆ 150 บาท เพื่อไปยัง Bon guesthouse

ซึ่ง Taniguchi san เล่นเอาเราอาย อึ้ง เพราะคำถามแรก คือ "ทำไม คุณมาถึงช้า" แสดงถึงความตรงต่อเวลาของคนญี่ปุ่นมากๆ ก็ได้แต่ขอโทษครับ แล้วก็อึ้งที่สอง เมื่อคุณบอน ( ชื่อเล่นของ Taniguchi san ) จัดการ เช็ดล้อของกระเป๋าเรา จัดรองเท้าแตะให้เรา และ หยิบรองเท้าเราเก็บเข้าที่ ( อืมมมม เนียบ สะอาด ) เสร็จแล้วก็พาเราแนะนำ ห้องพัก ห้องครัว การคัดแยกขยะ การใช้ห้องน้ำ ( โคตรละเอียด ) พอเราเอาของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว คุณบอนก็ถามถึงแผนการเที่ยวของเรา และ จัดแผนให้เราใหม่ ทั้งแนะนำ การใช้รถเมล์ รถไฟ เช็คเวลารถ ค่าโดยสารให้พร้อม
การเที่ยวที่เกียวโตของเรา เลยจัดตามแผนของคุณบอน คือ วันแรก ไปเที่ยววัดทอง

วัดน้ำใส

ย่านกิออน
วันที่สอง ไปแช่ออนเซ็นที่ คุรามะ ต้องบอกว่าสวยมากครับ เสียดายแต่ว่า รูปไม่ได้เก็บไว้ในเครื่อง ไม่งั้นจะเอามาโชว์ให้ดู ที่นี่ก็พบความน่ารักของคนญี่ปุ่นอีกแล้วครับ แบบว่า ตู้ขายตั๋วที่นี่ เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ เล่นเอางง ไม่รู้จะซื้อตั๋วอย่างไร มองไปทั่วๆ ก็เห็นมีแต่คนญี่ปุ่น แถมมีแต่คนแก่ ด้วย ทำไงละหนอ ตัดสินใจหน้าด้าน เดินเข้าหายายคนหนึ่ง ส่งภาษาใบ้ประมาณว่าต้องการซื้อตั๋ว กับเอ่ยชื่อสถานี ให้ยายฟัง ยายก็พาเดินไปที่ตู้ขายตั๋ว จิ้มๆ แล้วก็แบมือขอเงินจากเราไปหยอดตู้ เพื่อซื้อตั๋วให้เรา ... น่ารักจังเลย ยายจ๋า
หลังจากแช่ออนเซ็น แฟนติดใจวัดน้ำใส เลยต้องพาแฟนไปตะลุยวัดน้ำใสอีกรอบ
วันสุดท้าย ที่ค่อนข้างจะรีบเร่ง ทำเวลา เราออกจากที่พักแต่เช้า เพื่อไป ป่าไผ่


และ อาราชิยาม่า



แล้วรีบกลับที่พัก เพื่อให้คุณบอน เอารถไปส่งเราที่สถานีเกียวโต พร้อมกับจองตั๋ว รถไฟจากเกียวโตไปสนามบินคันไซให้ด้วย
ขากลับ เราแวะต่อเครื่องที่ฮ่องกง 10 กว่าชั่วโมง ฮิฮิ เวลาตั้งเยอะ ก็ออกไปชมฮ่องกง สักหน่อยสิครับ เลยชวนกันออกไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ที่ pulse bay แต่กว่าจะหารถเมล์ขึ้นได้ แทบแย่ ถามทาง 4 คน ตอบจุดขึ้นรถเมล์ไม่เหมือนกันสักคน จนต้องมั่วสุ่มเอา จนเจอ แต่ก่อนจะขึ้นรถ ก็ถามคุณน้าชาวฮ่องกงคนหนึ่งให้แน่ใจก่อนว่า เราขึ้นรถถูกสายนะ แต่ปัญหาไม่จบครับ พอถึงตอนจะจ่ายเงินค่าโดยสาร เราดันมีแต่แบงค์ใหญ่ คนขับก็ไม่ทอนเงิน พูดไรก็ไม่รู้ ประมาณว่า คล้ายๆ จะไล่เราลง พอดีคุณน้าคนนั้นขึ้นรถคันเดียวกับเรา เราเลยหันไปจะขอแลกเงิน แกกลับเอาเงินค่าโดยสารให้เราเลย ( ราว 80-90 บาท ) เราจะเอาแบงค์ใหญ่ให้แก แกก็ไม่ยอมรับ เราเลยได้แต่ขอบคุณ
