"ดังละคร ที่ต้องมีตอนอวสาน" ถึง...พี่ๆเคยเอ็นดูพี่หมีขาว จนกลายเป็นกระทู้แนะนำช่วงปี 2557

กระทู้สนทนา
วันที่ 13/12/2560  เวลาประมาณ 21.35 น.
พี่หมีขาวของแม่  ได้ละทิ้งร่างกายที่เหนื่อยล้ามานานกว่า 23 ปี  เพื่อออกเดินทางไกล...อีกครั้ง...
ย้อนหลังไปในปี 2548  แม่ได้ยินชื่อหนูครั้งแรกจากพี่เกียง ที่เล่าว่า...ตอนออกมานั่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าแฟลตที่พัก  มีน้องหมาสีขาวทั้งตัว หน้าตาหล่อเหลา  เดินมานั่งลงตรงหน้า  แล้วยกขาหน้าหนึ่งข้างมาให้จับ  เพื่อเป็นการทักทาย  เพียงได้ฟังการบอกเล่า  แม่ก็ตกหลุมรักหนูทันทีแม้ไม่ได้เห็นหน้า  วาดภาพว่า หนูจะต้องน่ารักน่าชังที่สุด  และเมื่อเราได้พบกันครั้งแรก  หนูก็ไม่ได้ต่างไปจากที่แม่จินตนาการไว้  จนแม่กับพี่เกียงคิดกันเองว่า  น้องหมาน่ารักขนาดนี้  ทำไมไม่มีคนรับไปเลี้ยงที่บ้าน  แต่เราก็สรุปกันเองว่า  เป็นเพราะชะตากำหนดให้หนูจะได้มาเป็นลูกชายสุดหล่อของแม่และใช้ครึ่งชีวิตสุดท้าย ณ บ้านแสนรัก ของเรานั่นเอง  ...ไม่มีเรื่องบังเอิญบนโลกใบนี้

เกือบ 12 ปีเต็ม  ที่เราอยู่ด้วยกัน  หนูเป็นน้องหมาที่เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย  ไม่เคยทำให้แม่ต้องลำบากในการเลี้ยงดูเลย  เช่นเรื่องการกิน หนูกินง่ายมาก   ยกเว้นเพียงผักสดและผลไม้  นอกนั้น หากแม่ยื่นอะไรให้  หนูกินได้หมด นั่นอาจเป็นเพราะว่า ก่อนที่เราจะเจอกัน  หนูต้องใช้ชีวิตแบบน้องหมาจรทั่วไป  ที่ต้องกินทุกอย่างที่มี เพื่อประทังความหิวและเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด  เมื่อแม่คิดได้แบบนี้  แม่สงสารหนูมาก  คิดว่าก่อนที่เราจะมาเจอกัน  หนูจะลำบากขนาดไหน ดังนั้น แม่จึงให้หนูกินทุกอย่างที่หนูอยากกิน  อะไรที่อยู่ในจานอาหารแม่  หนูก็จะได้กินสิ่งนั้นด้วย  เวลาแม่ไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า  แม่จะคิดถึงหนูตลอด  ว่าจะซื้ออาหาร/ขนมอะไรไปฝากหนูดี  จนสุดท้าย หนูก็กลายเป็น ถังแก๊ส ไปอย่างสมบูรณ์

แม่เคยได้ยินคุณหมอบอกว่า น้องหมาจร จะมีภูมิต้านทานโรคภัยดีมากๆ ซึ่งคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ  เพราะตั้งแต่หนูมาอยู่กับแม่  แม่เคยพาหนูไปหาหมอ (ไม่นับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคประจำปี) เพียงแค่ 3 ครั้ง ครั้งแรก คือตอนที่หนูโดนรถเหยียบขาหลังข้างขวา จนทำให้หนูไม่สามารถใช้ขาข้างนั้นค้ำยันได้ตามปกติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ส่วนครั้งที่ 2-3 เป็นการรักษาอาการบาดเจ็บจากการกัดกับน้องหมาด้วยกันเพื่อแย่งผู้หญิง นอกนั้นแล้ว พี่ขาวไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บใดๆเลย

