ทีโอที ลุ้นปีหน้ากำไร 2 พันล้านบาท หากผู้ใหญ่เมตตาสัญญาดีแทค

กระทู้ข่าว
ที่มา  : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9600000128662

ทีโอที คิดบวก มั่นใจได้เซ็นสัญญาดีแทคปีหน้า ดันกำไรพุ่ง 2,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ขาดทุนลดลงจากการลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ด้านคนวงใน กสทช. แนะสัญญาไม่ผิดกฎหมาย สามารถเดินหน้าได้ ชี้ยึดโมเดลบีเอฟเคที จะรอด

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2561 ทีโอที จะกลับมามีกำไรสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท หากได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 MHz กับบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัทในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ภายในต้นปีหน้า ซึ่งทีโอที จะเริ่มได้รับรายได้จากสัญญาดังกล่าวภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี หรือหลังจากที่เซ็นสัญญา 3 เดือน โดยรายได้ที่จะได้รับในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท 


นอกจากนี้ ยังมาจากรายได้ที่ทีโอที คาดว่าจะเซ็นสัญญาภายในสิ้นปีนี้กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในคลื่น 2100 MHz อีกกว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับรายได้ประจำของบริการทีโอทีแล้ว คาดว่าปีหน้าทีโอที จะมีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท โดยจะมี EBITDA อยู่ที่ 11,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท


แต่ว่าในปีนี้ ทีโอที ยังคงขาดทุนอยู่ โดยผลประกอบการ 11 เดือน ทีโอที มีรายได้อยู่ที่ 32,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 34,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท และมี EBITDA ประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายอีก 1 เดือนที่เหลือ และหักค่าเสื่อม คาดว่า ทีโอทียังขาดทุนแต่ยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ว่า ขาดทุนเท่าไหร่ เพราะอยู่ระหว่างการรอตัวเลขค่าใช้จ่าย และค่าเสื่อมอีก 1 เดือนที่เหลือมาคิด ซึ่งผลประกอบการดังกล่าวเป็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทีโอที ขาดทุนลดลง 55% โดยมาจากการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร เช่น การจัดซื้อในราคาถูกลง เป็นต้น


“เรามีความหวังว่า การเซ็นสัญญากับเอไอเอส ต้องทันภายในปีนี้ เพราะร่างสัญญาต่าง ๆ ผ่านความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว รอเพียงการนัดวันเซ็นสัญญาเท่านั้น เราจะมีรายได้ที่แน่นอนเดือนละ 325 ล้านบาท ส่วนร่างสัญญาที่ทำกับดีแทค กำลังอยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าภายในต้นปีจะสามารถเซ็นสัญญาได้”

นายมนต์ชัย กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการเน็ตประชารัฐ ทีโอที ได้ติดตั้งครบทั้ง 24,700 หมู่บ้านแล้วในวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยทีโอที จะสามารถมีรายได้จากการบำรุงรักษาโครงข่ายหลังจากติดตั้งโครงข่ายครบ 1 ปี โดยก่อนหน้านั้น ทีโอที ได้ทยอยติดตั้งโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงข่ายแรกที่ติดตั้งจะครบ 1 ปี ประมาณกลางปีหน้า


นอกจากนี้ ทีโอที ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากบริการไซเบอร์ซีเคียวริตี รวมถึงแอปพลิเคชันบนโครงข่ายเน็ตประชารัฐได้ ส่วนเรื่องการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมให้บริการเข้าสู่ครัวเรือนประชาชนหรือไม่นั้น ตนมองว่า ราคาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กำหนดที่ 349 บาทต่อเดือนนั้น เป็นราคาที่ต่ำเกินไป เพราะแม้ว่ากระทรวงจะเป็นผู้ลงทุนโครงข่ายจากเมืองสู่พื้นที่ที่หางไกลก็ตาม แต่อย่าลืมว่า เอกชนก็มีต้นทุนของโครงข่ายที่อยู่ในเมืองด้วย ดังนั้น หากทีโอทีจะเข้าร่วมโครงการ ก็ต้องมองหาวิธีการลดต้นทุนบางอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการกับประชาชนได้  

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ร่างสัญญาคลื่น 2300 MHz ระหว่างทีโอที และดีแทคนั้น ไม่ได้ผิดกฎหมาย สามารถทำได้ เพียงแต่ กสทช. ต้องการให้เขียนให้ชัดเจนว่า ทีโอที ต้องเป็นผู้ดูแลทั้งหมด ไม่ใช่ดีแทคดูแล

ส่วนทีโอทีจะแก้ร่างสัญญาแล้วส่งให้อัยการใหม่ หรือทำไปเลยหากอัยการตอบกลับร่างสัญญาว่าผ่านแล้ว แล้วจึงค่อยทำเอกสารเพิ่มเติมชี้แจงให้ชัดเจนตามที่ กสทช. แนะนำก็ทำได้ อยู่ที่ว่าทีโอทีกล้าหรือไม่ เหมือนกรณีของสัญญาบีเอฟเคที กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนสาเหตุที่วาระเรื่องนี้ถูกเลื่อนเข้าที่ประชุมนั้น เนื่องจากสำนักงานยังทำเอกสารไม่เรียบร้อย และก็คาดว่า การประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ 27 ธ.ค. ที่จะถึงนี้วาระดังกล่าวก็ยังไม่เข้าที่ประชุมอยู่ดี
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่