พอมารอขึ้นเครื่อง สายการบินฮ่องกง ออกฤทธิ์ครับ ดีเลย์ 3 ชั่วโมง ตามคำเล่าลือ
[CR] โอซาก้า เกียวโต หลง ฮา มันส์
ทริปนี้เกิดจากคุณเมียไปได้ทริปถูก กับ ฮ่องกงแอร์ไลน์ พร้อมที่พัก 2 คืน ในราคา 22,000 บาท ต่อ 2 คน ซึ่งผมรู้ตัวล่วงหน้าไม่ถึงเดือน เลยแทบจะไม่ได้เตรียมการอะไรเลย ก็ได้อาศัยตามรอยในพันทิพย์ ไปเช่า Bon guesthouse ที่เกียวโต อีก 2 วัน ในราคา 3,000 บาท ต่อ 2 คน ต่อ 2 คืน
ตอนจะบินก็เสียวๆ กับกิตติศัพท์ความดีเลย์ของสายการบินนี้ และ อาหารบนเครื่อง แต่ปรากฏว่า ขาไป ทำเซอร์ไพรซ์ เครื่องไม่มีดีเลย์ อาหารก็อร่อย เสริฟ 2 มื้อด้วย แถมด้วยเสริฟเบียร์ ไวน์ให้ตลอด จัดเลยสิครับ สายเมาอยู่แล้ว
พอลงเครื่องที่สนามบินคันไซ ผลของตั๋วถูก และ การจองแบบรีบเร่ง แสดงผลเลยครับ กว่าจะออกมาถึงสถานีรถไฟได้ เกือบเที่ยงคืน ซื้อพาสไม่ทัน รถเที่ยวสุดท้ายก็กำลังจะออก เลยต้องรีบซื้อตั๋ว ไปลงนัมบะ เพื่อจะต่อรถไฟ ไปลงสถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด
พลาดอย่างแรง ครับ มาถึงนัมบะ รถที่จะไปสถานี Dekijima หมด ปรึกษากันสักพัก คุณเมียจะเดินไปที่พัก เลยเปิดอากู๋ แม่เจ้า!! 12 กม. อากาศ ณ เวลานั้น 14 องศา ผมรีบค้านคุณเมียอย่างแรง แล้วตัดสินใจเรียก Taxi โดยตกลงกับคุณเมียว่า ผมจะจ่ายค่าแท๊กซี่เอง เธอจึงยอมขึ้นแท๊กซี่ แต่แล้วผมก็ต้องปาดเหงื่อ เมื่อใกล้จะถึง เพราะเหลือบตาไปมองมิเตอร์ อืมมมม 4,200 เยน ( ราวๆ 1,300 บาท กับระยะทาง 12 กม. ) รีบเปิดอากู๋ครับ จุดหมาย อีกประมาณกิโลกว่าๆ เลยขอลงครับ ระหว่างเดินลากกระเป๋าไปได้สักครึ่งทาง ฝนก็เริ่มลงปรอยๆ อุณหภูมิ ลงไปที่ 12 องศา ....เฮ้อออออ น้ำตาจิไหล
มาถึงที่พัก .... งง เข้าไปอีก ด้านหน้าเหมือนอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่ชื่อเป็น ...โฮสเทล ( จำชื่อไม่ได้ ) เอาละสิ ไม่มีล็อบบี้ ไม่มีออฟฟิศ เวลาก็ตี 2 แล้ว ทำยังไงดี พอดีเห็นมีห้องหนึ่งเปิดไฟอยู่ สันนิษฐานทันที ว่านี่ต้องเป็นห้องเจ้าหน้าที่ของโฮสเทล เขาต้องยังไม่นอน ต้องรอเราแน่ๆ เพราะเราแจ้งไว้แล้วว่า เครื่องเราลงเวลาใกล้เที่ยงคืน...เคาะห้องทันทีครับ...เพล้ง..หน้าแตก เพราะคนที่อยู่ในห้อง คือผู้เช่า รู้ก็รู้นะว่า คนญี่ปุ่นเน้นเรื่องมารยาทและความเป็นส่วนตัว นี่คือเวลานอนเขาแล้ว แต่ทำไงได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ เคาะห้องเขาแล้วนิ เลยพยายามสื่อสารกับเขา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นแบบงูๆปลาๆ และ ภาษาใบ้ จนได้ใจความว่า ทางเข้าของโฮสเทล อยู่อีกด้านและอยู่บนสุดของอาคาร