จนกระทั่งหนึ่งปีหลังสุดนี้  ที่หนูเริ่มแสดงอาการ ที่เป็นผลกระทบมาจากการที่ขาหลังเสียไปหนึ่งข้าง  ปกติที่เคยออกไปเดินเล่นนอกบ้านนานเป็นสิบนาที  เริ่มลดลง ลดลง ลดลง  จนหลายเดือนมานี้  หนูเพียงออกไปเดินเล่นแค่หน้าบ้าน และก็กลับเข้าบ้านเพียงเท่านั้น  และสุดท้าย  หนูไม่สามารถแม้กระทั่ง  เดินออกไปจากจุดที่นอนในบ้าน ด้วยตนเองได้  อีกเลย...

เวลาทุกวินาที เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด  เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า  มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิตของเรา  29/11/60  แม่ไปปฏิบัติภาวนาตามที่เคยปฏิบัติเป็นประจำทุกปี  แม่ได้อาสนะในการนั่งปฏิบัติ เบอร์ 13 ตอนที่ได้รับ แม่ยังคิดในใจว่า นี่มันเลขที่เค้าถือกันนี่นา  ห้าวันหลังของช่วงเวลาปฏิบัติ  แม่สะดุ้งตื่นกลางดึก คืนละ 2-3 รอบ  ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมากๆสำหรับแม่  เพราะปกติแล้วแม่เป็นคนหลับสนิทรวดเดียวตลอดคืน  แม่คิดกังวลในใจ  ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านหรือเปล่า  ใจแม่คิดห่วงหนู  และคิดในใจเองว่า  ที่ผ่านมา  หนูไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปฟังแม่กับพี่เกียงสวดมนต์ในห้องพระชั้นสองเหมือนกับโอริโอ้เลย  เพราะหนูเดินขึ้นชั้นบนไม่ไหว  ดังนั้น  แม่จึงตั้งใจว่า  หากแม่กลับไปบ้าน  แม่จะสวดอิติปิโสฯให้หนูฟังวันละ 9 จบ ทุกๆวัน  แม่ไม่รู้เลย  ว่าแม่จะมีโอกาสทำตามที่ตั้งใจไว้  ได้เพียงแค่ 4 วัน เท่านั้น...

เมื่อสิ้นสุดคอร์สปฏิบัติภาวนา  แม่โทรคุยกับพี่เกียง  พี่เกียงบอกว่าหนูอาการไม่ค่อยดีมากๆ  แต่หนูคงอดทน...รอแม่  แม่พูดสวนไปแบบไม่เชื่อ  ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร  ตอนออกมาจากบ้านเมื่อสิบวันที่แล้ว  หนูยังปกติดีทุกอย่าง  กินข้าวกินขนมได้ดีเหมือนเคย  มีแค่อาการเจ็บขาเท่านั้น  ที่ดูเหมือนจะเจ็บมากขึ้น  แต่ก็ไม่น่าเป็นสาเหตุให้อาการโคม่าได้

เย็นวันที่ 10/12/60  แม่กลับบ้านมาพบหนู  หลังจากไม่ได้เจอกันสิบวัน  หน้าตาหนูแสดงอาการดีใจมากเหมือนเคย... แต่แม่รับรู้ได้ว่า หนูไม่เหมือนเคย...  หนูดูเหนื่อย  อิดโรย หนูแทบไม่ขยับร่างหาย  หางที่เคยโบกสะบัดอย่างแรง  เพื่อทักทายแม่เวลาแม่กลับบ้าน  วันนั้น มันส่ายไปมาช้าๆ แต่แม่รู้ว่า  หนูพยายามที่สุดแล้ว  ที่จะทักทายและบอกให้แม่รู้ว่า หนูดีใจมากเพียงไหน...ที่ได้เจอแม่  แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจและทำให้แม่ใจชื้นอยู่  คือหนูยังกินข้าวเก่งเหมือนปกติ  แม่จึงคิดว่า  หนูคงเพียงเจ็บขา และไม่อยากจะขยับตัวไปไหน