พอขึ้นมาข้างบน เจอปัญหาอีกละ ไม่มีล๊อบบี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ ..ควักเอกสารการจองมาดู มีเบอร์ห้องที่เราจอง เลยลองเปิดดู อ้าวว เฮ้ย เปิดได้นี่ ณ เวลานั้น ไม่สนใจอะไรแล้ว ทั้งง่วง ทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย จัดการเอาของเข้าห้อง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้านอนเลย
เช้าวันแรก ที่ญี่ปุ่น...รอถึง 9 โมง ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาเลย ตัดสินใจ ไม่รอละ จัดการเก็บของมีค่า พกติดตัว แล้วเดินทางไปปราสาทโอซาก้า พอถึงแถวๆ หน้าทางเข้าสวนสาธารณะรอบๆ ปราสาท ต้องร้องว้าววววว ลืมปัญหาเมื่อคืนไปเลยครับ ทั้งข้างทางทั้งสวนรอบปราสาท ใบไม้เหลืองๆ แดงๆ เต็มไปหมด
ชมปราสาทเสร็จ ก็เดินชอปปิ้ง ที่แหล่งช้อปปิ้งใกล้ๆ ปราสาท 5555 จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว ว่าย่านนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่ผมเรียก ตรอกละลายทรัพย์ เพราะทางไม่กว้างมาก แต่ยาวเป็นกิโล ของดีๆ ถูกๆ เพียบครับ เดินหิ้วของให้คุณเมียสิครับ งานนี้
ออกจากจุดนี้ไป ก็แน่นอนครับ ไฮไลต์ มาโอซาก้า ต้องไป โดทงโบริ ซินไซบาชิ ถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะ
ระหว่างกลับที่พัก มัวแต่คุยกันเพลิน ตอนขึ้นรถก็ลืมดูเลขตู้ ดันขึ้นผิดตู้ มันตัดขบวน แล้วพาเราวิ่งไปอีกเส้น กว่าจะรู้ตัว ก็หลงซะแล้ว ทำไงดีละครับ ถามทางเลยสิครับ คนญี่ปุ่นโคตรน่ารักเลย ขอบอก น้องสาวญี่ปุ่นพยายามอธิบายว่าเราต้องกลับอย่างไร พอเห็นว่าไม่รู้เรื่องกันแน่ๆ เธอก็จูงมือเมียผมไปที่ชานชาลา ที่เราจะต้องขึ้นรถกลับ บอกให้เรารอตรงนี้ และเธอก็ยืนรอกับเรา จนเราขึ้นรถไฟ เธอถึงแยกตัวไป แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะเราไม่แน่ใจว่าจะลงถูกสถานีไหม ก็เลยทักถามสาวญี่ปุ่นอีกคน บนรถไฟ คนนี้ก็ใจดี แบบว่าเธอชอบเมืองไทยด้วย ก็เลยชวนเราคุย และ ลงจากรถไฟ จูงมือแฟนเราไปเปลี่ยนขบวน ส่งเราจนถึงสถานีที่เราต้องการจะลง แล้วเธอก็ย้อนกลับไปขึ้นรถไฟ เพื่อกลับบ้านของเธอ ทั้งที่เส้นทางที่มาส่งเรา มันคนละเส้นกับที่เธอจะกลับ
แล้วก็พบโน๊ต ขอโทษ พร้อมกุญแจห้อง อยู่ในกล่องจดหมายของห้องพัก ที่เราพัก จากผู้ดูแล โฮสเทล ... อะนะ คนไทย ใจดี ให้อภัยครับ ไม่ว่ากัน แต่ดึกแล้ว ขอซักแห้งละกัน ก่อนจะนอน ก็สลับกันนวดขา นวดฝ่าเท้ากับคุณเมีย เพราะเดินกันค่อนข้างเยอะ
อ้อ การเดินทางในโอซาก้า เราใช้ 1 day pass ครับ คนละ ราวๆ 240 บาท
เช้าวันถัดมา มุ่งหน้าไปเกียวโตครับ จากสถานีเกียวโต เราต่อรถบัส พร้อม 1 day pass ในราคาคนละ ราวๆ 150 บาท เพื่อไปยัง Bon guesthouse
การเที่ยวที่เกียวโตของเรา เลยจัดตามแผนของคุณบอน คือ วันแรก ไปเที่ยววัดทอง
วันที่สอง ไปแช่ออนเซ็นที่ คุรามะ ต้องบอกว่าสวยมากครับ เสียดายแต่ว่า รูปไม่ได้เก็บไว้ในเครื่อง ไม่งั้นจะเอามาโชว์ให้ดู ที่นี่ก็พบความน่ารักของคนญี่ปุ่นอีกแล้วครับ แบบว่า ตู้ขายตั๋วที่นี่ เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ เล่นเอางง ไม่รู้จะซื้อตั๋วอย่างไร มองไปทั่วๆ ก็เห็นมีแต่คนญี่ปุ่น แถมมีแต่คนแก่ ด้วย ทำไงละหนอ ตัดสินใจหน้าด้าน เดินเข้าหายายคนหนึ่ง ส่งภาษาใบ้ประมาณว่าต้องการซื้อตั๋ว กับเอ่ยชื่อสถานี ให้ยายฟัง ยายก็พาเดินไปที่ตู้ขายตั๋ว จิ้มๆ แล้วก็แบมือขอเงินจากเราไปหยอดตู้ เพื่อซื้อตั๋วให้เรา ... น่ารักจังเลย ยายจ๋า
หลังจากแช่ออนเซ็น แฟนติดใจวัดน้ำใส เลยต้องพาแฟนไปตะลุยวัดน้ำใสอีกรอบ
วันสุดท้าย ที่ค่อนข้างจะรีบเร่ง ทำเวลา เราออกจากที่พักแต่เช้า เพื่อไป ป่าไผ่
ขากลับ เราแวะต่อเครื่องที่ฮ่องกง 10 กว่าชั่วโมง ฮิฮิ เวลาตั้งเยอะ ก็ออกไปชมฮ่องกง สักหน่อยสิครับ เลยชวนกันออกไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ที่ pulse bay แต่กว่าจะหารถเมล์ขึ้นได้ แทบแย่ ถามทาง 4 คน ตอบจุดขึ้นรถเมล์ไม่เหมือนกันสักคน จนต้องมั่วสุ่มเอา จนเจอ แต่ก่อนจะขึ้นรถ ก็ถามคุณน้าชาวฮ่องกงคนหนึ่งให้แน่ใจก่อนว่า เราขึ้นรถถูกสายนะ แต่ปัญหาไม่จบครับ พอถึงตอนจะจ่ายเงินค่าโดยสาร เราดันมีแต่แบงค์ใหญ่ คนขับก็ไม่ทอนเงิน พูดไรก็ไม่รู้ ประมาณว่า คล้ายๆ จะไล่เราลง พอดีคุณน้าคนนั้นขึ้นรถคันเดียวกับเรา เราเลยหันไปจะขอแลกเงิน แกกลับเอาเงินค่าโดยสารให้เราเลย ( ราว 80-90 บาท ) เราจะเอาแบงค์ใหญ่ให้แก แกก็ไม่ยอมรับ เราเลยได้แต่ขอบคุณ
พอมารอขึ้นเครื่อง สายการบินฮ่องกง ออกฤทธิ์ครับ ดีเลย์ 3 ชั่วโมง ตามคำเล่าลือ