แม่กับพี่เกียง  ผลัดกันอุ้มหนู  ออกไปอึ/ฉี่  ที่สนามหน้าบ้าน  และผลัดกันนอนเฝ้าหนู  เผื่อเมื่อใดที่หนูร้องขอความช่วยเหลือ  เราจะได้ดูแลหนูได้ทันที  ช่วงก่อนหน้าที่หนูจะเจ็บหนักเพียงไม่กี่วัน  พี่เกียงได้ออกแบบและประดิษฐ์รถเข็นช่วยพยุงร่างกายให้กับหนู  พี่เกียงพยายามไปหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆมาประกอบได้เองจนสำเร็จ พี่เกียงทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนมือเจ็บ  โดยได้รับคำปรึกษาจากหมอบอมโดยตลอด  เพื่อให้เป็นเครื่องพยุงที่สามารถใช้งานได้จริง  และเข้ากับสรีระร่างกายของหนู  เราคิดกันว่า  หากหนูหายป่วยครั้งนี้  เราจะพาหนูนั่งรถเข็นออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน  เราจินตนาการกัน  ว่าหนูจะมีความสุขสักเพียงไหนที่ได้วิ่งเล่นไปมาอีกครั้ง  แต่...หนูก็ไม่มีโอกาสได้ใช้มัน

เช้าวันที่ 12/12/60  ช่วงเช้า  ร่างกายหนูดูเหนื่อยอ่อน  แต่หนูยังกินข้าวกินน้ำดี ตามปกติ  แม่จึงยังวางใจ  ประมาณบ่ายสามโมง  แม่กลับมาบ้าน พบว่าหนูอึ/ฉี่  ออกมาตรงบริเวณผ้าที่ปูให้นอน  ส่วนตัวหนูนอนตะแคงและขาทั้งคู่หน้า-หลัง ปั่นจักรยานตลอดเวลา  ตาหนูมองมาทางแม่  แต่ไม่มีเสียงใดๆลอดออกมาเลย  แม่ตกใจมาก  เพราะตลอดเวลาที่เลี้ยงหนูมา  หนูไม่เคยอึในบ้านสักครั้งเดียว   ใจของแม่รับรู้ทันทีว่า  ถึงเวลาที่แม่ต้อง...เตรียมใจ   เวลาประมาณห้าโมงเย็น  หนูชัก เป็นเวลาประมาณ 3-4 นาที  มันเป็นภาพที่แม่จำได้ติดตาถึงตอนนี้  หนูไม่เคยชักมาก่อนในชีวิต  แม่ทำอะไรไม่ถูก  โชคดีที่หมอบอมให้สติ ผ่านทางโทรศัพท์  หลังจากหายชัก  หนูนอนนิ่ง และลืมตาอยู่ตลอดเวลา  แม่ไม่กล้าทิ้งหนูไปไหน  และยังไม่กล้าเคลื่อนย้ายหนูไปโรงพยาบาล  กลัวอาการหนูจะทรุดหากเอาขึ้นรถ  เพราะหนูเกลียดการนั่งรถมาก  เมื่อรถเริ่มวิ่ง  หนูจะอ๊วกทันที  

ดังนั้น  แม่จึงตัดสินใจ  เดินไปขอพี่หนึ่ง  เพื่อนบ้านที่แสนอารีย์และเมตตาพี่ขาวมาโดยตลอด  ให้ช่วยไปซื้อยาจากโรงพยาบาลใกล้บ้านให้  โดยมีหมอบอม  เป็นคนช่วยสื่อสารกับสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาล  ว่าต้องการยาอะไรอย่างไรบ้าง  แต่พอได้ยามา  แม่ก็ยังไม่สามารถป้อนยาหนูได้  เพราะปากหนูเกร็งค้าง  ไม่สามารถขยับได้เลย  จนกระทั่งเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม  หนูดูอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว  ตอนนั้นแม่รู้สึกว่า  หนูกำลังจะจากไปแล้ว  แม่เริ่มเปิดคลิปสวดอิติปิโสฯ ข้างๆหนู และเตรียมจะสวดด้วยตนเองให้หนูฟัง   แต่ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง  แม่หวนนึกถึงตอนน้องโอริโอ้  ที่จากไปเมื่อปี 2558  ถึงแม้ตอนนั้น โอริโอ้จะอาการทรุดหนักจากโรคหัวใจ   และจากไปตอนอยู่ในห้องพระ  ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของแม่และพี่เกียง   แต่ในช่วงแรก แม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา  ว่าน่าจะรีบพาโอริโอ้  ไปส่งโรงพยาบาล  ถึงแม้ใครๆจะเฝ้าบอกว่า  มันถึงเวลาของโอริโอ้แล้วจริงๆ  เพราะเค้าทนทรมานกับโรคหัวใจมาตลอด 2 ปี  และเราก็ดูแล พาเค้าไปรักษาอย่างสุดกำลัง จากที่ไปโรงพยาบาลเดือนละครั้ง   ถี่ขึ้นเป็นครึ่งเดือนครั้ง  และเป็นสัปดาห์ละครั้งในช่วงท้าย  และมันถึงเวลาที่เค้าจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคหัวใจอีกแล้ว  

ในเวลานั้น  พี่เกียงกำลังรีบเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด  ดังนั้น  ชีวิตหนู จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่เพียงคนเดียว  และเสี้ยววินาที  ที่แม่หวนนึกถึงเรื่องราวของโอริโอ้  แม่จึงตัดสินใจ  พาหนูไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน  โดยมีพี่ติ๊ก  ที่พอรู้ข่าว  ก็รีบขับรถมาอยู่กับหนูทันที  เป็นคนช่วยกันอุ้มหนูขึ้นรถไปโรงพยาบาลด้วยกัน   หนูเริ่มชักอีกครั้งตอนประมาณสองทุ่มครึ่ง  โชคดีที่แม่ตัดสินใจพาหนูมาโรงพยาบาล  คุณหมอจึงฉีดยาแก้ชักได้ทันท่วงที  พร้อมทั้งให้น้ำเกลือและฉีดยาที่จำเป็นต่างๆ คุณหมอวินิจฉัยว่า  มีความผิดปกติที่สมอง  แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไร  หนูก็ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาตามปกติได้  เพราะต้องมีการฉีดยาสลบและอะไรต่างๆมากมาย  ซึ่งเสี่ยงมากสำหรับหนูที่อายุ 23 ปี  และเราอาจต้องสูญเสียหนูไป ในระหว่างการรักษา

เมื่อหมอให้ยาซึ่งมีฤทธิ์กันอาการชักได้ 12 ชั่วโมง  เราพาหนูกลับมาบ้านแสนรักของเรา  พี่เกียงจัดให้หนูนอนที่ห้องนอนล่าง  บนเตียงที่มีที่นอนลมอยู่แล้ว  เพื่อป้องกันแผลกดทับ เพราะตอนนั้น  หนูไม่ขยับตัวเลย  มีเพียงตาเท่านั้น  ที่ยังลืมอยู่  แม่กับพี่เกียง  นอนเฝ้าหนูด้วยกันในห้องนั้น  เราผลัดกันลุกมาเฝ้าดูหนูตลอดทั้งคืน  

13/12/60  เรารีบพาหนูไปยังโรงพยาบาลสัตว์อีกแห่ง  เพื่อรีเช็คผลการวินิจฉัยโรค  ซึ่งผลออกมาไปในทิศทางเดียวกันกับโรงพยาบาลแห่งแรก คือ เกิดความผิดปกติที่สมอง  แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไร  หนูก็ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาตามปกติได้  เราทำได้เพียงประคับประคองอาการของหนูเท่านั้น  คุณหมอให้น้ำเกลือ  ฉีดมอร์ฟีน  ฉีดสารอาหาร  และยาต่างๆให้มากมาย  ช่วงหนึ่งหนูมีอาการเกร็งเหยียด  และเริ่มมีอุจจาระไหลออกมาเองเรื่อยๆ ซึ่งแม่จำอาการนี้ได้ดี  ว่าก่อนโอริโอ้จะจากแม่ไป  ก็มีอาการนี้เกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือน  

ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก  ถึงแม้ แม่จะรู้ดีว่าหนูอายุมากแล้ว  และจะต้องจากแม่ไปในวันใดวันหนึ่ง แต่แม่ไม่คิดว่า  หนูจะมาล้มเจ็บและทรุดลงในเวลารวดเร็วขนาดนี้  ตอนนั้น  ทุกอย่างชี้ชัดให้แม่ทำใจว่า  แม่กำลังจะต้องเสียหนูไปแล้วจริงๆ   และเกินกว่าที่แม่จะอดทนไว้ได้อีก  แม่รีบเดินออกมาจากห้องรักษา  เพื่อร้องไห้ระบายความทุกข์ทรมานที่มีอยู่     เพราะแม่จำได้ดี  เกี่ยวกับเรื่องการเตรียมบรรยากาศก่อนตายและหลังความตาย 20 นาที  เพื่อเป็นการเหนี่ยวนำให้ดวงจิตได้ไปสู่สุคติภูมิ  ดังนั้น  แม่จึงพยายามไม่ให้จิตแม่เศร้าหมอง  เวลาอยู่กับหนู  ซึ่งเรื่องนี้ แม่กับพี่เกียงคิดเห็นตรงกัน  เราจึงพาหนูกลับมาบ้านแสนรักของเราอีกครั้ง

ครั้งนี้  แม่กับพี่เกียง  ผลัดกันเฝ้าหนูไม่ให้คลาดสายตา เราลูบหัวลูบตัวหนูตลอดเวลา  เพื่อให้สัมผัสนี้ ส่งไปถึงการรับรู้ของหนูว่า  แม่และพี่เกียงรักหนูมากขนาดไหน  เราสวดมนต์บทอิติปิโสฯ และพาหุงมหากา  ให้หนู สลับกับการเปิดคลิปสวดอิติปิโสฯ  โดยไม่ปล่อยให้เสียงสวดมนต์ขาดช่วงเลย  นับตั้งแต่เราเจอกัน  เราเลี้ยงดูหนูเป็นอย่างดี  และเมื่อหนูจะออกเดินทางไกล  เราจะเตรียมเสบียงให้หนูสำหรับเดินทางอย่างดีที่สุด  เท่าที่แม่และพี่เกียงจะทำได้  เสียงสวดมนต์เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยง  จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.35 น. หนูมีอาการยืดเหยียดอย่างรุนแรง  และเมื่ออาการนี้สิ้นสุดลง  หัวใจของหนูก็หยุดเต้น  เป็นการจากไป  ที่เหมือนหนูนอนหลับตามปกติ  หน้าตาหนูยังหล่อเหลาเหมือนเคย  เรากอดหนูซ้ำแล้วซ้ำอีก  เพื่อเป็นการบอกลาหนูเป็นครั้งสุดท้าย  แปลก...ที่แม่กับพี่เกียงคิดตรงกัน  ว่าอยากจะให้กายหนู  อยู่ใต้ต้นจำปีหน้าบ้าน  เพื่อที่กายหนูจะได้มีส่วนในความงอกงามของดอกจำปี  ที่เราเก็บถวายเป็นพุทธบูชา  

เช้าวันที่ 14/12/60  เรานำกายของหนู  ไปไว้ในหลุมใต้ต้นจำปีหน้าบ้าน  ที่พี่เกียงขุดเตรียมไว้ตั้งแต่คืนวันที่ 13  เรานำดอกไม้นานาพันธุ์ที่มีในบ้านแสนรัก  วางไว้บนกายหนู  นำเมล็ดของดอกดาวเรือง โปรยไว้บนดินที่ทับถมกายหนู  และเรา ส่งใจของเรา  ไปให้กับหนู  ไม่ว่าหนูจะอยู่ที่ไหนในตอนนี้  ขอให้หนูรู้ว่า  แม่กับพี่เกียงรักหนูมากเพียงไหน  หนูไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง  แต่หนูเป็นเหมือนลูก  เป็นสมาชิกของบ้านเรา  แม่คิดถึงหนูมากจริงๆ  และแม่เชื่อเหลือเกินว่า  หนูจะรับรู้ได้  ว่าแม่รักและคิดถึงหนูขนาดไหน พี่หมีขาว...ลูกชายสุดหล่อของแม่
[img]https://f.ptcdn.info/183/055/
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่